L1

L12

L2

L3

 L4

KPP Main

 

ปรัชญา ชีวิต แนวคิดและจิตใจ รัฐมนตรีมังสวิรัติ


นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้หนึ่งที่มีผลการเรียนดีมาตั้งแต่เด็ก ติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทยในสมัยของท่าน ทั้งยังร่วมกับภรรยา ทญ.สุภาพร เจริญเศรษฐศิลป์ ส่งต่อความรู้ความสามารถสู่ลูกชายทั้งสองให้เป็นคนไทยสองคนแรกที่ได้ไปเรียนคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษในระดับปริญาตรี ท่านเป็นจิตแพทย์เด็กชาวไทยที่ทำงานในประเทศอังกฤษ และเป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาวิทยาลัยลอนดอน หนังสือ “คำภีร์การเลี้ยงลูก” จึงเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ผ่านสายตาผู้อ่านมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2537 หลายท่านใช้เป็นแนวทางในการเลี้ยงลูกจนถึงปัจจุบัน ประวัติความเป็นมา ตลอดจนแนวคิดในการดำเนินงานและชีวิตจนประสบความสำเร็จของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ เป็นอย่างไร เชิญท่านผู้อ่านค้นคว้าเอาในบทสัมภาษณ์ดังต่อไปนี้เถิดครับ

ลูกคนจีน ไม่ขยันแต่ไม่ขี้เกียจ
เกิดที่กรุงเทพฯ ครับ ที่บางรัก บ้านอยู่ตรอกซุง เกิดในโรงพยาบาลจีนแห่งหนึ่ง (จำชื่อไม่ได้) เรียนหนังสือในโรงเรียนคริสต์ แล้วก็เรียนแถวบ้านโรงเรียนสัจจศึกษา แล้วไปต่อที่โรงเรียนวัดสวนพลู แล้วก็โรงเรียนวัดสุทธิวราราม เป็นศิษย์เก่าทั้งวัดสวนพลูและวัดสุทธิวราราม ครอบครัวเป็นคนจีน โตมาแบบคนจีนธรรมดาไม่ได้มีอะไรพิเศษครับ มีพี่น้อง 5 คน ผมเป็นคนโต มีน้องสาว 2 คน น้องชาย 2 คน น้องสาวสองคนเป็นหมอ น้องชายคนที่สี่เป็นหุ่นส่วนใหญ่ในเชียงใหม่ ซู อควาเรียม ที่มีอุโมงค์ใต้น้ำที่ยาวที่สุด ถือว่าเป็นนักธุรกิจ น้องชายคนเล็กอยู่กับแม่ ดูแลแม่เพราะแม่อายุมากแล้ว
ตอนเรียนที่วัดสุทธิฯ เรียนดี โรงเรียนเขาเกรงว่าจะได้ที่ 1 ของประเทศไทย เขาก็ไม่อยากให้ผมไปสอบที่เตรียมอุดมฯ ตอน ม.3 เราก็เลือกเรียนที่เดิมเพราะอยู่ใกล้บ้าน ผมคิดว่าเราไม่ได้เกิดในครอบครัวร่ำรวย ก็ต้องเรียนโรงเรียนของรัฐแล้วก็เรียนใกล้บ้าน ก็คิดว่าเป็นโรงเรียนที่ดี มีครูดีๆ หลายคน อาจารย์สมานสอนฟิสิกส์นะครับ อาจารย์เสียชีวิตไปแล้ว อาจารย์ดารุณี สอนคณิตศาสตร์ ผมว่าในโรงเรียนทั้งหมดคนไม่ได้ประทับใจโรงเรียน คนประทับใจครูดี อาจารย์สมานขนาดอาจารย์ป่วยเป็นโรคไต อาจารย์ยังทุ่มเทเรียกว่าทำให้เราเข้าใจฟิสิกส์ได้ดีเลยครับ ผมได้คะแนนฟิสิกส์ระดับต้นๆ ของประเทศ แล้วชอบฟิสิกส์
แล้วก็มาเรียนต่อที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ก็ไปเรื่อยๆ ไม่ได้เป็นคนขยันแต่ก็ไม่ขี้เกียจนะครับ ชอบอ่านหนังสือแต่ว่าไม่ได้เป็นหนอนหนังสือ อ่านแต่หนังสือเรียน ชอบเล่นปิงปอง เตะฟุตบอลเล็กน้อย ตอนนั้นชอบภาษาอังกฤษ ทุกวันนี้เพื่อนๆ ที่วัดสุทธิฯ และเพื่อนๆ ที่คณะแพทย์เขาจะบอกผมว่า คนอะไรไม่รู้ท่องศัพท์ในดิกชันนารีได้ทั้งเล่มเลย สมัยก่อนถ้าจะเป็นแรงบันดาลใจน้องๆ ได้ก็คือ ผมว่างๆ ผมเอาดิกชันนารีมาท่องแล้วก็มีครูภาษาอังกฤษที่ดี มีบุญคุณกับผมมากคือ อาจารย์สงวน วงศ์สุชาติ ตอนผมเรียน ม.3 ผมเริ่มตะหนักว่าภาษาอังกฤษผมไม่เก่ง โดยดูจากผลสอบแล้ว ผมพึ่งโรงเรียนรัฐไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ผมกำลังตามแก้ปัญหานี้อยู่ในฐานะรัฐมนตรี ท่านนายกก็มอบให้ผมดูแลเรื่องภาษาอังกฤษของประเทศ ผมก็รู้ตัวว่าไม่เก่งก็เลยเที่ยวเสาะแสวงหา สมัยก่อนนี้ก็ไม่มีโรงเรียนพิเศษเยอะแยะนะครับ ก็มีอาจารย์สงวน วงศ์สุชาติ ซึ่งสอนโรงเรียนเสริมหลักสูตรผมก็ไปสมัครเรียนที่วังบูรพา ผมก็เป็นลูกศิษย์จนผมอยู่ ม.5 ผมเรียนทุกวันเลย เรียนคอร์สที่สูงสุดของเขา คอร์สโทเฟล สมัยนั้นผมอยู่ ม.5 แต่ว่าเรียนเพราะว่าสนุกมากเลย อาจารย์สอนดีมาก อาจารย์สงวนก็ยังสอนอยู่ทุกวันนี้ ผมได้กลับไปหาท่านแล้วผมชวนท่านมาพักที่บ้านผม มาเที่ยวที่ประเทศอังกฤษ ท่านแก่แล้วแต่ว่าท่านยังเตรียมการสอนอยู่ก็เป็นอาจารย์ที่ทุ่มเท เป็นแรงบันดาลใจที่ดี ก็จากภาษาอังกฤษนั้นที่ทำให้ผมได้ดีจนทุกวันนี้

