เรื่องราวใหม่ ๆ

  1. กิจกรรม
  2. การ์ตูนครอบครัวพอเพียง

L12

L2

L3

 L4
  

KPP Main

 

พงษ์สกุล ชาเหลา

จากยีนส์เก่า สู่งานศิลป์มากมูลค่า

ทำยังไงถึงจะเป็นศิลปิน ?
- ทำงานศิลปะ
มันดูแย่รึเปล่า ? ใช่หรือไม่ ?
- ทำต่อไป
          ข้อความภาษาอังกฤษบนท่อนแขนซ้ายที่ถูกสักจารึกเอาไว้ คือความหมายที่ตอกย้ำตัวเองให้อดทนทำงานศิลปะต่อไปของ พงษ์สกุล ชาเหลา หรือบาส ศิลปินวัย 27 ปี หลังการสร้างสรรค์ผลงานจากผ้ายีนส์มือสองของเขามีมูลค่าหลายแสน จนเริ่มเป็นที่สนใจจากคนไทยและชาวต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ จุดไฟให้เขามีพลังทำงานศิลปะต่อไป

IMG 5206
          บาสเป็นคน จ.เลย มีพื้นฐานศิลปะมาจากสมัยเรียนชั้นมัธยมฯ ที่โรงเรียนเลยพิทยาคม ก่อนสอบเข้าเรียนต่อ ปวส.ที่วิทยาลัยช่างศิลป 3 ปี และเรียนต่อที่สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ในสาขาจิตรกรรมอีก 3 ปี บาสกล่าวว่า เขาเริ่มฝึกวาดรูปจริงจังตอน ม.5 ในช่วงที่เพื่อนรุ่นเดียวกันกำลังจะแยกย้ายไปเรียนต่อตามความถนัด ด้วยความชอบในงานศิลปะเขาจึงมุ่งมั่นที่จะเรียนต่อในสายนี้โดยตรง
          “ตอนปี 3 ผมเริ่มทำงานผ้าเพราะอาจารย์ที่สอนเริ่มให้หาเทคนิคใกล้ตัว พอดีที่บ้านเราเป็นร้านตัดเย็บเสื้อผ้า ส่วนใหญ่ที่บ้านเป็นช่างทำงานเกี่ยวกับผ้าหมดเลย ก็เลยเอาเทคนิคนี้มาใช้ น้าก็ให้จักรไปใช้ทำงานตอนเรียน”
          เมื่อเรียนจบบาสเริ่มพัฒนางานศิลปะจากผ้ายีนส์โดยใช้สตูดิโอศิลปะ V64 (ซ.วิภาวดี 64) เป็นสถานที่ทำงาน บาสพูดถึงความเป็นมาว่า V64 เป็นสถานที่ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาจบใหม่ได้แสดงงานศิลปะของตัวเองร่วมกับกลุ่มเพื่อนๆ ในแวดวง ตัวเขาเองก็เริ่มทำงานประจำไปด้วยและพยายามสร้างงานศิลป์ควบคู่กัน แต่ความจริงก็คืองานประจำที่ทำอยู่ก็เพื่อหล่อเลี้ยงงานศิลปะของเขาเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงอาชีพที่จะทำไปทั้งชีวิต V64 จึงเป็นทั้งสถานที่ทำงานศิลปะแล้วก็ที่พักอาศัยไปด้วยในเวลาเดียวกัน
