เรื่องราวใหม่ ๆ

  1. ตารางกิจกรรม
  2. การ์ตูนครอบครัวพอเพียง

กิจกรรมมอบป้ายประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชัน

ทางคณะกรรมการมูลนิธิฯจึงได้จัดทำโครงการครอบครัวพอเพียงสู่สถานศึกษาและชุมชน เพื่อเป็นการสร้างแนวร่วมในการส่งเสริมการเรียนรู้ให้เกิดผลอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม รวมไปถึงการมุ่งเน้นดำเนินการรณรงค์ปลุกกระแสให้เยาวชนไทย รู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รู้รักสามัคคี รู้สิทธิและหน้าที่พลเมืองดี ร่วมปกป้องผลประโยชน์ของบ้านเมือง และตื่นตัวที่จะคิดดี ทำดี ร่วมมือร่วมใจกันต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อประเทศไทยพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

สัมภาษณ์พิเศษ

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการศึกษาชาติ
พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ


มองกระจกถามตัวเอง : เหนื่อยได้ ท้อไม่ได้
“เคยคิดไหมว่าวันหนึ่งจะได้มานั่งอยู่ตรงนี้”
เป็นคำถามที่พอจะทราบคำตอบอยู่แล้ว แต่ก็อดถามไม่ได้เมื่อมีโอกาสได้เข้าสัมภาษณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ณ ห้องรับรองภายในอาคารกระทรวงศึกษาธิการ
“ไม่เคย” เขาส่ายหน้าและยิ้ม
นั่นแหละ ใครจะเคยคิดว่าในวันใกล้เกษียณอายุราชการสถานการณ์บ้านเมืองในยุค คสช.จะพาให้มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนจะย้ายมากระทรวงศึกษาธิการ มันตรงข้ามกับแผนพักผ่อนพาครอบครัวเที่ยวหลังเกษียณอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นภาระใหญ่ที่ต้องการคนเสียสละ เพราะขึ้นชื่อกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ปัญหานานับประการรอผู้แก้ไขเยียวยาอยู่ คนๆ นั้นต้องเหนื่อย สละความสุขส่วนตัวเพื่อนำทางการศึกษาชาติ ขับเคลื่อนครูและบุคลากรในสังกัดกว่า ๘ แสนคน
“ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยมากๆ จนหลายครั้งต้องไปยืนหน้ากระจกถามตัวเองว่า ‘เราทำอะไรอยู่’ เราเหนื่อยอย่างนี้เราไม่มีเวลาให้ครอบครัวเรา แต่สุดท้ายมันมาลงที่มีคนพูดกับผมเสมอว่า ‘ให้ทำเพื่อประเทศ’ แต่ผมคิดเลยไปกว่านั้น เพราะว่าพอได้มาจับงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มาอยู่กระทรวงศึกษาธิการ ผมได้เห็นสิ่งที่มันเป็นอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในกระทรวงฯ ทั้งส่วนข้าราชการในกระทรวงเองเขายอมรับในความที่ยังไม่สมบูรณ์ของตัวเองแล้วก็เสียงสะท้อนจากคนข้างนอกทั้งสังคม ทั้งสื่อมวลชน ทั้งนักวิชาการ ทำให้ผมรู้ตัวเองว่าผมต้องยอมเหนื่อย