L1

L12

L2

L3

 L4

KPP Main

 

“คนที่ได้ปฏิบัติตามปรัชญานี้ก็จะดีกับตัวเอง ได้พบสิ่งที่ดี เรื่องวิธีคิด เรื่องความเรียบง่าย คือไม่ลำบาก

ปฏิบัติแล้วมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองต่อตนเอง ครอบครัวและหน่วยงาน เป็นหลักประกันที่มีความมั่นคงแน่นอน”

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว

ฉบับนี้นิตยสาร IS AM ARE ครอบครัวพอเพียงได้รับเกียรติจาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้วมาเปิดเผยมุมมอง วิธีคิดต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตและการทำงานทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยเฉพาะการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในบริบทต่างๆ ของชีวิตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ยังไม่เคยได้รับการเปิดเผยจากที่ใด เราเชื่อว่าแนวคิดต่างๆ ของท่านจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและได้นำหลักปรัชญาเป็นแนวคิดในการดำเนินชีวิตที่สำคัญ

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการทำงานที่ผ่านมา
: ผมว่าเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผู้ที่ได้นำไปปรับประยุกต์ใช้เป็นแนวคิดและปฏิบัติจะมีผลดีต่อตัวเองมากรวมทั้งการบริหารจัดการด้วยผมยืนยัน ผมรับราชการตั้งแต่ชั้นผู้น้อย เริ่มต้นทำงานในพื้นที่ป่าเขาทุรกันดาร ตอนนั้นเรียนจบในปี 2519 ผมอยู่นครบาลก่อน แล้วก็ได้ไปทำงานในพื้นที่ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เหตุการณ์ในพื้นที่มีสถานการณ์รุนแรงมาก ผมเป็นผู้บังคับหมวด หน่วยปฏิบัติการพิเศษ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม มีโอกาสได้ร่วมงานกับท่านพลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผบตร. ซึ่งขณะนั้นท่านเป็นสารวัตร สมัยนั้นผมยังหนุ่มอยู่เลย ผมก็มีหลักคิดและใช้หลักการนี้บริหารจัดการกำลังพล เรียกว่าปลูกฝังความคิดของผู้ใต้บังคับบัญชาในเรื่องการครองตน ครองคน ครองงาน โดยเฉพาะหลักคิดเรื่องคงความเรียบง่าย ความประหยัด ความมีวินัย หลักพึ่งตนเอง เรียกว่าให้อยู่ได้อย่างมีเกียรติและสมศักดิ์ศรี สมฐานะ
และเมื่อผมได้ย้ายมาเป็นสารวัตรอยู่ อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ตำรวจรายได้ไม่มากครับ ผมก็พยายามให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของผมพึ่งพาตนเองได้ มีกินมีใช้ตามฐานะตอนนั้นก็ให้ครอบครัวตำรวจช่วยกันปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงไก่ไข่ เอาดินที่อยู่หลังห้องแถวที่พักเพาะปลูกพืชผักสวนครัว หลังบ้านก็ทำเป็นที่เลี้ยงไก่ไข่ แม่บ้านก็มาสานตะกร้าขาย มีสหกรณ์ในโรงพัก เป็นวิถีที่ดีไม่อดนะ ตอนนี้ก็ยังอยู่เพราะพวกเขาเห็นคุณค่า ตั้งแต่ปี 2527 ทำให้ตำรวจเรามีค่านิยมชีวิตที่ถูกต้อง ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสิน อยู่อย่างพอเพียงแล้วก็มีรายได้เพิ่มขึ้น
ที่สำคัญผู้บังคับบัญชาต้องนำ ต้องปฏิบัติเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่เป็นผู้บังคับบัญชาแล้วติดดินไม่เป็น ทำตัวโก้หรูตลอดเวลา ผมว่าพระราชดำรัสเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็นหลักคิดช่วยสร้างคนให้ขยันหมั่นเพียร ประหยัด เรียบง่าย และช่วยชี้ให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของคนในองค์กร เช่นให้ทุกคนช่วยกันประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ ปลูกฝังชีวิตที่ดีงามให้กับข้าราชการตำรวจ ส่วนตัวผมอีกสิ่งที่ผมทำเป็นประจำคือ ทุกเช้าผมจะพบกับผู้ใต้บังคับบัญชา ผมก็จะน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่มาอ่านให้ทุกคนได้ฟัง อ่านเสร็จก็พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดกัน ผมเลือกมาพูดทุกวันเลยนะ ผมคิดว่าพรุ่งนี้จะคุยอะไรกับลูกน้อง จะบอกอะไรกับพวกเขา บอกสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นแนวคิดได้ สำคัญมากนะเรื่องพวกนี้ข้าราชการตำรวจเงินเดือนน้อยครับ บางครอบครัวผมบอกได้เลยว่ายังลำบาก หากพวกเขาไม่มีหลักคิด ไม่เห็นความสำคัญของหน้าที่ของตนเอง ประชาชนจะไปพึ่งใครได้ แต่ถ้าตำรวจยังพึ่งพาตนเองไม่ได้อันนี้ยิ่งลำบาก ทุกเช้าผมจะหาพระราชดำรัสนำมาอ่านสั้นๆ ก็จะให้ซึมซับไปเรื่อยๆ
มาช่วงตอนที่ผมมาเป็นตำรวจตระเวนชายแดน ช่วงนั้นผมมีโอกาสถวายงานเรื่องโครงการพระราชดำริในโรงเรียน ตชด.ของสมเด็จพระเทพฯ เป็นช่วงที่ผมจดจำได้ไม่มีวันลืมเลยครับ
โรงเรียน ตชด.นั้นมีความสำคัญมากต้องใกล้ชิดกับชาวบ้าน ต้องหาวิธีบูรณาการให้ครบถ้วน ทั้งเรื่องของการศึกษา เรื่องของอาชีพและต้องเข้าถึงชาวบ้านจริงๆ ผมมีโอกาสได้ศึกษาแล้วก็นำสู่การปฏิบัติ เรื่องนักเรียนก็ต้องส่งเสริมจัดการให้นักเรียนมีความขยันหมั่นเพียร ต้องทานอาหารครบ 5 หมู่ ต้องปลูกพืชสวนครัวเอง เลี้ยงไก่เอง ปศุสัตว์เอง หาอาชีพโดยการประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานมาฝึกอาชีพให้ชาวบ้าน ต้องดูแลป่า มีป่าชุมชน มีสารไอโอดีน สถานพยาบาล มีสหกรณ์ เป็นระบบที่ต้องดูแลครบถ้วนในโรงเรียน ผมอยู่ ตชด.ประมาณ 7-8 ปี ถึงรองผู้บังคับการ ตชด.ภาค 1 เป็นพันเอกพิเศษ ก็ดูแลโครงการโรงเรียน ตชด. ผมว่าเป็นช่วงที่มีความสำคัญมากเพราะผมได้รับประสบการณ์ในทุกๆ ด้านของชีวิตเรียกว่าต้องดูแลประชาชนทุกเรื่องเลยก็ว่าได้

