L1

L2

L3

KPP Main

 

กศน.กับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง : ความเชื่อมโยงสู่ประชาชน


โดย เลขาธิการ กศน.นายสุรพงษ์ จำจด

กศน.ย่อมาจาก การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
ก่อนนี้คำว่า กศน.ย่อมาจาก “การศึกษานอกโรงเรียน” แต่ปัจจุบันหลังจากมีพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 เกิดขึ้น กศน.จึงหมายถึง “การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย”
นิตยสาร IS AM ARE ครอบครัวพอเพียงยังคงนำเสนอบทสัมภาษณ์ของผู้ที่ประสบความสำเร็จในทุกสาขาอาชีพอันหลากหลายโดยมิได้คำนึงถึงชื่อเสียงเป็นสำคัญ ด้วยหวังเพียงว่าจะเป็นแนวทาง “ในชีวิตจริง” ให้กับน้องๆ เยาวชนสมาชิกครอบครัวพอเพียงและประชาชนทั่วประเทศได้มองเห็นแนวทางความคิด แนวทางในการดำเนินชีวิต ดำเนินงานต่างๆ ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นเสมือนเข็มทิศสำหรับทุกคน
ฉบับนี้เราได้รับเกียรติจาก ท่านเลขาธิการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย นายสุรพงษ์ จำจด หนึ่งในผู้ที่ขับเคี่ยวอยู่ในวงการ กศน.มายาวนาน ประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาพร้อมถ่ายทอดสู่ผู้อ่านโดยตรง โดยเฉพาะการดำเนินงานที่ผ่านมาภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ท่านนำมาใช้เป็นหัวใจในการขับเคลื่อน กศน.ให้เข้าถึงประชาชนทุกภาคส่วน เปิดทางเดินให้กับผู้ด้อยโอกาสได้รู้จักวิถีพึ่งพาตนเอง โดยใช้การศึกษานำทาง เรื่องราวชีวิตและแนวคิดต่างๆ ของท่านจะเป็นอย่างไรบ้าง เชิญท่านผู้อ่านร่วมค้นคว้าในบทสัมภาษณ์นี้ครับ

ชั่วดีต้องรักกัน : การศึกษาคือโอกาสสูงสุด
ผมเป็นคนจังหวัดปราจีนบุรี อำเภอศรีมหาโพธิ ตำบลบ้านทาม คุณพ่อทำงานรับจ้างทั่วไป คุณพ่อทำงานคนเดียว คุณแม่เป็นแม่บ้านครับ ก็ดูแลลูก 3 คน ผมเป็นคนโต
ถึงจังหวะหนึ่งผมมาเรียนต่อที่วิทยาลัยครูพระนครที่บางเขนในกรุงเทพมหานคร ก็มาเรียนมีเพื่อน ได้ประสบการณ์ในมหาวิทยาลัย จบปริญญาตรี วิทยาลัยครูพระนครเอกอุตสาหกรรมศิลป์รุ่น 12 อุตสาหกรรมศิลป์เขาถือรุ่นนะครับ เรามีพี่น้องอุตสาหกรรมศิลป์เต็มประเทศเลยครับ ไปไหนบอกอุตสาหกรรมศิลป์จะได้รับการต้อนรับ ได้รับการไว้วางใจเพราะมันมีคำของเราของรุ่นครับ “ชั่วดีอย่างไรเราต้องรักกัน” เป็นเพลงมาร์ชของอุตสาหกรรมศิลป์ในท่อนหนึ่งของเพลง ชั่วดีอย่างไรเราต้องรักกัน เราทุกคนที่เรียนอุตสาหกรรมศิลป์จะร้องเพลงนี้ได้ขึ้นใจ เป็นที่รู้กัน ผมรุ่น 12 ปัจจุบันผมไม่มั่นใจครับว่ารุ่นที่เท่าไรแล้ว แต่ในช่วงที่ผมเรียนคณะอุตสาหกรรมศิลป์มีที่เดียวในประเทศไทย ที่วิทยาลัยครูพระนครเท่านั้น ในช่วงนั้นเขาจะคัดเกรดมาเรียนด้วย แต่ช่วงหลังไม่ได้คัดแล้ว ผมก็ไม่ถึงกับเก่ง พอเข้าใจบ้างเล็กน้อย คณะก็คัดเข้ามาเรียน พอเรียนจบก็สอบบรรจุเข้ารับราชการ จะว่าไปก็เพราะเราไม่มีทุน ชีวิตก็ไม่ได้มีทุนอะไร พ่อแม่ให้ความรู้แล้วก็ให้โอกาสในการเรียน ก็ถือว่าสูงสุดแล้วครับ
เราเรียนอย่างเดียวแล้วก็ต้องประหยัด พอจบมาก็สอบเข้ารับราชการที่กรมการศึกษานอกโรงเรียนในปี พ.ศ. 2524 ครับ ในตอนต้นเลยช่วงที่ผมไปศูนย์การศึกษาประชาชนจังหวัด อุดรธานี หมายถึงป้ายนะครับ ป้ายเดิมเขายังไม่ได้เอาออก แต่จริงๆ ตอนที่ผมไปเขาเปลี่ยนชื่อแล้วเป็นศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดอุดรธานี แต่อยู่ระหว่างเปลี่ยนป้ายมีโอกาสได้เห็นป้ายเดิม ก็ได้รับราชการ กศน. ตั้งแต่ช่วงนั้นครับ ก็เริ่มต้นที่จังหวัดอุดรธานี คืองานผมก็เพิ่งเข้าใจชีวิต มาทำงานผูกพันกับชาวบ้านตั้งแต่วินาทีนั้นแหละที่เริ่มรับราชการที่ กศน. เพราะว่างานที่ทำเขาเรียกงานส่งเสริมหรือการจัดการการศึกษา โดยตัวเราไม่ได้เป็นผู้สอนเองนะครับ แต่ว่าต้องค้นหากระบวนวิธีการที่จะออกแบบเพื่อจัดการการศึกษาให้กับประชาชนให้ได้ ด้วยความที่จบในด้านช่างมาตั้งแต่ตอนต้น ทาง กศน. อุดรธานีก็เลยมอบงานแรกให้ผมทำชื่อว่า เทคโนโลยีที่เหมาะสม งานนี้ก็เป็นงานที่เรียกว่าต้องไปค้นคว้าแล้วก็หานวัตกรรมหรือวิธีการที่จะมาเป็นเทคโนโลยีแบบชาวบ้าน ให้ชาวบ้านได้ประหยัดได้คุ้มค่า แล้วก็เป็นการประหยัดแล้วลดพลังงาน ไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อมอะไรอย่างนี้ครับ ก็ไปทำหลายเรื่อง ยกตัวอย่าง เตาแกลบ ชุดเจาะน้ำบาดาลด้วยมือ แล้วก็ปั๊มน้ำมือหมุน ก็คือใช้มือแล้วก็ดึงน้ำจากข้างล่างขึ้นมาข้างบน ปกติปั๊มน้ำต้องปั๊มใช่ไหม แต่เราใช้มือหมุนประมาณนี้ที่คิดที่ทำเพราะเราจบด้านช่างพอดี