          “ทำงานประจำได้ 3 เดือนออกเลย เพราะเรารู้สึกอึดอัดและไม่ค่อยมีเวลาทำงานศิลปะเท่าไหร่ พอออกจากงานเราก็มาอยู่ V64 อยู่ช่วยเขาทำร้านอาหาร ร้านกาแฟในตอนเย็นก็ได้ค่าตอบแทนบ้าง ตอนกลางวันเราก็ทำงานศิลปะ ปีหนึ่ง V64 จะจัดงานแสดงภาพครั้งหนึ่ง พี่ๆ เขาก็จะมาช่วยกันทำงานศิลปะ คือทุกคนต้องมีงานแสดงหนึ่งชุด (3-4 ภาพ) บรรยากาศอย่างนั้นมันก็ทำให้เกิดไฟในการทำงานขึ้นมา ทำยังไงก็ได้ให้เรามีรายได้จากงานศิลปะของเรา ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับเด็กจบใหม่อย่างเรา”
V64 นอกจากจะเป็นสถานที่ทำงานศิลปะแล้ว ยังเป็นแหล่งรวมงานศิลปะ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปชมและ
          ติดต่อซื้อขายกับศิลปินโดยตรงได้ เป็นพื้นที่สร้างรายได้ให้กับศิลปิน “เป็นสตูดิโอ เหมือนเราเดินเข้าไปผนังก็จะแขวนรูป ในล็อค แต่ละล็อคก็จะมีอุปกรณ์ มีศิลปินทำงานอยู่ในนั้น ลูกค้าก็เข้ามา บางทีศิลปินนอนอยู่ลูกค้าเดินข้ามหัวไปเลือกงาน (หัวเราะ) บางทีผมนอนอยู่มีฝรั่งมาส่อง อุ้ยมีคนนอนตรงนี้ด้วย เขาเรียกเพื่อนมาดู แต่เขาก็ซื้อนะ ก็อยู่กันอย่างนั้น สนุก ส่วนใหญ่เขาอยู่แกลเลอรี่กัน แต่ตรงนั้นมันแปลก ก็เสียดายเหมือนกัน พื้นที่มันใหญ่ มันก็ควบคุมทั้งเรื่องระบบ ทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องอะไรอย่างเนี้ย ก็เลยต้องปิดไป 3 ปีครบสัญญาพอดี พี่เขาก็ปิดไป แต่ว่ายังเคลื่อนไหวทางเว็ปไซต์ ก็รวมกลุ่มกันใหม่ แบบว่าใครยังสนใจที่จะเอางานมาลงเว็ปไซต์ แล้วก็เพิ่มชื่อมาเป็น V64 แกลเลอรี่ 6 ก็หมายถึงว่า คลอง 6 ก็มาเป็นในเว็ปไซต์ ก็จะมีลูกค้าเก่าๆ เข้ามา” บาสหัวเราะให้กับบรรยากาศใน V64 เมื่อครั้งที่เขาใช้เป็นสถานที่บ่มเพาะงานศิลป์ให้กับตัวเอง การหารายได้จากงานศิลปะแม้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เขาก็หันหลังให้งานประจำมุ่งหน้าทำในสิ่งที่ตนเองรักเป็นระยะเวลา 3 ปี ก่อนที่ V64 แห่งนี้จะปิดตัวลงเพราะขาดเงินสนับสนุนหล่อเลี้ยง
เมื่องานยีนส์ของบาสเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้น ทำให้คอลัมน์นิสต์ศิลปะประจำนิตยสาร L'Officiel ชาวฝรั่งเศษนามว่า จูลี่ ผู้สนใจในงานของเขาและเป็นที่รู้จักในวงการศิลปะชักชวนเขาออกไปจัดแสดงงานข้างนอก ประจวบเหมาะกับที่มาตินร์ผู้จัดการ S Gallry ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศษด้วยกันกำลังมองหางานศิลปะมาจัดแสดงพอดี จู่ลี่จึงแนะนำงานของบาส จากนั้นงานของเขาก็เริ่มเป็นที่รับรู้ในวงกว้างขึ้นอีก เพราะได้พื้นที่แสดงผลงานเพิ่มมากขึ้นในฐานะศิลปินรุ่นใหม่