มีแฟนวัยเรียนใช่ว่าจะเสียการเรียน
พอจบจุฬาฯ ก็ไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่น เพราะว่าเป็นแฟนกันแล้ว (หันไปมองภรรยา) จะได้เดินทางไปมาง่ายหน่อย เขาเรียนคณะทันตแพทย์ ผมจีบเขาตั้งแต่เขาเป็นนักเรียนเตรียมอุดมที่จุฬาฯ ผมอยู่คณะแพทย์จุฬาฯ ผมก็จีบเด็กเตรียมฯ เขาเป็นเพื่อนน้องสาวผมที่เป็นหมอ น้องสาวผมเขาเรียนเตรียมอุดมฯ ก็เลยสนิทกัน ผมก็จีบเขาเป็นแฟนกันตลอดจนกระทั่งเรียนจบแพทย์ ช่วงนั้นช่วยกันเรียน เรียนดีทั้งคู่เลย คือเราทั้งสองคนไม่เที่ยว ไม่ได้หลงแสงสีเสียง

จุดเปลี่ยน ตามรอย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
ตอนนั้นผมอยู่ปี 5 ชีวิตเริ่มเปลี่ยนไปเพราะว่ารู้จัก ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ถึงจุดหนึ่งผมก็เดินลอยตามอาจารย์อาจองตั้งแต่เริ่มทานมังสวิรัติ เริ่มแสวงหาครูอาจารย์ที่สอนเรื่องเกี่ยวกับชีวิต ก็เลยไปอินเดียหลายครั้งมาก ส่วนใหญ่ไปกับ ดร.อาจอง แสวงหาความจริงตั้งแต่ปี 4 ปี 5 จนกระทั้งเรียนจบ รู้จักอาจารย์ตั้งแต่แกมาบรรยายที่ชมรมจิตศึกษาในมหาวิทยาลัย ผมชอบคำสอน แกสอนให้เราทำดี มีชีวิตพอเพียง มีความสงบสุข ผมก็เลยมีครูทางชีวิตที่ดีอีกท่านหนึ่ง เราถือว่าการเรียนพูดง่ายๆ ก็คือปฏิบัติธรรมไปด้วย
อาจารย์สอนเรื่องสมาธิ แต่ผมเองเป็นคนชอบทำงานก็เลยคิดหาสมาธิในงานดีกว่า พอจบปีที่ 6 ผมก็ไปใช้ทุนจิตเวชที่ขอนแก่น อยู่ได้2 ปี ก็สอบได้ทุนรัฐบาลไทยไปเรียนต่อสาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่นที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ เลยไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ตามไปทั้งคู่ ไปแต่งงานมีลูกที่โน้น อยู่ที่อังกฤษเป็นช่วงๆ ช่วงแรก 4 ปี กลับมาเมืองไทยได้ 2 ปี ทางอาจารย์ก็ชวนกลับไปอยู่อีกปี 1 กลับมาได้อีก 4-5 ปี ทีนี้ทางอังกฤษก็ชวนให้ผมไปอยู่ที่อังกฤษเป็นการถาวร ไปเป็นอาจารย์สอนแล้วก็เป็นแพทย์อาวุโส ได้ตำแหน่งสูงสุดที่มหาลัยลอนดอนแล้วก็เป็นจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นระดับอาวุโสสุดของเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งใกล้ๆ ลอนดอนชื่อเมืองโคล์เชสเตอร์