เพราะว่าถ้าปล่อยไปแบบเดิมแล้วลูกหลานเราจะอยู่ยังไง ก่อนหน้านี้ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมมีหลานสาวอยู่คนหนึ่ง ตอนนี้อายุขวบแปดเดือน แต่ตอนนั้นเขาขวบหนึ่ง ผมอุ้มเขาเดินที่สนามหญ้าที่บ้าน แล้วก็มองต้นไม้มองนกที่บินไปมา หลานผมยังไม่รู้เรื่องหรอกแต่ผมพูดกับเขา เขาชื่อชีวา ‘ชีวา ปู่กำลังมาดูเรื่องรักษาป่าให้หนูลูก รักษาสิ่งแวดล้อมให้หนู เพราะหนูโตมาหนูจะได้มีต้นไม้ ถ้าปู่ไม่ช่วยเดี๋ยวมันจะหมดไปจากประเทศไทย แล้วหนูจะอยู่ยังไง’ นี่คือสิ่งที่ผมคิดแล้วผมพูดกับหลานผม”
เมื่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลเอกดาว์พงษ์พบว่ายิ่งต้องเหนื่อยมากกว่าเดิมเพื่อลูกหลานรุ่นหลัง เพราะการศึกษาเป็นเรื่องต่อเนื่องระยะยาว แม้จะคิดได้ดังนั้นก็ไม่ทำให้ความเหนื่อยที่พบเจอหายไป แต่พลเอกดาว์พงษ์ยอมรับว่า “ความรู้สึกท้อมันหายไป” มีพลังทำเพื่อเด็กรุ่นหลังอย่างน้องชีวา ซึ่งเป็นตัวแทนของเด็กไทยทั้งประเทศที่จะต้องเติบโตเวียนว่ายอยู่ในระบบการศึกษาชาติตลอดจนเข้าทำงาน
“ทุกครั้งที่เราเหนื่อยเรามองพระเจ้าอยู่หัวเราจะรู้ว่าพระองค์ท่านเหนื่อยยิ่งกว่าเราเหลือเกิน พระองค์ท่านอยู่ในฐานะที่จะสบายได้แต่ไม่ทรงสบายเลยตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ท่านตลอดเวลาที่ครองราชย์ แล้วเราเป็นตัวเล็กๆ แค่นี้ เป็นใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทำไมเราจะทำแค่นี้ไม่ได้ ก็มาลบล้างความเหนื่อยของเราออกไป นั่นคือสิ่งที่มันเกิดขึ้นในใจ มันเป็นความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆแล้วหลายครั้งที่ท้อเราก็กลับไปยืนที่กระจก ผมใช้วิธีนี้จริงๆ ผมจะดูกระจกแล้วผมถามตัวเองอย่างนี้ แล้วก็ยืนอยู่อย่างนั้นแล้วมันจะกลับมา เคยใช้แบบนี้ตั้งแต่ตอนกระชับพื้นที่ ศอฉ.ด้วย ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะจบลงยังไง เราอยู่ ศอฉ.ที่ร.๑๑ มีม็อบที่ราชประสงค์ ก็สู้กันเป็นเดือน ไม่รู้จะทำยังไง ไม่รู้จะปราบยังไง เพราะเขาคือคนไทยด้วยกัน ชาวบ้านที่มาชุมนุนก็เป็นคนไทยด้วยกันที่มา ปี ๕๓ ก็เครียดมาก เพราะเขาไม่ใช่ศัตรูไง ถ้าเป็นศัตรูนี่ง่าย แต่เป็นคนไทย แล้วเป็นคนไทยที่ถูกหลอกไปอีก ยิ่งยากไปอีกสิบเท่าร้อยเท่า ผมก็ยืนคิด มันจะออกยังไง จะทำยังไงดี แล้วก็ถูกโจมตีกล่าวหาจากคนที่ไม่ชอบก็มี เพราะมีสองฝ่ายใช่ไหมครับ ก็เกิดความรู้สึกได้ แล้วชีวิตตัวเองก็เปลี่ยนไปเลย ความเป็นส่วนตัวในชีวิตผมหายไปเลยตั้งแต่นั้นมา ไปที่ไหนคนจำได้ก็จำไป คนรักก็รัก คนเกลียดก็เกลียด