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการประยุกต์ใช้ในการบริหารงานระดับประเทศ
: จนมาวันนี้ ผมไม่คิดเลยนะว่าวันหนึ่งผมจะมาถึงตรงนี้ ตรงที่ต้องมาดูแลสวัสดิภาพ สวัสดิการแก่ประชาชนทั้งประเทศ ต้องช่วยให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม ตั้งแต่เกิดจนตายเลยก็ว่าได้ กับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผมพึงจะมีในขณะนี้คือหลักธรรมาภิบาลและการบริหารงานภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผมต้องให้ข้าราชการในกระทรวงนี้ทุกคน เข้าใจ เข้าถึงในการนำหลักปรัชญามาเป็นหลักคิดและนำมาพัฒนากับงานที่แต่ละหน่วยงานพึงปฏิบัติเพื่อประชาชนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยและทุกๆ ปัญหาของประชาชน ข้าราชการของกระทรวงพัฒนาสังคมทุกคนต้องรู้ว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั้นและต้องแก้ไขเยียวยา ตรงจุด ตรงปัญหาและทันท่วงที

ความพอเพียง ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทนและเรียบง่าย คือสิ่งที่ท่านพยายามปลูกฝังในตนเอง และนำสู่ข้าราชการทุกระดับชั้นเรียกว่าน้อยคนจะรู้จักท่านในมุมนี้
: เมื่อมากระทรวงนี้ใหม่ๆ สิ่งแรกเลยที่ผมมอบเป็นนโยบายคือ ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในหน่วยงาน คือต้องเรียบง่าย ประหยัดพึ่งพาตนเองได้คนทุกคนในหน่วยงานต้องช่วยกันไม่เอาเปรียบกันและในเนื้องานต้องช่วยประชาชนได้จริง อย่างที่ศูนย์ไร้ที่พึ่ง จังหวัดปทุมธานี เนื่องจากมีผู้อพยพมาจากจังหวัดอื่นมาเป็นคนเร่รอน ซึ่งเราต้องจัดระเบียบเพื่อให้คนเร่ร่อนเหล่านี้เขาอยู่ได้ มีชีวิตที่ดีขึ้น ได้รับการชี้นำและฟื้นฟูจนเขาพึ่งพาตนเองได้ เริ่มต้นจากนำพวกเขามาตรวจสุขภาพ ฝึกอาชีพ ซึ่งต้องใช้เงินของรัฐมากพอสมควรและเรื่องนี้นับวันทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย และการแก้ไขในเรื่องนี้ต้องแก้ไขแบบยั่งยืนต้องให้เขามีอาชีพหรือสามารถที่จะจัดการกับตนเองได้เช่น สามารถปลูกพืชผักสวนครัวเอง เลี้ยงไก่เลี้ยงหมูเอง แล้วก็มีการประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองได้รัฐก็สนับสนุนทุนหรือเสริมสิ่งที่เขาขาดในพื้นที่ของรัฐเอง ซึ่งเราเรียกว่าศูนย์คนไร้ที่พักพิง
เรามีศูนย์ที่พึ่งต่างๆ เช่นศูนย์เด็ก ศูนย์เยาวชน หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมก็ให้นโยบายว่าในการบริหารจัดการศูนย์ซึ่งถ้าเป็นส่วนภูมิภาคซึ่งมีที่ดิน ก็ต้องคิดทำให้พึ่งตัวเองซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาด้านเกษตรอาหารกลางวันเพื่อกิน เพื่ออยู่ เหลือก็แจกจ่ายกัน ดินที่เหลือก็มาจัดแปลงผักสวนครัว เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ ต้องเอาแนวนี้ไปใช้ เพราะตัวนี้เป็นวิถีที่ให้กับราชการชั้นผู้น้อยมารวมกันทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์มากครับ มาช่วยพรวนดิน มาช่วยปลูกผัก มาแบ่งทำอาหาร มันจะเป็นกิจกรรมสร้างความสามัคคี ตอนเที่ยงก็มีอาหารกลางวัน เป็นนโยบายที่ผมให้ไป ซึ่งบางศูนย์ก็ทำได้ดี ผมก็ติดตามต่อไป