กำเนิดสัตยาไส คำสอนเรื่องคุณค่ามนุษย์
กลับมาจากอังกฤษปีแรกๆ ก็สร้างโรงเรียนสัตยาไสร่วมกับอาจารย์อาจอง สัตยาไสเกิดจากคำสอนเรื่องคุณค่าการเป็นมนุษย์ที่อาจารย์อาจองได้บรรยาย แล้วก็มีอาจารย์ผมอีกท่านคือท่านสัตยาไสที่อินเดีย ท่านบอกว่าเราควรใช้ชีวิตนี้ในการสอนเด็ก ท่านสัตยาไสเป็นนักบุญที่ประเทศอินเดียที่เราเคารพนับถือ เลยเอาชื่อท่านเป็นชื่อโรงเรียนเพราะว่ามีโรงเรียนที่ใช้ชื่อท่านทั่วโลกแล้ว มีปรัชญาหนึ่งคือ เรียนฟรี เสียเฉพาะค่าใช้จ่ายตัวเอง รับเด็กทั่วประเทศ ตอนแรกๆ ไม่ค่อยมีคนมาเรียน ตอนนี้แย่งกัน เพราะเรารับ 30 คนต่อปี ถึงตอนนี้เรามีครบทุกชั้นแล้ว อนุบาลจนถึงมัธยมปลาย ทีนี้ค่าใช้จ่ายเยอะมาก ไม่พอ หลังจากผมกลับมาเมืองไทยผมก็ได้หาเงินให้กับโรงเรียนโดยผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทห้างร้านต่างๆ เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัทปูนซีเมนต์ หลายที่ช่วยกันและความกรุณาจากคุณอานันท์ ปันยารชุน ช่วยให้โรงเรียนตอนนี้อยู่ได้ค่อนข้างดี
เด็กที่โรงเรียนพูดภาษาอังกฤษได้ทุกคนเลย เนื่องจากเรามีครูฝรั่ง โดยเราจะเปิดสอนให้มีปรัชญาทางการศึกษา ฉะนั้นคนฝรั่งเขาก็อยากมาดูมาเรียน สัตยาไสถึงวันนี้ก็ 23 ปีแล้ว

กับตำแหน่งรัฐมนตรีที่ดูแลครูทั้งประเทศ
หนึ่งเราต้องโฟกัส สองเราทำเรื่องใหญ่ๆ ที่เป็นรากฐาน ผมกำหนดที่เป้าหมายเลย เปลี่ยนแปลงการประเมิน เช่น ปีแรกจะมีการออกข้อสอบแบบอัตนัย 20 เปอร์เซ็นต์ เด็กจะได้เขียนเป็น คิดเป็น ไม่งั้นเขาก็นั่งวงอยู่นั่นแหละ ครั้งแรกจะมีการเปลี่ยนแปลงการประเมิน เดี๋ยวเราเริ่มวิชาเดียวก่อน เดี๋ยวเขาไม่เคยชิน เริ่มจากภาษาไทย เขาไม่เคยชินแต่ถ้าเราไม่สอบเขา เขาก็จะไม่เป็นเลย ผมก็ได้รับมอบหมายเรื่องของกลยุทธ์การยกระดับภาษาอังกฤษทั่วประเทศซึ่งก็เดินไปเยอะแล้ว เรื่องการประเมินคุณภาพโรงเรียน เรื่องการดูแลหน่วยประเมินไม่ว่าจะเป็น สมศ.หรือการประเมินภายใน การประกันคุณภาพว่าโรงเรียนเรามีคุณภาพนะ สิ่งเหล่านี้กำลังเดินหน้าอยู่