ประสบการณ์ความรู้สู่ประชาชน
ในช่วงหนึ่งของการทำงานในปีที่ 2 ก็มีโอกาสลงไปทำงานในพื้นที่อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี ในตอนนั้นก็มีเหตุการณ์คอมมิวนิสต์อยู่นะครับ มีการสู้รบกันอยู่แต่ผมไปปี 2525 คืออยู่สำนักงานในจังหวัดที่ปากคาดในตัวเมือง ทำงานเทคโนโลยีสักประมานเกือบปีก็ลงไปทำงานเป็นหัวหน้าหน่วยฝึกวิชาชีพเคลื่อนที่ หัวหน้าหน่วยฝึกเคลื่อนที่ก็ตั้งหน่วยอยู่ที่ตัวอำเภอ ในอาคารอเนกประสงค์ของอำเภอก็มีทีมงานมีลูกน้องไป 4-5 คน ก็เป็นแผนกไฟฟ้า เสริมสวย เครื่องยนต์เล็ก ตัดเย็บเสื้อผ้า อาหารขนม แบบนี้นะครับ ก็ไปสอนประชาชนห่างไกลนะ แล้วก็ไปผจญภัยกับเหตุการณ์ วันดีคืนดีก็ต้องวิ่งลงมาข้างล่างเพราะคอมมิวนิสต์บุก แต่จริงๆ ไม่ได้บุกมันเป็นข่าวแล้วก็วิ่งกัน ก็ช่วงนั้นเป็นส่วนสำคัญในชีวิตเพราะทำให้เรารู้จักชาวบ้าน แล้วทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจเยอะในการทำงาน เพราะได้เห็นอะไรต่างๆ ความเดือดร้อน ที่สำคัญเราเห็นความบริสุทธิ์ของชาวบ้านที่มาเรียนกับเรา เพราะว่าเวลาเขามาเรียนกับเราเขาจะมีอะไรติดไม้ติดมือมาตลอด ผักที่บ้านเขาแหละติดไม้ติดมือมาให้คุณครูที่สอน ผมก็ไปสอนวิชาไฟฟ้า ผมจบด้านไฟฟ้ามาพอดี อันนั้นเป็นประสบการณ์ได้เข้าใจได้รู้สึกในเรื่องของการทำงาน ชาวบ้านแปลว่าอะไร จะต้องทำยังไงกับชาวบ้าน วิธีการสอนแบบชาวบ้านใช้วิธีการสอนแบบพวกเราไม่ได้ อย่างผมสอนวิชาไฟฟ้า แต่เดิมเวลาเขียนวงจรเขาเขียนเส้นเดียววงจรไฟฟ้าภายในบ้าน แต่เราไปอยู่โน้นเราต้องปรับต้องเขียน 2 เส้น ข้างในสายนี้มันมี 2 เส้น เรียกว่าต้องอธิบายลึกเลย ไม่งั้นถ้าเส้นเดียวชาวบ้านก็จะงง พอเปลี่ยนวิธีการโยงให้เห็นสองเส้นตอนหลังไปได้ เทคนิคเหล่านี้เวลาทำงานครับต้องลึก