IMG 5169
          “เราตั้งใจให้งานออกมาล้อเลียนกับรูปถ่ายเลย เราคิดว่าถ้ามันเหมือนได้แล้วมันลวงคนได้ มันก็สามารถเรียกร้องอะไรได้จากคนดูงานศิลปะ” บาสอธิบายถึงแนวคิดในงานของเขาว่าต้องการใช้ผ้ายีนส์และสีสันร่องรอยต่างๆ ในยีนส์มาใช้แทนการระบายสี ใช้เข็มและจักรแทนพู่กัน สร้างสรรค์ให้เหมือนจริงที่สุด โดยเริ่มจากการลงพื้นที่ไปตามแหล่งชุมชนริมน้ำต่างๆ ในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อถ่ายภาพเป็นแบบก่อนจะลงมือตัดเย็บผ้ายีนส์ประกอบเป็นงานศิลปะก่อนจะขึงลงเฟรม วัสดุที่ใช้ 80 % จะเป็นยีนส์มือสองจากวัดสวนแก้ว ความซีด ความหนา และร่องรอยที่ผ่านกาลเวลา ให้สีสันและอารมณ์ของบ้านสังกะสีหรือชุมชนเก่าริมน้ำได้อย่างลงตัว
          “จริตเรามันต้องเติมโน้นเติมนี่ มันก็เลยดูสนุก พวกป้ายโลโก้อะไรอย่างนี้ แล้วก็มีคำที่เราแอบๆ ไว้ ถ้าเข้าไปดูงานใกล้ๆ มันจะมีแอบไว้ บางคำก็เสียดสีบ้าง แต่คำพวกนั้นก็ตัดมาจากกางเกง ก็ประกอบกัน แอบไว้ถ้าคนเข้าไปดูข้างในก็จะคิดอะไรต่อไปได้ ปีหนึ่งผมทำไม่ต่ำกว่า 15 ชิ้น”
          บาสพยายามสื่อถึงระบบบริโภคนิยมของคนไทยที่ไม่สามารถซื้อของแบรนด์เนมมาใช้ได้ โดยการแปะตราตัวหนังสือยี่ห้อกางเกงยีนส์ปลอมที่เขาพบเจอ นำมาแฝงในงานศิลปะในรูปแบบป้ายร้านค้าต่างๆ ซึ่งหากผู้ชมสังเกตเห็นจะพบว่าเขาตั้งใจจะสื่อถึงค่านิยมคนไทยที่ติดบริโภคของแบรนด์เนม แม้จะเป็นของเลียนแบบก็ตาม
          “อย่างบางตัวก็ไม่รู้ของจริงของปลอม มันก็จะมีเรื่องที่ผมพูดถึงเรื่องบริโภคนิยมด้วย ว่าในฐานะที่เราเป็นคนระดับนี้ไม่สามารถซื้อของแบรนด์เนมมาใช้สอยได้ อย่างบางตัวผมเจอ เฮ้ย อันนี้ก็อป wrangler ผมก็ตัดมาแปะโชว์เลย wranger ถ้าคนมาดูสังเกตก็จะเห็น เฮ้ย อันนี้ของปลอมนี่หว่า ให้เขาคิดต่อไปได้ ของจริง ของปลอม แล้วก็สี ความซีด ความอ่อน ความหนาที่มันถูกใช้งานมาแล้ว สีมันเข้ากับพวกสังกะสีที่ชุมชน”
          อีกนัยหนึ่งที่บาสต้องการจะสื่อก็คือ บางชุมชนที่เขาเข้าไปหาข้อมูลและถ่ายภาพ เป็นเพียงบ้านไม้สังกะสีเล็กๆ ท่ามกลางตึกรามสูงใหญ่ล้อมรอบ กว่าที่งานของเขาจะออกมาเสร็จสมบูรณ์ ชุมชนนั้นก็ถูกกลืนหายไปแล้ว กลายเป็นตึกมาแทนที่ บาสจึงรู้สึกว่ากางเกงยีนส์แท้จริงแล้วมันเป็นสัญลักษณ์ของกรรมกรผู้ใช้แรงงาน ความยากจน มันจึงเป็นตัวแทนของผู้ต่อสู้ดิ้นรน
          “เดิมทียีนส์มันมาจากทางตะวันตก ผลิตเพื่อความแข็งแรงทนทานต่อการใช้งาน แต่ตอนนี้มันถูกผลิตเยอะมากๆ จนเป็นแฟชั่น เราก็รีไซเคิลด้วยประเด็นหนึ่ง แล้วเราก็หยิบจับสิ่งของที่อยู่รอบตัวเรา เพราะเราเห็นมันอยู่ทุกวัน ผมเชื่อว่าอย่างน้อยๆ ทุกคนต้องมียีนส์ เราก็เอาตรงนั้นมาทำงาน หมายถึงเอาสิ่งของที่อยู่รอบตัวมาทำงาน เป็นการสร้างงานศิลปะจากสิ่งของ”