รัฐมนตรี หน้าที่คือหน้าที่
เรามีหน้าที่ก็ต้องทำตามหน้าที่ คือผมไม่อยากจะดัดจริตว่าห่วงประเทศแต่ถือว่า หนึ่ง งานมันท้าทาย สอง งานมันมีปัญหาอยู่ แล้วท่านนายกไว้ใจเป็นเรื่องท้าทายแล้วก็เป็นหน้าที่ที่จะช่วยให้เด็กยกระดับการศึกษาโดยเฉพาะมาตรฐานให้สูงขึ้น ก็คิดว่าใช้โอกาสนี้ทำเต็มที่ ก่อนเปลี่ยนเด็กต้องเปลี่ยนครูก่อน คือมีขบวนการที่จะต้องเปลี่ยนครูเพราะครูจะต้องเกษียณอีกเยอะ สองแสนคนในสิบปี
มันมีหลายเรื่อง เรื่องธรรมาภิบาล เรื่องการทุจริต คือผมสังเกตดูข้าราชการเขาคิดถึงตัวเองก่อนเด็กจำนวนหนึ่งนะครับ ครูดีๆ ก็มีแต่ว่าเราโทษเขาไม่ได้ เราก็สร้างระบบเพื่อให้ระบบมันออกแบบเพื่อเด็ก ไม่ใช่ระบบมันออกแบบเพื่อครู ยกตัวอย่างเช่น เงินที่กระทรวงที่เพิ่มขึ้นไปดูสิครับมันเพิ่มที่ครูมันไม่ได้เพิ่มที่เด็ก
เงินเดือนครูไทยมากไม่แพ้ประเทศอื่นนะครับ คือถ้าแพ้ก็แพ้สิงคโปร์กับมาเลเซีย แต่ที่เหลือเราไม่แพ้ ยืนยัน จริงๆ แล้วครูรายได้มากพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองได้ แต่เราก็มีครูหนี้เยอะที่สุด ของออมสินก็ 5 แสนล้าน รวมทั่วประเทศก็มากกว่านี้
การยกระดับคุณภาพครูก็เป็นเรื่องทาย คิดว่าทำได้ แต่ว่าแค่ในก็ต้องประเมินตัวเองเป็นระยะ พูดตรงๆ คือเราก็ต้องดู หนึ่ง เราได้ผลแค่ไหนเพราะว่านโยบายที่ออกไปบางทีมันไม่ได้ผลตามที่ต้องการ เราก็ต้องค่อยดูว่ามันไปถูกทิศถูกทางหรือเปล่า อันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ผมว่าคนทำงานทุกคนต้องคิด อย่าไปคิดว่าสิ่งที่เราคิดแล้วตั้งใจดีมันจะได้ผลตามต้องการ ต้องถามตัวเองว่าสิ่งเราคิดนี่ทำไมคนอื่นต้องอยากทำสิ่งที่เราคิด นโยบายต่างๆ ทำไมครูต้องทำเรื่องที่ผมบอก ไม่ใช่ไปสั่งแล้วเขาจะเปลี่ยนเราก็คิดแล้วก็ต้องออกแบบระบบ

สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กในระบบการศึกษา
ทราบไหมอย่างผมไปถามทำไมคนถึงอยากเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยรัฐ มีแต่เรื่องไปหมดนะ สุดท้ายผมพึ่งทราบว่าเขาได้สายสะพาย เขาอยากได้สายสะพาย เขาอยากได้เกียรติ สมัยก่อนก็มีเรื่องการซื้อขายสายสะพายคือหลายคนอยากได้ แต่ไม่อยากทำงานหรือเข้ามาทุจริตก็มี เพราะฉะนั้นคำถามของผมก็คือว่า ทำไมเขาต้องทำนโยบายนี้ด้วย เช่น ภาษาอังกฤษ ยกตัวอย่าง ถ้าเราไม่เริ่มจากเรื่องพวกนี้นะ ทำไมเด็กต้องพูดภาษาอังกฤษด้วย ไปบอกเด็กบ้านนอกอาเซียนสำคัญ ทำไมต้องพูด ถ้าเขาไม่มีความจำเป็นต้องพูดเลยเขาไม่สนใจจะเรียนหรอกครับ เขาต้องเห็นตัวอย่างที่ดีว่าเรียนภาษาอังกฤษดี อย่างเช่น สมมุติคนที่เป็นนักศึกษาแพทย์หรือหลายคนที่ทำงานกับผมเขาเห็นผมเป็นตัวอย่างการที่ผมใช้ภาษาอังกฤษได้ดีทำให้ผมประสบความสำเร็จในต่างประเทศ ก็มีรุ่นน้องอยากเป็นแบบนี้ แต่ตัวผมจะเป็นตัวอย่างให้เด็กที่อยู่ไกลก็คงจะยากหน่อย เราก็ต้องหาคนใกล้เคียงเขาที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเดือนหน้าก็จะเริ่มเป็นแคมเปญใหญ่ทั่วประเทศ ทำไงให้เด็กเขาพูดภาษาอังกฤษ อยากเรียนภาษาอังกฤษก่อน
ยกตัวอย่างทีมที่ปรึกษาผมเขาจะเอาคุณจา พนม หรือโทนี่ จา แต่ก่อนเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เดี๋ยวนี้ภาษาอังกฤษสื่อสารระดับชั้นยอด สามารถให้สัมภาษณ์นักข่าวฝรั่งที่ฮอลลีวูดเป็นภาษาอังกฤษได้ เล่นฟาสต์แอนด์เดอะฟิวเรียส จา พนมจากเด็กยากจนตอนนี้ผมว่ารายได้เป็นหลักล้าน เขาก็จะมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้ แล้วก็จะมีอีกหลายคนที่ประสบความสำเร็จ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจแรงกระตุ้น ทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เด็กโดยเฉพาะ ให้เด็กบ้านนอกอยากเรียนภาษาอังกฤษ คือเราสร้างแรงบันดาลใจก่อนไม่ใช่มาร์เก็ตติ้งนะ ฉะนั้นเราก็เตรียมครู
ประเทศไทยจริงๆ เข้าถึงระบบการศึกษาได้เกือบ 100% แต่ว่าหลุดไปกลางทางเยอะมาก ที่หลุดส่วนใหญ่ยากจน ต้องออกมาช่วยถิ่นฐานพ่อแม่เขา คือเด็ก 10 คน พอเข้า ม.1 ตัวเลขที่เป็นทางการก็คือ 4 คนแค่นั้นที่เข้ามหาวิทยาลัย แล้วพอ 4 คนมีคนเดียวแค่นั้นที่พอจบแล้วปีแรกได้งานทำ แต่ตัวเลขที่ชัดเจนที่สุด มันสัมพันธ์กับความยากจน ความเหลื่อมล้ำ จาก 10 ตกไป 6 สำเร็จ 4 มหาลัย 1 แต่ 6 คนที่ตกไป มีบางคนไปเข้าอาชีวะประมาน 2-3 คน ไปเข้าอาชีวะลดลงแต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะให้คนออกจากโรงเรียนกลางคัน มันก็คนละเรื่องกัน ที่นี้ กศน. ก็ไปเกี่ยวข้องกับคนที่หลุดออกไปหรือว่าคนที่ไม่จบ ในระบบเข้าดูก็มีตัวเลขเยอะหรือเด็กบางคนก็เรียน กศน.เหมือนสมัยผมเด็กๆ ไปเรียนสอบเทียบข้ามไปข้ามมามันมีตัวเลขซ้ำซ้อนอยู่เยอะ
เออีซีอย่าไปคิดเรื่องภาษาอังกฤษอย่างเดียว มีหลายเรื่องที่ต้องเตรียม กระบวนการคิด กระบวนการเตรียม เรื่องงาน เรื่องแรงงาน เรื่องเราจะอยู่กันอย่างไร เรื่องกฎหมาย สารพัดเรื่องเออีซี ตอนนี้ไม่เออีซีก็เหมือนเออีซีอยู่แล้ว เรามีแรงงานต่างชาติอยู่ 3 ล้านคน รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลชุดแรกที่จดทะเบียน 2 ล้านกว่าคน เรียกว่ามีตัวเลขที่ชัดเจน บางชุมชนลองไปสิครับ เข้าไปไม่มีคนไทยเลย