มีไก่ไม่กี่ตัวที่กล้าเดินออกจากสุ่ม
หลังจากนั้นก็ทำงานอยู่ถึงปี 2529 ครับ แล้วก็ย้ายจากอุดรธานีมาปราจีนบุรีเพราะว่าพ่อแม่อยู่ปราจีนบุรี ตอนหลังคุณพ่อคุณแม่มาอยู่ที่อำเภอสระแก้วจังหวัดปราจีนบุรี ต่อมาสระแก้วก็ยกระดับเป็นจังหวัดสระแก้วจนปัจจุบันนี้นะครับ ก็เป็นห่วงพ่อแม่ก็เลยอยู่สัก 5 ปี ก็เลยย้ายมาอยู่ที่ปราจีนบุรี มาดูแลพ่อแม่แล้วก็ได้ทำงานที่นั้นสักระยะหนึ่งประมาณ 4-5 ปี ก็ขึ้นตำแหน่งผู้บริหารครั้งแรก ก็เป็นตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการจังหวัดจันทบุรี ในปี 2534 ก็ไปทำงานสัก 10 ปี ก็ขึ้นเป็นผู้บริหารไปอยู่จันทบุรีสัก 2 ปีครับ ปี 2536 เขาตั้งจังหวัดสระแก้วเขาก็เลยย้ายผม เป็นผู้ช่วยที่จันทบุรีมาเป็นผู้ช่วยที่จังหวัดสระแก้วครับ ที่สระแก้วก็ได้ทำงานเยอะมากเลย เราได้ทำงานเพราะว่าสระแก้วเป็นจังหวัดตั้งใหม่ ประชาชนคือต้องการได้รับการเรียนรู้เพราะยังเข้าไม่ถึงการศึกษากันเยอะ ทั้งในเชิงพื้นที่ คนที่หลากหลาย เพราะว่าสระแก้วกลายเป็นจังหวัดใหม่ที่คนเกือบทั่วประเทศโดยเฉพาะคนอีสานย้ายจากจังหวัดอื่นมาอยู่จังหวัดสระแก้ว จะมีคุ้มอุบล คุ้มร้อยเอ็ด ในบางพื้นที่โดยเฉพาะแถบวังน้ำเย็น แถบวังสมบูรณ์ แถบเขาฉกรรจ์ แถบคลองหาด เยอะเลยครับ แม้แต่ตาพญาอะไรต่างๆ ทุกอำเภอ โดยเฉพาะแถบอีสานเข้ามาอยู่เยอะ แล้วก็คนเหล่านี้จะมาพร้อมกับการมุ่งมั่นจับจองที่ดินทำกิน คือผมถือว่านกที่บินไกลนี้คือคนเก่งนะ จะมีเฉพาะคนเก่งนะที่มาที่สระแก้ว เหมือนท่านเอาสุ่มครอบไว้ ถูกไหมครับ พอเปิดแล้วจะมีไก่ไม่กี่ตัวที่กล้าเดินออกจากสุ่มนะ ส่วนใหญ่ไม่กล้าไป หงอยอยู่ต่อไป เพราะฉะนั้นคนที่มาอยู่สระแก้วเป็นไก่หรือนกที่กล้าบินออก บินสูง บินไกล กล้ามาผจญภัย บางที่ย้ายครอบครัวมา บางคนก็มาบุกเบิกตอนต้น คนชุดแรกพวกนี้เป็นคนกล้า

สร้างศรัทธาให้ประชาชน
สระแก้วเป็นพื้นที่ดินใหม่มีความอุดมสมบูรณ์ คนก็มาทำเกษตร ส่วนใหญ่จะเป็นพืชไร่ นาบางส่วน ผมอยู่สระแก้วนานครับเป็นจังหวัดที่ผมรับราชการนานที่สุด ผมย้ายจากสระแก้วตั้งแต่ปี 2536 อยู่สระแก้วก็เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ ต่อมาก็เป็นกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดสระแก้ว กรรมการเลือกตั้งก็เป็น 2 สมัยนะ เป็นตั้งแต่อายุ 40 จนถึง 48 ครับ ก่อนออกมาเป็นประธานอนุกรรมการเขตพื้นที่ แล้วก็เป็นผู้อำนวยการปี 45 จากผู้ช่วยก็เป็นผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดสระแก้ว ในช่วงที่อยู่สระแก้วก็ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายหลายส่วนนะครับ ภาคีเครือข่ายก็จะมีเยอะตั้งแต่มูลนิธิกสิกรธรรมชาติของอาจารย์ยักษ์ ก็สนิทกัน แล้วก็มี มศว.ประสานมิตร ภาคธุรกิจก็จะมีบริษัทน้ำตาล KSL แล้วก็ กศน.ของผมนี่แหละ แล้วก็ทางราชภัฏฉะเชิงเทรา เป็นภาคีจังหวัดสระแก้วโดยท่านผู้ว่าจับมือทำงานขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวฯ ในปี พ.ศ. 2546 พอผมเป็นผู้อำนวยการผมก็ศรัทธาในงานปรัชญาของพระเจ้าอยู่หัว เรื่องของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผมมีส่วนได้เรียนรู้จากท่านอาจารย์ยักษ์ ได้มีโอกาสได้คุยกันกับอาจารย์ยักษ์สองคน ได้ถ่ายทอด ได้ความเข้าใจจากตรงนั้นเยอะ พอฟังก็ศรัทธาผมรู้สึกว่าองค์ความรู้นี้จะช่วยประชาชนได้ อย่างที่ผมได้เล่าให้ฟัง จากการสัมผัสกับประชาชนก็รู้สึกมีพื้นฐานตรงนั้นอยู่แล้ว คือเรารู้สึกว่าประชาชนยังเดือดร้อนเยอะ แต่ประชาชนยังเป็นคนที่ยังบริสุทธิ์ ถ้าให้โอกาสเขาเขาสามารถไปได้นะ พอมาเห็นทางออกของปรัชญาในหลวงก็คิดว่าจะต้องสร้างการเรียนรู้ให้กับชาวบ้านให้ได้ ต้องสร้างศรัทธาให้กับชาวบ้านให้ได้ สร้างความเข้าใจให้ได้