ธรรมดาถ้าเป็นนายดาว์พงษ์ไปเดินห้างก็สบายๆ แต่ทำไมต้องมาเป็นอย่างนี้ เอาหละ แต่พอสุดท้ายมันพิสูจน์แล้วถ้าไม่ทำประเทศเราก็จะไปไม่ได้ ยิ่งมาถึงช่วงนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ผมก็รู้สึกมากขึ้นถึงความจำเป็นที่จะต้องพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่าง ใช้สติปัญญาที่มีอยู่ให้เต็มที่ ทุ่มเทกับมันเพื่อจะแก้ปัญหาการศึกษาของชาติ ซึ่งเป็นความคาดหวังของทุกภาคส่วนเลยก็ว่าได้ สิ่งที่ผมต้องเผชิญก็คือว่า ในภายใต้ความคาดหวังก็คือว่า สังคมไม่ชอบรออะไรช้า ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งต่างๆทั้งหลายมันหมักหมมมานานเหลือเกิน แต่เมื่อเข้ามาแก้ต้องทำให้เร็ว เราต้องสู้กับสิ่งนี้ด้วย”

ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ผลพวงจากการศึกษาในวัยเด็ก
พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็นคนจังหวัดลพบุรี เป็นลูกทหารโดยกำเนิด เกิดในกรมทหารราบที่ ๓๑ รักษาพระองค์ บ้านดงสวอง ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ในวัยเด็กเรียนชั้นอนุบาล ๑ ที่โรงเรียนอนุบาลลพบุรีได้เพียงปีเดียว ก็ย้ายตามคุณพ่อมาเรียนที่โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ในสมัยนั้นคุณแม่เป็นอาจารย์สอนโรงเรียนสตรีวิทยา
“ประถมผมเรียนใกล้บ้าน ช่วงนี้แหละผมอาจจะโชคดีอยู่อย่างหนึ่ง ชื่อโรงเรียนนารีนิรมล เป็นโรงเรียนเอกชนครับ เจ้าของเป็นคนญี่ปุ่น คือทำให้ผมได้รับอะไรหลายอย่างที่โรงเรียนนี้ ก็ไม่ได้สอนอินเตอร์นะ สอนปกติ ก็ไม่น่าเชื่อว่าผมเล่นเบสบอลตั้งแต่ประถม ๕ เพราะเบสบอลเป็นกีฬาที่คนญี่ปุ่นเขาชอบกัน ผมก็ได้เล่นเบสบอลตั้งแต่ ป.๕ ซึ่งเด็กรุ่นเดียวกับผมไม่รู้จักเบสบอลหรอก ผมได้เล่นละ ก็ได้สัมผัสคุณครูซึ่งเป็นคุณครูสอนภาษาอังกฤษ ได้สัมผัสเพื่อนๆ ก็เป็นช่วงชีวิตที่ผมได้บทเรียนสมัยเด็กที่ดีมากส่วนหนึ่ง จากนั้นก็มาเข้าสาธิต มศว ประสานมิตรเรียนมัธยม
มีพี่น้อง ๗ คน ผมเป็นคนที่ ๔ แต่เป็นผู้ชายคนแรก มีพี่สาว ๓ คน ก็มาเข้าสาธิตประสานมิตรกันหมด ๗ คน เพราะคุณแม่ย้ายมาเป็นอาจารย์สาธิตประสานมิตรด้วย พอได้เรียนสาธิตมันก็ได้เห็นรูปแบบใหม่ ผมได้แนวคิดลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ มาจากประสานมิตร สมัยนั้นผมได้ใช้เวลาช่วงบ่ายได้เรียนรู้ในสิ่งต่างๆ ที่เขาสอนตั้งแต่ มศ.๒ มันก็ช่วยอะไรผมได้ในอนาคต ก็เป็นแนวทางหนึ่ง หลังจากนั้นน่าจะเป็นเพื่อนในรุ่นสาธิต มีสองคนที่มาสอบเตรียมทหาร เพราะเด็กสาธิตไม่ค่อยมาสอบเตรียมทหาร ก็มีทหารเรือเพื่อนผมคนหนึ่ง แล้วก็มีผม ในปีนั้นจนถึงเป็นทหารจนทุกวันนี้”