หลักในการทำงาน คือบ้างาน
คือผมยึดหลักอันเดียว น้องๆ ก็คงเห็นผมทำงาน คือผมบ้างาน แล้วเวลาทำงานซีเรียสคือเอาจริงเอาจังต้องศึกษาให้รู้จริง ไม่รู้ก็ถามผู้รู้อย่างผมสนใจเรื่องประเมินผมไม่คิดว่าผมรู้มาก ไปนั่งอ่านหนังสืออ่านแล้วคนไหนเก่งผมก็เชิญเขามาพบ เราก็ขอความรู้ความช่วยเหลือ คือเราก็ต้องทำหน้าที่ของเรา ผมก็ไม่อยากบอกว่าให้ดีที่สุดเพราะใครจะบอกได้ว่าดีที่สุด แต่เราก็มีภาระหน้าที่ ผมไม่ชอบเลยบอกทำหน้าที่ให้ดีที่สุดมันนามประธรรมเกินไป คือเป็นรูปธรรมคือคุณต้องหาให้ได้หน้าที่คุณนี่ คือสิ่งที่เราเข้าไปผูกพันแล้วในกรณีที่ผมเป็นรัฐมนตรีผมก็ต้องดูว่าหน้าที่ผมคืออะไร หน้าที่รัฐมนตรีไม่ใช่ไปล่วงลึกลงไปแล้วทำในรายละเอียด เราเป็นผู้กำหนดนโยบาย บางเรื่องเขาจะลากเราลงไปจัดซื้อจัดจ้างอะไรอย่างนี้มันไม่เกี่ยว คนที่เข้าไปยุ่งเขาต้องการผลประโยชน์ ผมมีหน้าที่วางนโยบายต้องรู้จริงว่านโยบายนั้นมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร จะทำกันอย่างไร ทำไปแล้วมันจะเกิดผลอะไร ทำไมต้องมาทำนโยบาย มันต้องคิดเยอะ
เพราะฉะนั้นการทำหน้าที่ของเราต้องรู้มันจริงๆ ว่าหน้าที่เรามีอะไรเกี่ยวข้อง แล้วเรามีช่องว่างอะไรที่เราต้องการความช่วยเหลือ แต่อย่าอวดเก่ง แต่ถ้าเราทำเพื่องานทำเพื่อหน้าที่มันก็ไม่มีเรื่องของเรา ก็ไม่มีสิ่งที่ท่านพระพุทธทาสสอน ตัวกูของกู แล้วก็ไม่ต้องมีเครดิตอะไรถามว่าคุณมีสิทธิ์ภูมิใจไหม มี แต่ห้ามเคลมเครดิต เพราะว่าคุณมีหน้าที่ทำ แต่เราต้องรู้ว่าเรามีหน้าที่ต่ออะไร
มนุษย์เรามีหน้าที่หลายหน้าที่ ในการทำหน้าที่หนึ่ง หน้าที่อื่นห้ามเสียนะ คนที่ทำงานไม่เป็นคือ พออ้างว่าเป็นรัฐมนตรีบ้างาน หน้าที่ต่อครอบครัวก็เสีย ในฐานะเป็นลูกก็เสีย ในฐานะเป็นพ่อก็เสีย ในฐานะสามีก็เสีย เราต้องแบ่งพูดง่ายๆ มนุษย์เรามีหน้าที่หลายอย่าง ในการทำหน้าที่ในแต่ละด้านนี้ เราต้องใช้ปัญญามันจะเกี่ยวพันธ์กันเวลาเราพูดถึงธรรมะหรือการดำรงชีวิตนี้ การที่เราจะต้องอยู่ด้วยกันเราควรจะทำหรือไม่ทำอะไรมันต้องมาคิด คุณต้องรู้หน้าที่คืออะไร แล้วก็ต้องรู้ตัวเองขาดอะไรที่จะทำให้หน้าที่ตรงนั้นสำเร็จ