โพธิวิชชาลัย
หลังจาก 2551 ก็ออกจากสระแก้วมาที่ฉะเชิงเทรา มาเป็นผู้อำนวยการ กศน.ฉะเชิงเทรา ตั้งแต่ปี 2545 ที่สระแก้วงานส่วนใหญ่ที่ผมทำเป็นงานชุมชน ในช่วงที่อยู่สระแก้วผมมีโอกาสเคลื่อนงานไปกับภาคีเครือข่ายสำคัญโดยเราไปสร้างโพธิวิชชาลัยที่สระแก้ว โดยเอาคำสอนของพระราชาไปให้มหาวิทยาลัยสอน โดยเอาเด็กชาวบ้านแถบใกล้ๆ ให้เขามารู้จัก มาเรียนรู้ครับ ตรงนั้นก่อนที่จะเป็นมหาวิทยาลัยเราก็ทำหลายเรื่องนะ ไม่ใช่อยู่ๆ ไปตั้ง ก็เริ่มจากผม แล้วอาจารย์ยักษ์ เราก็ประชุมภาคีทั้งจังหวัดเลย คือเปิดคนทั้งสระแก้วทุกภาคส่วนให้มารู้จักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตอนนั้นท่านองค์มนตรีท่านมาเปิดให้ท่านอำพล เสนาณรงค์ท่านก็มาเป็นประธานให้ครับ คนก็มากันเยอะเกือบๆ พันคน มาทุกอำเภอเลย หลังจากเคลื่อนภาพใหญ่เรียบร้อยก็ทำภาพเล็ก อาจารย์ยักษ์ก็พากันลุย 58 ตำบลของสระแก้ว เชิญผู้นำเชิญแกนนำของทุกตำบล เรามี 58 ตำบล เราลงทุกตำบล แล้วแต่ละตำบลให้นำแกนนำแต่ละหมู่บ้านมาตกลง แล้วแต่ละเวทีขั้นต่ำ 200-300 คนต่อเวที ตระเวนกันอยู่หลายเดือน แต่ตอนนั้นเราทำงานลึกมาก เราก็ได้ใจชาวบ้านเยอะมาก แล้วชาวบ้านก็ได้รู้จักเศรษฐกิจพอเพียงลงลึกในช่วงนั้น
หลังจากลงตรงนี้เสร็จคนสระแก้วก็เข้าใจทั้งจังหวัดเลย แล้วก็ กศน.ผมดูแลอยู่เราก็จะได้การเรียนรู้ต่อก็คืออาจจะมีกิจกรรมการเรียนรู้ย่อยๆ บนพื้นที่ต่างๆ ร่วมกับผู้รู้อะไรต่างๆ ในพื้นที่ ก็เคลื่อนงานกันมาจนเป็นพลังที่ใหญ่พอถึงขั้นตั้งโพธิวิชชาลัยได้ ไม่งั้นตั้งไม่ได้ อันนี้ก็เป็นจุดสำคัญเรายิ่งทำเราก็ยิ่งศรัทธานะ ยิ่งทำก็ยิ่งเรียนรู้ ผมก็มีโอกาสได้เรียนรู้ปรัชญาของพระเจ้าอยู่หัวฯ ลึกซึ้งนะ ทั้งเรื่องของหลักปรัชญาพอเพียงโดยเฉพาะที่บอกว่าในโลกนี้มีระบบเศรษฐกิจอยู่ 2 ระบบคือ 1 ระบบทุนนิยม อันที่ 2 คือระบบคอมมิวนิสต์ สองทางนี้ก็คือสุดๆ ทั้งคู่ ถ้าเป็นระบบคอมมิวนิสต์ก็แปลว่าเราทำที่สุดยังไงก็ไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของธุรกิจในพื้นดิน อะไรต่างๆ ที่เราทำเป็นระบบรัฐที่ต้องดูแลโดยรัฐเท่านั้น แล้วแบบที่ 2 ทุนนิยมก็คือใครมือยาวสาวได้สาวเอา คนตัวเล็กตัวน้อยก็แย่ พระองค์ท่านคงเห็นตรงนี้แล้วพระองค์ท่านรู้จักคนไทยดีที่สุดในโลก เพราะทรงงานโดยตลอด รู้นิสัยคนไทย รู้วิถีคนไทย ถ้าปล่อยให้คนไทยต้องผจญภัยอยู่ในวิถีนี้ ท้ายสุดคนไทยใช้ระบบทุนนิยม ถ้าประเทศไทยอยู่ในระบบทุนนิยมในซีกเดียวโดยที่ว่าไม่มีอะไรเลยเราก็จะแย่ไปเรื่อยๆ เพราะว่าเราไม่ค่อยแข็งแรง