ปัญหาต่างๆ แก้ได้ที่ “ครอบครัว”
: ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ก็เริ่มต้นมาจาก ครอบครัว และวิธีการแก้ปัญหาให้ได้แบบยั่งยืนจริงๆ แล้วก็ต้องไปแก้ที่ต้นเหตุคือ ครอบครัว ทุกอย่างต้องเริ่มที่ครอบครัว สังคมจะดีได้เริ่มต้นที่ครอบครัว เขาเรียกว่าทำให้ครอบครัวมีความเข้มแข็งเป็นการฉีดวัคซีนที่สำคัญของประเทศ ครอบครัวที่อบอุ่นเข้มแข็งผมว่าสามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง นโยบายผมเน้นการทำให้ครอบครัวมีความเข้มแข็ง ยกตัวอย่างคือจากกระบวนการทางสังคมที่ต้องทำให้ครอบครัวเข้าใจ เริ่มจากกระบวนการเลี้ยงดูต่อเด็กที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง ซึ่งปีที่แล้วเราเริ่มโครงการที่เรียกว่าเงินอุดหนุน 400 บาทต่อเดือนสำหรับครอบครัวที่มีเกณฑ์รายได้น้อยเพื่อเลี้ยงดูบุตร บุตรต้องได้รับการดูแลอย่างถูกต้องครบถ้วน ซึ่งจากกระบวนการการเลี้ยงดูทางการแพทย์บอกว่าเด็กแรกเกิดถึง 6 ขวบ เป็นช่วงที่มันสมองโตมากที่สุด 80% ต้องกินอาหารครบ 5 หมู่ ขบวนการกระตุ้นต้องรับการกระตุ้นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และความอบอุ่นเรื่องของนมแม่ เรื่องเกี่ยวกับการกอดสัมผัส อันนี้เป็นสิ่งที่ทางกระทรวงต้องมีการบรูณาการร่วมกันกับทั้งกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษา เพื่อให้ความรู้ด้านครอบครัว ด้านชุมชนและสังคมให้มากๆ แก่ประชาชน เพื่อจะได้สร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง แล้วครอบครัวที่ยึดถือหลักธรรมะหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ ผมว่าไม่ค่อยจนนะ เพราะทุกอย่างมันพอดี มีคำพุทธพจน์ “รู้จักพอเป็นสุขทุกสถาน” คือทุกคนอาจจะมีความต้องการเยอะมาก แต่มาอยู่ที่พอดีมันทำให้มีความสุขได้ แล้วก็จะมีผลต่อการใช้ทรัพยากรที่ไม่เกินเลย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ฉะนั้นกระบวนการเลี้ยงดูจากครอบครัวผมว่ามีความสำคัญมาก
ผมให้ทำคู่มือการเลี้ยงดู วิธีการเลี้ยงดู การเป็นพ่อเป็นแม่เป็นอย่างไรให้ได้ดี เพลโตพูดเป็นพันปีว่าทฤษฎีตัวแบบ ผมได้ศึกษาเรื่องนี้ว่าเราเป็นตัวแบบให้ลูก เราอาจจะมีดีและไม่ดี แต่เมื่อเราเป็นผู้นำครอบครัว เราเป็นผู้นำเราต้องดีนะครับ ต้องอารมณ์อย่างไร ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ต้องเป็นตัวอย่างของลูกนะครับ ถ้าเราเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับลูก ลูกก็ดียาก อันนี้คือพ่อแม่ต้องมีคู่มือซึ่งผมให้ทางกระทรวงฯ ทำคู่มือ มันเหมือนวัคซีนของครอบครัวที่จะให้พ่อแม่ได้รู้ว่าลูกเกิดมามีความสำคัญตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ขวบอย่างไร ต่อไปถึงจะเป็นวัยเด็กยังไง วัยรุ่นยังไง เป็นขบวนการที่ต้องทำความเข้าใจแล้วก็สอนเป็นตัวอย่าง แล้วก็นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางปฏิบัติอย่างไร ถ้าพ่อแม่ฟุ้งเฟื้อไม่ทำบัญชีครัวเรือนไม่รู้จักการบริหารเงิน การใช้ของฟุ่มเฟือย ลูกต้องฟุ่มเฟือยแน่นอน ถ้าพ่อแม่รู้จักวิธีคิดประหยัด แม้สังคมจะเป็นยังไงก็ตาม แต่เมื่อกลับไปบ้านแล้วเห็นพ่อแม่ขยันหมั่นเพียร มีความประหยัดรักกัน แน่นอนลูกโตขึ้นมาเป็นคนดีแน่นอนผมมีความเชื่อมั่น ครอบครัวของผม คุณแม่ผมท่านเป็น ครู พ่อเป็นพ่อค้าแม่เป็นครู ก็มาจากกระบวนการเลี้ยงดูที่อบอุ่น อาหารครบ 5 หมู่ ทำให้เราได้รับสติปัญญาที่ดีแน่นอน

“คนพิการคือพลังของสังคม ไม่ใช่ภาระ”
: และอีกเรื่องที่สำคัญคือ ผู้พิการขณะนี้ประเทศไทยเรามีคนพิการที่ลงทะเบียนไว้ประมาณ 1,700,000 คน แล้วในจำนวนนี้เป้าหมายของเราคือ “คนพิการคือพลังของสังคม ไม่ใช่ภาระอีกต่อไป” เขามีโอกาส มีศักยภาพที่จะออกมาเรียนหนังสือ ออกมาทำงานเหมือนคนอื่น เป็นนโยบายที่ผมได้ดำเนินการไปแล้ว รัฐบาลได้เพิ่มเบี้ยผู้พิการจาก 500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็น 800 บาท แล้วก็พยายามสร้างศักยภาพให้เกิดขึ้น ปีที่แล้วเราใช้งบประมาณกองทุนประมาณ 123 ล้านบาท ฝึกอบรมเพิ่มขีดความสามารถผู้พิการประมาณ 6,000 คน แล้วก็เกี่ยวกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีตู้ภาษามือทั้งหมด 150 ตู้ ในการสื่อสาร แล้วก็อีกโครงการหนึ่งคือโครงการที่รณรงค์และทำความเข้าใจกับหน่วยงานท้องถิ่น กรุงเทพมหานครฯ หน่วยงานทางด้านสาธารณสุข ด้านของไอซีทีต่างๆ เพื่อจะทำให้คนพิการสามารถดำเนินวิถีชีวิตได้ด้วยตนเอง ออกจากบ้านไปต้องไม่เผชิญปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ ปีนี้ทำที่ปากเกร็ดแล้วก็ที่อื่นอีก 80 แห่ง แล้วก็เรื่องของรถ NGV ที่จัดหาโดยคมนาคม 3 พันกว่าคันที่เป็นชานต่ำ ก็จะมาประมาณเดือนกรกฏาคม อันนี้เป็นผู้พิการที่เรามองว่าเป็นพลังสังคมมากกว่าภาระ ให้เขามีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันกับประชาชนทั่วไป เพราะผู้พิการถ้าเราดึงศักยภาพเขาขึ้นมาผมว่าเป็นคนเก่งของสังคมนะครับ