ความภูมิใจของพ่อ
ด้วยความภูมิใจคือลูกผมเกิดที่ประเทศอังกฤษทั้งคู่แล้วเขาก็กลับมาอยู่เมืองไทยช่วงหนึ่ง แล้วเขาก็ตามผมกลับไป เรียนแพทย์ทั้งคู่เรียนที่เคลมบริดจ์ เป็นคนไทยสองคนแรกที่ได้เรียนที่เคลมบริดจ์ แล้วเป็นคนไทยสองคนแรกที่ได้เรียนที่เคลมบริดจ์ระดับปริญญาตรี ไปเรียนปริญญาโทเอกมีเยอะแยะ แต่ปริญญาตรีเข้ายากมากคนอังกฤษเองก็เข้ายากมาก คนโตอยู่ปี 6 คนเล็กอยู่ปี 3 แล้ว ลูกก็เหมือพ่อเหมือนแม่มากเลยคือเขาใฝ่หาความรู้ เขาสนใจเรื่องการเมืองการปกครองทั้งคู่เลย อย่างลูกชายผมเล่าให้ฟังวันก่อน ลูกชายผมนั่งรถอยู่กับผมแล้วเห็นรถเบนซ์ข้างหน้าถูกจับแล้วตะเบ๊ะให้รถเบนซ์ คือถูกจับแล้วรอดใช้เส้นใช้สาย ลูกชายก็พูดประเทศไม่มีอนาคตเพราะขาดธรรมมาภิบาล มันไม่ดี ลูกชายคนเล็กก็เตือนผมตั้งนานแล้ว ระวังนะป๋าจะทุจริตได้ ผมถามทำไมหละตอนนั้นเขาอายุสัก 10 ขวบเศษๆ เขาบอกผมสังเกตเมืองไทยยังซื้อดีวีดีที่ห้างเลย ที่มาบุญครองมันของเถื่อนนะป๋า ถ้าเล็กๆ น้อยยังเอาต่อไปจะแย่ เขาก็สอนผมนะ
เพราะฉะนั้นสองหนุ่มนี่ก็เป็นเด็กดีมาก แล้วก็ทานมังสวิรัติตั้งแต่เกิดไม่เคยทานเนื้อ เหมือนกันเขาทำอะไรก็เหมือนผม เอาจริงเอาจัง คนโตจะจบแล้ว จบแล้วก็คงจะอยู่อังกฤษเพราะเขามาเมืองไทยแล้วผมคิดว่าเขาเป็นคนที่ใฝ่รู้ ให้ผมเดาเส้นทางคงใกล้ๆ ผม พอตั้งตัวตัวสติได้เขายังจะหาความรู้อยากจะทำวิจัย เขามาดูเมืองไทยแล้วมันทำไม่ได้ เราไม่พร้อม เขาเลยคิดว่าจะไปอังกฤษหรือว่าสหรัฐอเมริกา อันนี้คือความปรารถนาของเขา แต่ได้ไม่ได้อีกเรื่องหนึ่ง