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เข็มทิศในการดำเนินงาน
คนไทยของเราไม่ว่าการเรียนรู้หรืออะไร ผมอยู่ในซีกการศึกษาผมก็เห็นภาพมาตลอดเลยว่าเป็นแบบไหน แล้วก็มีตรงนี้แหละที่จะช่วยได้ พระองค์ก็เลยเอาหลักปรัชญามาสอนคนไทย หลักพอเพียงที่จับได้ก็คือต้องพึ่งตัวเองให้ได้ แล้วกระบวนการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสมมุติว่าเราผลิตอะไรได้ก็คือการพึ่งตัวเองได้ ก็คือปัจจัย 4 อันดับแรกเพราะมนุษย์ต้องกินต้องอาศัยยารักษาโรค พอพึ่งปัจจัยอย่างนี้ก็แปลว่ามนุษย์ต้องสร้างผลิตผลผลิตภัณฑ์มีผลผลิต แต่เวลามีผลผลิตพระองค์ไม่ให้ใช้หลักทุนนิยมไง ผลิตเสร็จคุณก็บริโภค บริโภคไม่หมดก็เก็บไว้กินวันหน้า เก็บแล้วยังเหลืออีกก็เอาไปทำบุญให้ทานฝึกการให้แทนที่จะขาย เพราะว่าขายนี้ก็ยิ่งต่อสู้ยิ่งอะไร แต่ทรงสอนใหม่ว่าให้ให้ ให้ยังเหลืออีก ให้พระบำรุงศาสนาเสร็จก็ให้ทาน ให้ผู้คน ให้ทานแล้วยังเหลืออีกก็ให้ขาย เห็นไหมว่าจะขายได้แต่อย่าลืมว่าเส้นทางตรงนี้คือเส้นทางสำคัญคือไม่ได้เอาเงินเป็นตัวตั้ง เมื่อเอาเงินเป็นตัวตั้งความเป็นมนุษย์จะหายไป แต่ในหลวงทรงสอนว่าต้องให้แล้วการให้ตรงนี้มีพลัง ในการให้ท้ายสุดตีเป็นเงินไม่ได้ มันกลายเป็นยิ่งใหญ่กว่าเงินถ้าคนไม่มีชีวิตจิตใจมันจะมีคนที่กล้าโดดลงน้ำเพื่อไปช่วยคนจมน้ำหรือ ใช่ไหม หรือเวลาเกิดเหตุการณ์ต่างๆ นานามันจะมีคนมาช่วยเหลือสังคมหรือ พระองค์ทรงฝึกตรงนี้เราต้องเข้าใจว่ามันซื้อหาไม่ได้ด้วยเงินแต่มันต้องเกิดจากการฝึก เกิดจากการได้ปฏิบัติมา ดังนั้นพระองค์ท่านอยากให้คนไทยเน้นตรงนี้ หลักคิดที่ดีที่สำคัญสุด มันสามารถทำให้คนพึ่งตัวเองได้แล้วสามารถดำรงชีวิตภายใต้วิถีแบบพอเพียง ไม่ได้มุ่งค้ากำไรแข่งขัน มันจะเกิดความสันติสุขในประเทศเกิดการพึ่งพากัน ดูแลศาสนาช่วยคนตกทุกข์ได้ยากอะไรต่างๆ มันเกิด ถ้าทุกคนได้เข้าใจในหลักปรัชญาลึกซึ้งก็จะทำให้วิถีชีวิตร่วมของประเทศจะดีขึ้น แล้วรายบุคคลก็ด้วยนะครับ ก็คือหลักที่ทรงบอกไว้ว่าใช้เหตุแผล แล้วก็มีภูมิคุ้มกัน แล้วรู้จักพอประมาณ ถ้าหลักตรงนี้ทำให้ก่อเกิดในตัวคนได้ มันก็จะทำให้คนมีหลักในการดำรงชีวิตรายบุคคลว่าเราต้องพึ่งตัวเอง เราต้องรู้จักอย่าทำอะไรเกินตัว
แต่ที่พระองค์สอนที่เป็นเงื่อนไขข้อนี้สำคัญ พระองค์ทรงใช้คำว่าเงื่อนไขคุณธรรมความรู้ ดังนั้นสุดท้ายเลยก็ต้องเข้าใจว่าความรู้ต่างหากคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วความรู้ที่สำคัญส่วนใหญ่ที่สัมผัสก็คือชาวบ้านก็มีหน่วยเดียวที่สามารถเข้าถึงชาวบ้านคือ กศน. เพราะ กศน.คือหน่วยที่จัดการการศึกษาภาคประชาชน นึกออกไหมครับอันนี้เป็นที่มา ผมก็คิดว่า กศน. เองก็ศรัทธามีหัวใจที่ลึกซึ้งแล้วมีความเข้าใจในปรัชญานี้ ทาง กศน.พอผมมาบริหารงานนี้ ผมก็คิดว่าอันนี้เป็นฐานสำคัญของคนไทยเพราะเราเป็นหน่วยที่เข้าถึงประชาชนอยู่แล้ว แล้วเราเชื่อว่าเงื่อนไขคือความรู้ที่ว่านี้ กศน. ต้องเป็นผู้นำความรู้เข้าไปให้ประชาชนทั้งประเทศให้ได้ เป็นนโยบายหลักที่ให้นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักที่จะทำงานของพี่น้อง กศน.ทั้งประเทศ แล้วเราก็ได้มอบนโยบาย ไปอธิบายหลายรอบแล้วเข้าใจว่าตอนนี้ทุกคนพูดได้ว่ารู้จักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ค่อนข้างดีนะครับ