พลเอกดาว์พงษ์เผยถึงที่มาของโครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ว่า กระทรวงศึกษาธิการพบเด็กไทยมีจำนวนชั่วโมงเรียนในห้องมากเกินไปเป็นอันดับต้นๆ ของโลกในหลายช่วงอายุ จากผลสำรวจของ UNESCO (ป.๓/อายุ ๙ ปี เรียนมากเป็นอันดับ ๒ ของโลกมีเวลาเรียน ๑,๐๘๐ ชั่วโมง/ปี, ป.๕/อายุ ๑๑ ปี เรียนมากเป็นอันดับ ๑ ของโลก มีเวลาเรียน ๑,๒๐๐ ชั่วโมง/ปี, ม.๑/อายุ ๑๓ ปี เรียนมากเป็นอันดับ ๘ ของโลก มีเวลาเรียน ๑,๑๖๗ ชั่วโมง/ปี)ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าเด็กๆ เรียนในห้องเรียนมากเกินพอดี ทำให้เกิดความเครียด ไม่มีความสุขในการเรียน ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนต่ำ นั่นเกิดจากความไม่พอดีในจำนวนเวลาเรียนในห้องเรียนที่โรงเรียนต่างๆ จัดการศึกษาให้เด็กนั่งฟังในห้องอย่างเดียวและสอนเนื้อหาวิชามากเกินกว่าจำนวนชั่วโมงที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด
จึงเป็นที่มาของแนวคิดในการลดเวลาเรียนโดยการนั่งฟังในห้องเรียนให้มีจำนวนชั่วโมงที่มีความพอดี และใช้เวลาที่ปรับลดไปด้วยการปรับวิธีสอนใหม่ให้เด็กเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริงที่ไม่ใช่การนั่งฟังในห้องเรียน โดยยังคงเวลาในการศึกษาในโรงเรียนในแต่ละวันตามเดิม ไม่ทำให้ผู้ปกครองต้องเดือดร้อนในเรื่องเวลาที่ต้องฝากลูกไว้ที่โรงเรียน
โครงการนี้มีกิจกรรมหนึ่งคือ Heart เป็นกิจกรรมที่สอนให้เด็กรู้จักคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต มีสติปัญญาในการดำเนินชีวิต นอกจากนี้ยังสามารถใช้กิจกรรมนี้ปลูกฝังค่านิยมให้กับเด็กๆ เพื่อให้เด็กไทยได้เติบโตเป็นคนดีของสังคม สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข กิจกรรม Heart ในโครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้นี้ จึงเป็นกิจกรรมที่ปลูกฝังให้เด็กมีความรู้ควบคู่คุณธรรม เพื่อนำไปใช้ในการสร้างสังคมไทยที่ดีต่อไปในอนาคต
โครงการนี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๘(พ.ย.๕๘)ในโรงเรียนนำร่อง ๔,๑๐๐ โรงเรียนทั่วประเทศ ผลการดำเนินการโครงการเมื่อสิ้นปี ๒๕๕๘ พบว่ามีความพึงพอใจร้อยละ ๗๕ และกำลังรอการประเมินผลการศึกษาเมื่อจบภาคการศึกษา

ก้าวสู่โลกทหารด้วยความท้าทาย
หลังจากเรียนจบ ม.๓ ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตรพลเอกดาว์พงษ์ก็ท้าทายตัวเองด้วยการสมัครสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า “จะสู้เขาได้ไหม” โดยไม่รู้เลยว่าเส้นทางที่ตนท้าทายอยู่ในวันนั้นจะทอดยาวมาไกลจนวันนี้