ชุมชนเข้มแข็ง วัยเกษียณทำงานได้
: และอีกเรื่องที่สำคัญต่ออนาคตคือ เรื่องของผู้สูงอายุซึ่งขณะนี้มีประมาณ 10 ล้านคน แล้วก็คาดการณ์ไว้อีก 13 ปีข้างหน้าจะมีเพิ่มเป็นประมาณ 16 ล้านคน เป็นสถานการณ์ที่จะต้องเผชิญต่อไป แล้วโครงสร้างก็ควรจะเปลี่ยน ตอนนี้เราเตรียมมาตรการที่จะรองรับ แต่ปัจจุบันนี้เราพยายามให้ชุมชนเข้มแข็งดูแลตัวเองให้ได้ เราเน้นที่ศูนย์สุขภาพระดับอำเภอ 7-8 เเห่ง เราเน้นที่ชมรมกิจกรรมเกี่ยวกับผู้สูงอายุทั่วประเทศ 27,000 ชมรม ให้มีความเข้มแข็ง เราเน้นที่การฝึกอบรมอาสาสมัคร 8 หมื่นคนเพื่อจะมาดูแลผู้สูงอายุ นี่คือนโยบายในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ในการขับเคลื่อนเรื่องผู้สูงอายุเราก็ดูเรื่องของการให้ผู้สูงอายุมาทำงานได้หลังอายุ 60 ปี เรากำลังพิจารณาว่าการรับราชการ การทำงานยังทำอยู่ถึง 65 หรือ 70 ปีไหม แต่หน่วยงานของรัฐ เช่น ตุลาการ ตอนนี้ก็มีผู้บริหารทำงานถึงอายุ 70 ก็มี ต้องพิจารณาต่อไป การมีเงินออมหลังเกษียณ การลาออกมาแล้วก็จะทำให้ผู้สูงอายุได้ทำงาน และมีเงินหลังเกษียณที่เพียงพอ

ที่อยู่อาศัยคนจน
: เรื่องที่อยู่อาศัยก็เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลครับ ให้ประชากรมีบ้านอยู่อย่างมั่งคง จากตัวเลขเราพบว่ามีคนที่มีครอบครัวทั้งประเทศมีประมาณ 25 ล้านครอบครัว มีบ้านอยู่แล้ว 19 ล้านครัวเรือน ยังขาดอยู่ 4.5 ล้านครัวเรือนที่มีปัญหา ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายเร่งรัดให้ กระทรวงพัฒนาสังคมเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ ซึ่งเราก็มาศึกษาว่าใน 4.5 ล้านครัวเรือนอยู่ตรงไหน ก็ให้ทำการศึกษาความต้องการ เราก็โฟกัสที่ 2.7 ล้านครัวเรือนก่อน เราตั้งตัวเลขนี้เพื่อทำภายใน 10 ปี คือคนที่มีรายได้น้อยมากประมาณ 7 แสนครัวเรือน แล้วก็คนที่มีขีดความสามารถในการผ่อนชำระได้ประมาณ 2 ล้านครัวเรือน เรากำลังทำแผนเสนอไปในเร็วๆ นี้ วันนี้ก็มีเปิดบ้านยั่งยืน 239 โครงการ ประมาณ 13,000 หน่วยทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลประมาณหมื่นกว่า อัตราประมาณ 3-5 แสน ตอนนี้คนไปจองประมาณหมื่นกว่าราย แล้วก็ยังมีที่ดินแดงที่ผมกำลังทำเพื่องานนี้อีกประมาณ 22,000 หน่วย ในโครงการ 8 ปีข้างหน้า
ที่ดินแดงมีโครงการทุบครับ แต่ว่าค่อยๆ ทุบ แล้วคนในดินแดงก็มีสิทธิ์ก่อน 6,000 ครอบครัว คือทุบแล้วก็สร้างใหม่ ย้ายเข้าอยู่ทีเดียว ประมาณ 36 ตึก ทั้งหมดนี้เป็นภารกิจที่สำคัญอยู่แล้ว ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ผมมองเห็นคนยากจนในชนบท ในเมือง ในสลัมอาชญากรรมต่างๆ การแข่งขันเราเห็นมาหมดครับ เราได้จับงานนี้เราก็เข้าใจว่าต้องทำไง ผมเป็นตำรวจตั้งแต่รากหญ้า เคยปฏิบัติหน้าที่ในถิ่นกันดารมาก่อน แล้วก็มาอยู่นครบาลถึงรองผู้บังคับการตำรวจนครบาล ด้านจราจร ด้านปราบปราม เคยไปอยู่ภาคใต้ 2 เที่ยว 3 ปีครึ่งครับประสบการณ์ก็พอมีอยู่บ้าง