โจทย์ใหญ่ของ กศน.
โจทย์ใหญ่ที่ให้พี่น้อง กศน.ที่ทำงานในพื้นที่ โจทย์ที่ผมให้เขาคือว่าผมขอเขาสองอย่างในการทำงานในพื้นที่โดยเฉพาะคนที่ทำงานกับชาวบ้าน หนึ่ง ผมขอให้เขาทำงานด้วยหัวใจกับความคิด หัวใจก็คือหัวใจที่ศรัทธาในงานโดยเฉพาะงาน กศน. ศรัทธาในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เขาต้องเริ่มที่ศรัทธาก่อนในสองตัวนี้ แล้วใช้ความคิดที่สร้างสรรค์ก็ขอเขาสองอย่างครับ วิธีการที่เราจะนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปถึงประชาชนนี้ จะเน้นการปฏิบัติจริงโดยวิธีการเราจะเริ่มสตาร์ทที่การทำบัญชีครัวเรือน ให้เขาระเบิดจากข้างในให้ได้ ตอนนี้เขากำลังทำเป็นฐานทุกครัวเรือน โดยที่เรามีบุคลากรอยู่แล้ว 7,400 ตำบล ที่ว่ามีความเข้าใจ คุณครูเราอบรมไปแล้วส่วนหนึ่ง แล้วเมื่อช่วงที่ผ่านมาคือ กศน. ก็ทำงานนี้ต่อเนื่องไม่ใช่ผมคนเดียวนะ ผู้บริหารหลายท่านก็มีความเข้าใจ ก็จะต้องพัฒนาเพิ่มอีก เดี๋ยวเราก็มีการพัฒนาคุณครูเพิ่มครับ พอคุณครูมีความเข้าใจในเรื่องตรงนี้ชัดเจนขึ้นเราก็จะผ่านกลุ่มเป้าหมายแรกที่สำคัญที่สุดเลยก็คือกลุ่มตัวคุณครูเอง ก็คืออบรมครูจริงจากการปฏิบัติจริงๆ วิธีการอบรมผมก็ให้เขาทำจากบัญชีครัวเรือนก็จบแล้ว ไม่ได้ไปเรียกเขามาอบรมนะ ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะแค่ให้ทำบัญชีครัวเรือนก็แนะนำผ่านอีทีวี เรามีโทรทัศน์ของเราอยู่ ผมสามารถออกทีวีพบ กศน.ได้ทั้งประเทศทุกวันจันทร์ ต้องดูผ่านดาวเทียมครับเวลา 10.00 – 11.00 น. ถ้าพื้นที่ตรงไหนมีปัญหาก็ออกสดยกหูโทรเข้ามา ผมก็ตอบตรงนั้นได้เลย แต่บ้างครั้งไม่สะดวกก็อัดเทปไป ก็ตั้งใจว่าจะออกไปเรื่อยๆ ก็จะชี้แจงเริ่มจากให้คุณครูเข้าใจ
พอเขาทำเสร็จแล้ว กลุ่มแรกตัวเขาต้องทำอันที่สองให้นักศึกษา เรามีนักศึกษาที่เรียนกับเราประมาณ 1 ล้าน 2 แสนคน ที่เป็นระบบประถม ม.ต้น ม.ปลาย ก็หวังว่าคุณครูจะสามารถ ไม่ต้องถึงล้านแต่ได้สักครึ่งหนึ่งหรือ 60-70% ก็หลายแสนแล้ว จะมีนักศึกษาที่เราอีกส่วนหนึ่งคือส่วนที่เป็นวิชาประถม ม.ต้น ม.ปลาย แล้วยังมีหลักสูตรต่อเนื่องย่อยๆ 30 ชั่วโมง 40 ชั่วโมง 50 ชั่วโมง ที่เราเปิดสอนอยู่เต็มประเทศในวิชาชีพย่อยๆ เรื่องวิชาแบบวิธีถนอมอาหารต่างๆหรือไม่ก็ประเภทช่างต่างๆ อีกเยอะ ก็ประมาณหนึ่งล้าน ช่องทางของ กศน.ถึงประชาชนตัวเลขค่อนข้างสูง แล้วไปถึงประชนทุกระดับ ถ้าใครอยากจะลงลึกก็จะมีหลักสูตรอบรมที่เราจะลงไปร่วมกับชุมชนต่างๆ กับผู้รู้ในพื้นที่แล้วก็จัดอบรมในระบบ 2-3 วัน แล้วก็ลงมือปฏิบัติจริง แล้วก็เรียนรู้จริง แต่หลักสูตรการเรียนรู้ต้องรู้ที่รากก่อนนะ รู้ที่มาที่ไปเหมือนที่ผมเล่าให้ฟังต้องรู้แก่นตรงนี้ รู้แล้วก็จะศรัทธา คืออันดับแรกหลักสูตรที่เราจะปลูกฝังสอนประชาชนเราจะปลูกฝังที่ศรัทธาก่อนเป็นสำคัญ ไม่ได้พามาแล้วมาทำปุ๋ยทำอะไรแล้วก็กลับไม่ใช่ เราจะเปลี่ยนวิธีคิดเป็นสำคัญ ปลูกศรัทธาเขาแล้วเปลี่ยนวิธีคิดเป็นสำคัญให้ได้ เรื่องทำไม่ใช่ปัญหา ถ้าเขาศรัทธาเขาก็จะแสวงหาทำด้วยตัวเขาเอง ไม่แน่จะดีกว่าเราด้วย
ที่เราให้ไปแต่เราก็มีให้เขาได้อย่างน้อยก็มีการให้ลงมือก็คิดว่า กศน. ทั้งประเทศซึ่งตอนนี้ผมว่าเขาเริ่มเข้าใจแล้วที่ผมพยายามพูด หลายๆ คนได้ฟังแล้วเริ่มศรัทธาเหมือนกับผม แล้วถ้าครูศรัทธาแล้วไปสร้างต่อที่ประชาชน สุดท้ายแล้วเราก็จะได้เครือข่ายได้คนที่เป็นคนมากขึ้น แล้วก็จะเป็นแบบบอกต่อมากขึ้น ก็คิดว่าจะช่วยได้ดีครับ