เทคนิคลูกเก่ง เป็นคนดี พ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกเอง
ผมให้เครดิตสำคัญที่สุดคือภรรยา สำคัญที่สุดพ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกเอง ภรรยาผมเป็นหมอฟัน ถ้าตั้งหน้าตั้งตาหาเงินป่านนี้คงมีเงินเพิ่มขึ้นอีกหลายล้านแต่ไม่มีประโยชน์ เวลาที่ผ่านไปมันซื้อด้วยเงินไม่ได้ ใครจะเลี้ยงลูกได้ดีเท่าเรา สิ่งมีชีวิตเลี้ยงลูกได้เองมีไม่กี่ชนิด เราเอาไปให้คนอื่นเลี้ยงคิดว่าเขาจะรักเหมือนเราหรือ เงินมันซื้อคนใช้มาเลี้ยงลูกได้แต่มันซื้อความรักไม่ได้ เงินซื้อยาได้แต่ซื้อสุขภาพไม่ได้ ก็เหมือนกัน แม่ไม่เลี้ยงลูกใครจะเลี้ยงดีได้เท่าแม่นี่คือปรัชญา สองหนุ่มจะใกล้ชิดแม่มากแต่ไม่ได้ติดแม่นะ การที่แม่เลี้ยงทำให้เขาเป็นตัวของตัวเองสูงขึ้น มั่นใจในตัวเองอะไรต่อมิอะไรโดยไม่หยิ่งยโส เขาเสียสละมาก ทุกวันนี้เขายังบอกผมว่าชีวิตเขาสบายอยู่แล้วที่อังกฤษ เพราะชีวิตเรานั้นสบายที่อังกฤษ สงบ ทำงานเก้าโมงถึงห้าโมง ก็เป็นชีวิตที่ดีครอบครัวอยู่พร้อมหน้า ผมอยู่โคลเชสเตอร์จากเคมบริดจ์แค่ 40 ไมล์เอง คือผมไปหาเขาได้ทุกอาทิตย์ ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงแล้ว เคมบริดจ์ก็เป็นเมืองที่สวยคืออยู่สบายๆ อยู่แล้ว เขาบอกเขาก็มีหน้าที่ภรรยาก็ต้องตามมาไทย เห็นลูกปิดเทอมเขาก็กลับไปอยู่กับลูกที่อังกฤษไปๆ มาๆ ทิวลิปเก่ง ฝึกอบรมมาเยอะจบภาษาอังกฤษสูงสุดของเคมบริดจ์ที่อังกฤษ เทนนิ่งทางด้านการเรียนการสอน
มุมมองด้านปรัชญของเศรษฐกิจพอเพียงตามหลักจิตวิทยา
คือน้องที่ทำงานด้วยกันเขาจะรู้ดีกลางวันผมกินมาม่าผัดเจ 35 บาท ผมกินน้อยไม่ค่อยใช้ตังค์ กินเจตลอด 31 ปีแล้ว ก็ทุกวันมันจะได้ง่ายไง ผมไม่อยากใช้เวลากับการกินเยอะ พระเจ้าอยู่หัวบอกเศรษฐกิจพอเพียงคนมีน้อยก็ใช้น้อย คนมีมากก็ใช้มาก คนมีมากในที่นี้คือเอาเงินมาทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แล้วก็รู้จักประมาณตน คือผมคิดว่าถ้าชีวิตเราไม่ติดอยู่กับเรื่องกินเที่ยวฟุ้งเฟ้อนะ ทุกคนก็จะเหลือมันจะใช้อะไร ทุกวันนี้กินกี่บาทเอง กลางวันผมกิน 35 บาท ตอนเย็นส่วนใหญ่ภรรยาทำ หรือออกไปซื้อร้านเจ ง่ายๆ ไม่เห็นต้องคิด แล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรถ้าไม่มีร้านไหนก็สั่งผัดผักก็ได้ ตื่นขึ้นมาก็คิดแต่เรื่องงานทั้งวันทั้งคืนมาทำงานก็มีรถบริการ ก็ถึงบอกว่าอย่าไปบ้ากับตัวเองเลยมันก็พอเพียงแล้ว ถูกไหม คนที่ไม่พอเพียงเพราะมันบ้าอยู่กับตัวเอง อยากจะให้คนอื่นเขาชมว่าสวยหล่อก็เอาเงินไปซื้อเครื่องสำอางค์เยอะ อยากจะให้ตัวเองมีชื่อเสียงก็พยามทำทุกวิธีทางให้มันดัง อยากจะทำให้ตัวเองมีความสุขทางเพศเยอะๆ ถ้าผู้ชายก็ไปหาเมียน้อย อยากจะกินดีๆ ก็ไปเที่ยวแสวงหากินก็ไม่พอ ก็แค่นั้น
จริงๆ หลักพอเพียงง่ายนิดเดียว ตามหลักจิตวิทยา ประสาทสัมผัสทั้ง 5 นี้ คือทุกครั้งที่คุณกินของอร่อยก็จะติดโดยไม่รู้ตัว มันก็จะเป็นวิถีชีวิต ชอบของอร่อย ของสวยๆ อะไรต่อมิอะไร ชอบของหอมๆ แต่ว่าถ้าเราไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้มากคือดูตามหน้าที่ ผมเป็นรัฐมนตรีวันนี้ไปประชุมเขาก็สั่งมาแล้ว เขาบอกว่าแต่งตัวแบบไหน พอเพียงไม่ใช่ผมใส่ม่อฮ่อมเข้าไปประชุม เขาบอกให้ใส่สูทผมก็ไปหาสูทมาใส่ก็แค่นั้น แล้วเราก็ไม่ต้องมากังวลกับเรื่องพวกนี้ก็พอแล้ว ให้เหมาะกับสถานะตัวเอง ที่เหลือมันก็ไม่ได้ใช้อะไรมาก ผมไม่ได้คิดเรื่องเชิงปรัชญามาก แล้วก็ทำหน้าที่ตัวเองให้ดี
วันก่อนมีคนมาถามผมบอกว่าในที่สุดเราก็ทำเพื่อเด็ก ผมก็บอกว่าผมไม่แน่ใจว่าผมทำเพื่อเด็กหรือเปล่า ตลอดเวลาทำงานเด็กเป็นผลทีหลังว่าหน้าที่เรามีต่อเด็กอย่างไร เราก็ทำหน้าที่ของเรามันก็ไปถึงเด็กเอง แต่ถ้าเราอยากทำเพื่อเด็กจริงๆ มีเมตตา แผ่เมตตาพวกนี้ผมว่ามันนามธรรมเกินไป นึกอะไรให้มันเห็นจับต้องได้ดีที่สุด นี่คือหลักปรัชญาที่ชัดเจน อันนี้ทุกคนก็จะถามว่าถ้านักการเมืองใหม่ไม่เห็นด้วยให้มารื้อได้ไหม ทำไมต้องมารื้อถามต่อ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทั้งนั้น ดูดีๆ นะถ้านโยบายมันดีมนุษย์ที่ดีก็จะไม่ยอมให้รื้อง่ายๆ ถ้านโยบายนี้โดนใจผู้ปกครอง เราได้ช่วยเหลือสาธารณชน คนมารื้อก็ต้องคิดหนักนั้นแปลว่าเราต้องทำสิ่งที่ถูกแล้วดี ซึ่งคนมารื้อทีหลังจะหนักใจมาก อย่างเช่น ตอนนี้ผมทำเรื่องประเมินอยู่ผมก็ต้องมีระบบประเมินที่เป็นธรรมแล้วดีมากจนกระทั่งทุกคนบอกข้อสอบแบบนี้ดีใครจะรื้อให้เลวลงหรือ เราต้องทำสิ่งที่ถูกแล้วสุดท้ายคือเราต้องสร้างระบบให้ในที่สุดคนชั่วมันอยู่ไม่ได้ อย่างที่พระเจ้าอยู่หัวบอก