“อาจจะเป็นเพราะคุณพ่อเป็นทหารอยู่แล้วก็เห็นอยู่ คือผมชอบท้าทายเหมือนกัน ทราบมาว่าเตรียมทหารคนสอบเยอะ อยากจะไปดูสิว่าจะไหวไหม สู้เขาได้ไหม ก็ไปสอบ ก็โชคดีที่สอบได้ ส่วนหนึ่งคุณพ่อเป็นทหารอยู่แล้ว แล้วก็ชอบที่จะท้าทาย ตอนนั้นเตรียมทหารจะสอบก่อนเตรียมอุดมนะ สอบไม่ตรงกัน พอเข้าเตรียมทหารได้ก็โอเค ก็เต็มใจมาเป็นทหาร ‘ไม่เคยคิดเลยว่าเลือกอะไรผิดเลือกอะไรถูก’แต่ผมย้อนไปนะ ผมจะใช้ประสบการณ์ตัวเองในตำแหน่งหน้าที่ด้วย ผมมองว่าตอนผมเป็นเด็ก ผมรู้ตัวตอนไหนว่าผมชอบอะไร ถ้าเรารู้ตัวได้เร็ว เราก็จะเดินถูกเส้นทางได้เร็ว ผมถามตัวเองว่าตอนนั้นเรารู้ตัวตอนไหน ผมแทบจะไม่รู้เลย การที่มาเลือกเตรียมทหารก็เพราะสองเหตุผล ความที่คุณพ่อเป็นทหารและความท้าทายที่ตัวเองชอบ แต่ก็ยังไม่รู้ตัวเองว่าเหมาะกับทหารรึเปล่า”
เมื่อย้อนดูทางเดินของตัวเองในชีวิตการเรียนที่ผ่านมา จนกระทั่งการสอบเข้าเตรียมทหารได้ทั้งที่ตัวเองยังไม่รู้เลยว่าชอบหรืออยากเป็นทหารมากน้อยเพียงใด จากจุดนี้ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการฉุกคิดว่า “แล้วเด็กสมัยนี้หละ” พวกเขาจะหันไปปรึกษาใครเกี่ยวกับทางเดินชีวิตในการเรียนจนถึงทำงาน ถ้าไม่ใช่ “ครูแนะแนว”
“ผมก็ย้อนดูว่า เอ แล้วเด็กสมัยนี้หละ เด็กสมัยนี้อาจจะมีโอกาสที่ดีกว่าผม เพราะว่าเขาจะมีสื่อหลายสื่อที่เขาจะเข้าถึงได้ สมัยก่อนเราไม่มีหรอกครับ ก็ฟังจากคุณครูเท่านั้นเอง แล้วไม่มีครูแนะแนวด้วย สมัยนี้ดีขึ้นแล้ว แต่อันนี้เป็นแรงจูงใจให้ผมหันมาดูเรื่องการแนะแนวในกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งหายไปนานแล้ว แต่เรื่องแนะแนวจุดตัดสินใจสุดท้ายคือวันที่ ยุวโฆษกของรัฐบาลมาพบผม แล้วเด็กคนหนึ่งเขายกมือ เขาอยู่มหาวิทยาลัย เขาบอกเขาเรียนภูมิศาสตร์ อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขาไม่รู้จะไปทำงานอะไร เอกภูมิศาสตร์ เขาต้องการการแนะแนว ผมก็เลยบอกขอบคุณมาก จุดประกายผมทีเดียว ผมต้องหันมาให้ความสำคัญเรื่องการแนะแนว และทุกระดับด้วยนะ ไม่ใช่แค่ ม.ต้น อาชีวะ อุดมศึกษาก็ต้องให้ความสำคัญ”

สิ่งที่ได้จากโรงเรียนนายร้อย
“ข้าพระพุทธเจ้าจะรักษามรดกของท่านไว้ด้วยชีวิต” เป็นถ้อยปฏิญาณของเหล่านักเรียนนายร้อยต่อหน้าพระบรมรูปรัชกาลที่ ๕ ซึ่งกึกก้องในความทรงจำของพลเอกดาว์พงษ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คือความจงรักภักดีที่ถูกฝังในสายเลือด พลเอกดาว์พงษ์ใช้คำว่า “เป็นทุกอย่างในการประพฤติปฏิบัติ”
“คำพูดนี้ติดอยู่ในใจตลอดเวลา ผมก็ยังใช้มาตลอดทุกวันนี้ คือไม่ได้สักแต่ว่านึกหรือว่าปฏิญาณ แต่เราถูกสอนให้ฝังสิ่งนี้ในสายเลือด เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่มาเกิดกับพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์เราก็จะถวายชีวิตให้ คือปกติต้องถวายชีวิตอยู่แล้ว ต่อคนไทย ต่อพระมหากษัตริย์ แต่เผอิญเราได้พระมหากษัตริย์ที่ประเสริฐที่สุดแล้ว