กระบวนการให้การศึกษาเรื่องของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
แล้วครูก็จะทำแบบนี้แต่ครูต้องสร้างหลักสูตรนะ แล้วกระบวนการที่ใช้ต้องใช้กระบวนการเดียว กระบวนการให้การศึกษาในเรื่องของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ใช้วิธีการเดียวกันคือ อบรมบ่มนิสัย ฝึกอบรมนี่แหละเราไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ เพราะฉะนั้น 2-3 วันนี้การจัดหลักสูตรที่ถูกต้องจำเป็นครับ ถ้าไม่ผ่านการฝึกอบรมมันจะไม่สามารถทำให้เขาระเบิดหรือสร้างศรัทธาได้ ซึ่งเรามีหลักสูตรของเราอยู่
ก็อันนี้ก็เป็นสภาวะที่ กศน.ก็เป็นห่วง การศึกษาที่เราจัดอยู่ในขณะนี้คนที่มาเรียนอยู่กับเราวัยก็อยู่ที่อายุ 15-30 ปีเป็นกลุ่มใหญ่มากที่ผมบอกว่าที่มีนักศึกษาภาครวมล้านสอง เชื่อไหม ประมาณ 40% มีคนที่มีอายุ 15-30 ปีก็คือเกือบครึ่งนะ แล้วก็อายุ 30 ขึ้นไปจนถึง 45 ปีก็อีกส่วนหนึ่ง คือ 2 กลุ่มรวมกันคือร้อยละ 80 ก็คือประมาณเกือบล้าน สองกลุ่มนี้ กลุ่มนั้นประมาณ 5 แสน เพราะมันประมาณ 40% ส่วนใหญ่ที่มาเรียนตรงนี้ กศน.ก็พยายามให้หลักคิดเขา เรามีหลักสูตรที่จะใช้วิธีสอนแบบที่ว่าให้เขาได้มีการเรียนรู้ด้วยการผ่านสือ โดยมีครูประจำใกล้ชิดก็คือเปิดโอกาสให้เขามาเรียน แล้วสิ่งที่ปรากฏคือคนที่เขากลับมาเรียน กศน.ที่เราเห็นก็คือคนที่คิดได้ เพราะฉะนั้นนักเรียน กศน.จะไม่มีปัญหาตีกัน เพราะว่าช่วงหนึ่งที่เขาต้องออกจากโรงเรียนมาเพราะว่าสภาวะบีบคั้นอะไรต่างๆ หลายคนไม่ได้กลับมาเรียนเลยนะ หลายคนโดนสังคมทิ้งไปนะ แต่หลายคนหันกลับมาเรียน แต่ส่วนใหญ่คนที่หันกลับมาเรียนส่วนใหญ่จะเป็นคนดี คนตั้งใจ คนหวังได้โอกาสครั้งที่สองของชีวิตโดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือ เราจึงพยามที่จะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยอะๆ เพื่อให้คนเหล่านี้เข้าถึงการศึกษาของเราแล้วจะได้ช่วยเขาให้มีโอกาส
รุ่นของ กศน.จะมีหลายรุ่นแล้วจะมีหลายอาชีพ เพราะเวลาเขามาเจอกันเขาได้บทเรียนจากเราส่วนหนึ่ง แต่บทเรียนที่เขาได้มากที่สุดคือเราใช้กระบวนการแบบพบกลุ่ม เน้นการพบกลุ่ม นี่จะทำให้เขาพบเพื่อนที่หลากอายุ หลากอาชีพ เพราะฉะนั้นโอกาสที่เขาจะได้ประสบการณ์ที่ดีมีค่อนข้างสูง