ระบบที่ดีโปร่งใสทั้งต่อหน้าและลับหลัง
ระบบที่ดีต้องเอื้อให้คนดีๆ เข้าสู่อำนาจได้ ต้องมีระบบตรวจสอบเรียกว่าธรรมาภิบาล ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบใหญ่ๆ หนึ่งคือต้องมีความรับผิดชอบ คือถ้าคุณทำหน้าที่คุณไม่สำเร็จคุณจะอธิบายยังไง คุณจะรับผิดชอบยังไง สองคือโปรงใส่ ใครก็ดูเราได้ผมอธิบายกี่ครั้งๆมันก็เหมือนกัน ใครก็ตรวจสอบได้ข้อมูลเปิดเผย ผมไม่ได้ลับๆ ล่อๆ เราโปร่งใสทั้งต่อหน้าและลับหลัง
สุดท้ายถ้าจะให้ผมสรุปนอกจากสามข้อนี้แปลว่าอะไร ในที่สุดมันเปลี่ยนชีวิตว่า ชีวิตคุณต้องตรวจสอบได้ทั้งในชีวิตส่วนตัวสถานะจะต้องไม่ต่างกัน ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดผมทั้งหมดเขาจะรู้ บางคนมาอยู่บ้านผมเป็นเดือนๆ ก็มีทั้งที่อังกฤษและไทยผมคิดว่าผมได้ใจหลายๆ คนที่นี่เขาเห็นทั้งต่อหน้าและลับหลังเหมือนกัน คือเราไม่สามารถแบ่งต่อหน้าแบบหนึ่ง ลับหลังแบบหนึ่ง พวกนี้ส่วนใหญ่ขี้โกงทั้งนั้นแหละ ต่อหน้าผมเป็นยังไง ต่อหน้าพวกเขาเห็นผมกินมาม่า ลับหลังผมก็กินมาม่าเหมือนกัน ต่อหน้าผมทำเป็นกินมังสวิรัติลับหลังไปแอบกินเนื้อสัตว์อะไรอย่างนี้มันไม่ใช่.
มาถึงบรรทัดนี้ท่านผู้อ่านคงเห็นบางอย่างในตัวรัฐมนตรีท่านนี้แล้วว่าไม่ธรรมดา ตัวท่านทานมังสวิรัติไม่พอ ลูกชายทั้งสองที่เก่งเหลือประมาณก็ทานมังสวิรัติตั้งแต่เกิด โดยมีคุณแม่เป็นลมใต้ปีกเติมเต็มซึ่งกันและกัน เรียกว่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับหลายครอบครัวทีเดียว
เมื่อถาม นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ว่าตอนเด็กๆ คุณแม่เลี้ยงท่านด้วยอะไรมา ถึงได้เก่งขนาดนี้ ท่านตอบว่า
“ต้องไปถามคุณแม่ คุณแม่ก็จะบอกถั่วงอกหัวโต (หัวเราะ) เป็นอาหารที่ผมชอบ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการของเรายิ้มส่งท้าย

 

แผนที่มูลนิธิครอบครัวพอเพียง

Map