พระองค์ท่านไม่เคยมีจุดใดที่ไม่ดีเลย ผมได้มีโอกาสใกล้ชิดสองพระองค์ในช่วงชีวิตหนึ่ง ตอนที่ผมเป็นผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเพชรบุรี ซึ่งตอนนั้นพระเจ้าอยู่หัวยังไม่ประชวรขนาดนี้ พระองค์ท่านก็ประทับที่วังไกลกังวล ผมต้องไปถวายงานทุกวัน ช่วงเย็นที่พระเจ้าอยู่หัวทรงออกกำลังพระวรกายก็จะไปยืนเป็นแถวพระองค์ท่านก็จะเสด็จพระราชดำเนินเดินรอบพระราชตำหนักวังไกลกังวล และผมก็ได้เฝ้าสมเด็จพระนางเจ้าฯสลับวันกัน
ที่ผมได้เห็นพระองค์ท่านคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมได้เห็นพระอัจฉริยภาพ บางคนใช้คำว่าพระองค์ท่านเป็นปราชญ์นะ แต่จากที่ผมได้สัมผัสพระองค์ท่านเป็นเทพในความรู้สึกผม และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมี ‘Sensible’ มากทีเดียว ใครได้ใกล้ชิดพระองค์ท่านแน่นอนก็จะกลัว แต่พระองค์ท่านก็จะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและได้ถวายงานในความรู้สึกผมนะ
ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระองค์ท่าน ‘ไม่เคยมองใครไม่ดีเลย’ บางคนทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ดี แต่พระองค์ท่านว่าอย่างไรรู้ไหม ทรงรับสั่งทำนองที่ว่า ‘เราก็ต้องพยายามหาส่วนดีทำให้เขาทำดีสิ’ ไปชวนให้เขาทำดี หาทางให้เขา คือหน้าที่เรา ทั้งที่คนนี้มันไม่ดีนะ แต่ท่านก็ไม่ได้ว่าคนนี้ไม่ดีนะ ถ้าใครได้ใกล้ชิดก็ต้องทำให้เขาดี ผมก็โอ้โห เจ้านาย แล้วใครที่ให้ร้ายเจ้านายทั้งสองพระองค์นี่เราก็ทนไม่ได้อยู่แล้ว นอกเหนือจากงานปกติที่เราปฏิญาณแล้วได้ถวายงานด้วยทำให้เรารู้สึกอย่างนั้น ฉะนั้นแนวทางทุกแนวทางที่พระองค์ท่านพระราชทานมาทั้งสองพระองค์จนมาถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯหรือเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ก็แล้วแต่ ใช้คำว่าทุกแนวพระราชทาน ‘Visible’ หมด แล้ว ‘Sensible’ ด้วย ผมยืนยัน
ในช่วงที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมได้มีโอกาสไปกล่าวในเวทีประชุมนานาชาติ ทุกครั้งผมจะให้เจ้าหน้าที่ไปดูว่าเรื่องนี้เข้าคู่กับแนวพระราชดำริเรื่องไหนไม่เคยมีครั้งไหนที่ไม่ได้เลยนะ ได้ทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม มาอยู่กระทรวงศึกษาธิการก็ได้อีกครับ ผมก็ต้องอ้างอิงแนวพระราชดำริไปพูดให้ชาวโลกเขาฟังทุกครั้งแล้วก็ได้ผลทุกครั้ง อันนี้ผมว่าเป็นที่ยืนยันอยู่แล้ว จากสหประชาชาติ แม้กระทั่งท่านโคฟี อันนันท่านก็มาถวายรางวัลให้พระเจ้าอยู่หัว ผมจึงบอกว่าทุกอย่าง Visible และ Sensible”

เอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต ?