          เมื่อได้ขึ้นไปแสดงงานใน S Gallry ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ของบาสเป็นชาวต่างชาติ ผลงานชิ้นใหญ่ของเขามีมูลค่าสูงถึง 3 แสนบาท ส่วนชิ้นเล็กมีผู้ซื้อไปราคา 8 หมื่นบาท บาสมองว่าระบบแกลเลอรี่สามารถช่วยคนทำงานศิลปะในเรื่องรายได้ค่อนข้างมาก แม้จะต้องแบ่งรายได้เป็น 50/50 หรือ 60/40 ก็ตาม แต่ถ้าศิลปินทำงานออกมาแล้วไม่มีพื้นที่แสดงงานศิลปะของตัวเอง ไม่มีสื่อ ไม่มีคอนเนคชันจากทางแกลเลอรี่เข้าช่วย ก็จะทำให้งานขายยากและไม่เป็นที่รู้จัก
          “ผมคิดว่าพื้นที่อย่าง V64 มันเป็นพื้นที่เปิด เราทำงานศิลปะอะไรก็ได้มันไม่มีคนตัดสิน คนตัดสินคือลูกค้า อันนี้พูดถึงอาชีพเรื่องการดำรงชีวิตอยู่ เขาชอบเขาซื้อ เราแฮปปี้เขาแฮปปี้ ผมว่ามันแฟร์นะ เราก็มีเงินทำงานต่อไป อย่างผมก็เริ่มมีความมั่นใจจากการขายงานได้ มันก็มีแรงพัฒนาไปในตัวของมัน พื้นที่เหล่านี้สำคัญมันเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ ได้เข้าไปแชร์เข้าไปลอง”
          ในอนาคตบาสตั้งเป้าจะเอางานไปแสดงที่ต่างประเทศ บาสมองว่าอาชีพที่ทำอยู่แม้ยากเย็นที่จะไปถึงฝันได้โดยง่าย แต่คำแนะนำของเขาก็คืออยากให้เด็กรุ่นใหม่ที่ชอบแนวทางนี้ได้ลองทำให้เต็มที่ แต่อย่าลืมเรื่องภาษาเพราะมันเป็นสะพานข้ามไปสู่โลกที่กว้างขึ้น ที่สำคัญคือทำด้วยความอดทนจนกว่าจะสำเร็จ เหมือนข้อความบนท่อนแขนของเขาที่ย้ำเตือนตัวเองตลอดเวลาว่า “ให้ทำต่อไป”
          ปัจจุบันบาสยังคงทำงานศิลปะในแนวทางที่ตัวเองถนัด งานแต่ละชิ้นกว่าจะขายได้ย่อมเกิดจากความอดทน ฝึกฝนอย่างเอาจริงเอาจัง กว่าจะสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย บาสมองย้อนไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ครั้งที่เขาดิ้นรนแทบจะไม่มีเงินใช้หมุนเวียนในชีวิตเพื่อสร้างงานศิลปะเลย เขายกภาพงานยีนส์ภาพหนึ่งไปแขวนไว้ที่สวนจตุจักร ตามคำแนะนำของรุ่นพี่ที่เช่าล็อคไว้ขายภาพแต่กำลังจะเลิกเช่า จึงมีที่ว่างพอให้บาสได้ลองแขวนภาพขายงาน ซึ่งตัวเขาเองไม่รู้เลยว่าจะมีคนซื้อหรือไม่
เมื่อแขวนได้ 3 ชั่วโมง ภาพนั้นก็ถูกซื้อไปในราคา 8 พันบาทโดยชาวอาหรับ แม้ราคาจะไม่ได้สูงเท่างานปัจจุบันนี้ แต่มันก็เป็นงานชิ้นแรกที่ช่วยต่อเติมเชื้อไฟในตัวเขาให้ลุกโชนขึ้นมา เป็นกำลังใจให้คนทำงานศิลปะมีแรงต่อสู้ต่อไปตราบจนวันนี้
“ผมไม่ได้ฝีมือดีเลยนะ แค่มันมีโอกาส โชคชะตา แล้วก็มี V64” บาสกล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารได้ที่ www.facebook.com/baspongsakul

เรื่องและภาพ : กรวิก อุนะพำนัก

 

แผนที่มูลนิธิครอบครัวพอเพียง

Map