กศน.เปิดกว้างสร้างโอกาส
อย่างที่เรียนว่าท้ายที่สุดสิ่งที่เราคุยกันอยู่ที่เราพยายามทำ การสร้างช่องทางหรือการให้โอกาสคนให้มากที่สุด แล้วผมก็ทำความเข้าใจกับเขานะ ทำความเข้าใจกับทีมงานว่างาน กศน.นี้คืองานที่ต้องเชื่อในเรื่องของความแตกต่างระหว่าง บุคคล เมื่อเชื่อว่าคนแตกต่างกัน การเรียนต้องต่างกันไปด้วยเพราะฉะนั้นงานมันจะหลายหน้ามาก ดังนั้นคนทำงานต้องเชื่อคือเป็นข้อตกลงในการทำงานเลยนะ ที่ผมชี้แจ้งเขาข้อตกลงเบื้องต้น คุณต้องเชื่อว่าคนแตกต่างกันจริงไหม จริงแล้วเชื่อ เชื่อคุณก็ต้องทำตามนี้ตามเงื่อนไขด้วยความรู้สึกที่ดีด้วยความเข้าใจ จะการทำงานกลุ่มโน้นกลุ่มนี้แรกๆ ก็มีบ่น พอเราอธิบายคำนี้ไป เชื่อไหม คือคนเราถ้าคุยกันโดยเข้าใจ เขาโอเคเลย แล้วเขาไม่มีบ่น เรามีช่องทางทำที่สร้างโอกาส
สถานพินิจ สถานคดีเด็กและเยาว์ชนทุกจังหวัด พอศาลตัดสินแล้ว ท่านไม่สั่งให้เข้าสถานพินิจนะ บางครั้งท่านสั่งมาเรียน กศน.สั่งให้มาเรียน กศน.เลย ศาลทั่วประเทศครับตอนนี้เป็นอย่างนี้ เราก็รับมาบางทีให้เขาไปเรียนห้องสมุดประชาชน ใช้สถานที่เรียนนะ ห้องสมุดบ้าง ที่ กศน.ต่างๆ บ้าง คนเหล่านี้ก็มาเรียนแล้วก็เจอเพื่อน คล้ายๆ กับการคุมประพฤติแต่ใช้วิธีที่นิ่มนวลคือให้มาศึกษากับ กศน.เราก็รับนะ แล้วก็แรกๆ ก็อาจมีอะไรกันบ้าง แต่พอเขามาเจอเพื่อนที่หลากหลายคือเพื่อนเขาจะหลอมเขาเอง ฉะนั้นการพบกลุ่มสำคัญมาก แต่ถ้าเรียนแล้ว ใช้สื่อทางไกลแล้วไม่ต้องมาเจอเพื่อนอันนั้นใช้เฉพาะคนที่เก่งๆ อีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเป็นประชาชนทั่วไปแล้ว เราต้องมาเข้าช่องทางพบกลุ่ม แล้วพยายามจัดพบกลุ่มให้มาก โดยตรงนี้ก็ต้องเรียนว่าสถานการณ์คนไทยเรายังมีคนที่ไม่รู้หนังสืออยู่พอสมควรนะ จำนวนที่ กศน. ถืออยู่ประมาณสัก 3 แสนคน แต่ถ้าโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพูดไว้หลักล้านเลยนะ ล้านกว่าคน

รวมทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในและนอกประเทศ

Kent State University มอบทุนสำหรับนักเรียนต่างชาติในระดับปริญญาตรี ที่สหรัฐอเมริกา (คลิก)

Central Queensland University มอบทุนการศึกษาปริญญาตรี ที่ประเทศออสเตรเลีย (คลิก)

ทุนเรียนต่อปริญญาตรี จาก Warren Wilson College ประเทศสหรัฐอเมริกา ปี 2018 (คลิก)

 

แผนที่มูลนิธิครอบครัวพอเพียง

Map