เรื่องการค้ามนุษย์ เป็นวาระแห่งชาติ
: เรื่องการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ เป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ ต้องบรูณาการหลายหน่วย มีทั้งด้านการป้องกัน การปราบปราม การบังคับใช้กฎหมาย การฟื้นฟูบำบัด คือต้องบรูณาการหลายด้านมากครับ เรื่องของประมง เรือประมงต่างๆ กระทรวงผมรับผิดชอบเกี่ยวกับกฎหมายซึ่งมีท่านนายกเป็นประธาน แต่ในส่วนของการขับเคลื่อนนี้มีแยกส่วนเป็น 5 ส่วน ผมเป็นประธานด้านสตรีและเด็ก และการค้ามนุษย์ มีมาตรการสกัดกั้นตามแนวชายแดน รวมถึงการปราบปรามพื้นที่ในเมือง การคัดแยก เรื่องของล่าม ผมดูแลเรื่องนี้ครับ
และในช่วงสุดท้ายของการสนทนาในวันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ท่านได้ฝากข้อคิดแก่ผู้อ่านเรื่องหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงดังนี้
: ผมว่าถ้าเราเจาะที่บุคคล ถ้าทุกคนให้ความสำคัญ ศึกษาจริงๆ อะไรคือความพอดี พอเพียง ความสมฐานะ ความประหยัด ความเรียบง่าย แล้วก็มีการนำมาจัดการตัวเองผมว่าไม่มียากจนแน่นอน อยู่ไหนก็อยู่ได้หมดครับ ทฤษฎีนี้เป็นกระบวนการที่ใช้ได้ทั้งส่วนตัว ครอบครัว ในการทำงานผมก็ใช้ตรงนี้เพื่อดูแลลูกน้องให้มีหนึ่งวิธีคิดที่จะอยู่ได้ในสังคม ความประหยัด ความเรียบง่าย ความสมฐานะ ให้อยู่ได้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี ใช้งบประมาณอย่างประหยัด พอเพียง มีธรรมาภิบาลในการดำเนินการ ผมว่าเหล่านี้เป็นสิ่งที่ใช้ได้ทั้งตัวเองและครอบครัว สังคม ชุมชน ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ครับ
คนที่ได้ปฏิบัติตามปรัชญานี้ก็จะดีกับตัวเอง ได้พบสิ่งที่ดี เรื่องวิธีคิด เรื่องความเรียบง่าย คือไม่ลำบาก ปฏิบัติแล้วมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองกับตัวเอง แล้วก็หน่วยงาน เป็นหลักประกันที่มีความมั่นคงแน่นอน
และก่อนจบการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ท่านรัฐมนตรี พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ท่านได้ยกแขนเสื้อให้ดูนาฬิกาเรือนเก่าที่ท่านใส่ประจำ เป็นนาฬิกาที่ดูทนทานซึ่งราคาไม่สูง พร้อมกล่าวว่า “ดูนาฬิกาของผมสิ ถูกกว่าของคุณอีก แต่ดูเวลาได้เหมือนกัน” บิ๊กอู๋หัวเราะอย่างอารมณ์ดี.

 

แผนที่มูลนิธิครอบครัวพอเพียง

Map