“ถ้าตอบชัดเลยก็อาจจะไม่ใช่ คือต้องยอมรับตรงๆ ว่าก่อนหน้านี้ก็ใช้ชีวิตปกติ มีเกิดปัญหาบ้างและก็ไม่เกิดปัญหาบ้าง” เมื่อมองย้อนอดีตชีวิตที่ผ่านมาพลเอกดาว์พงษ์มองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต เมื่อเอามาจับคู่กับหลักเศรษฐกิจพอเพียงในปัจจุบันก็พบว่าสามารถเป็นทางออกของปัญหาได้ แต่น่าเสียดายตอนนั้นแนวทางตามพระราชดำริยังไม่เป็นที่เข้าใจและนำไปปฏิบัติเท่าที่ควร
“พอมาศึกษาแนวทางตามพระราชดำรินี้ได้ชัดเจนขึ้น ย้อนกลับไปดูครับ ถ้าผมใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาตั้งนานแล้ว ปัญหาที่เคยเกิดมันจะไม่เกิด พอย้อนกลับไปดูจะรู้ว่ามันไม่เกิดถ้าเราทำอย่างนั้น ที่เราทำแล้วไม่มีปัญหาเราจับคู่แล้วมันใช่นี่นาแนวทางพระเจ้าอยู่หัว พูดง่ายๆ แม้กระทั่งจะเล่นหุ้นนะ พูดตรงๆ เราก็ต้องมีภูมิคุ้มกัน ต้องเรียนรู้ให้จริง ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้หน่อย ไม่ใช่หลับหูหลับตาแห่ตามเขาไปโดยไม่คิดถึงอะไร แต่ว่าสามารถเข้าได้หมดถ้ารู้จักหยุดคิดสักนิดหนึ่ง และแนวของพระองค์ท่านก็ไม่ได้หนีแนวของพระพุทธศาสนา
เศรษฐกิจพอเพียงที่ท่านพระราชทานให้เราคนไทยได้ตระหนัก มีอยู่ช่วงหนึ่ง ช่วงต้นๆ คนไทยไม่เข้าใจ แม้กระทั่งส่วนราชการเอง คือไปเข้าใจว่าต้องประหยัดโน่นประหยัดนี่อยู่ในมุมเดียว แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น พระองค์ท่านให้รู้จักพอกินพอใช้ มีมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย ทำไป แล้วยืนยันได้เลยว่า ยิ่งเราเห็นภายใต้สภาวะโลกที่มันเปลี่ยนแปลงทุกวันนี้นะ ภัยแล้งที่เกิดขึ้น น้ำมันลดราคาบ้างหรือแพงบ้าง แล้วก็รบกัน ถ้าเรายืนตามแนวพระองค์ท่านเราอยู่ได้ แต่ที่ผ่านมาเราทำน้อยไป คนไทยทำน้อยไป ลืมไป อาจจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ แต่ว่าส่งผลถึงปัจจุบัน แต่ยังไม่สายครับที่เราจะปรับตัว
ผมทำงานมาตลอดช่วงชีวิตตั้งแต่เด็กๆ จนถึงโตผมก็ใช้หลักพระพุทธศาสนาเหมือนกัน ผมจะใช้แนวอริยสัจ ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค)ในการทำงาน คือ เวลาลงทำงานผมจะต้องลงลึกในรายละเอียดของปัญหาให้แตกฉานเลย ว่ามีกี่ปัญหา พอได้ปัญหาแล้วก็ต้องหาสาเหตุของมัน ในทุกปัญหาย่อมมีสาเหตุมาจากอะไร พอได้สาเหตุมาแล้วก็มาดูว่าแนวทางแก้ไขเป็นอย่างไร พอได้แนวทางแล้วก็จะมาถึงวิธีการแก้ปัญหา ใช้วิธีนี้มาตลอดชีวิตผมเลย ถึงปัจจุบันก็ยังใช้อยู่ แล้วยิ่งปัญหาที่มันยุ่งยาก ปัญหาที่มันมากมายถ้าไม่ใช้ระบบนี้จัดมันจะแก้ไม่ได้ ถ้าแก้เป็นชิ้นๆ มันจะส่งผลกระทบต่ออีกด้านหนึ่ง ผมต้องเอาตัวนี้มาใช้แล้วก็ใช้ได้ผล ได้หรือไม่ได้ไม่รู้แต่อย่างน้อยก็ทำให้ผู้ร่วมงานผมได้เข้าใจวิธีการทำงานมากขึ้น แล้วก็ชัดเจนในการทำงาน เป็นสิ่งที่ผมใช้อยู่”

โครงสร้างการศึกษา ปัญหาระยะยาว
การจะปรับโครงสร้างการศึกษาได้ หัวใจสำคัญพลเอกดาว์พงษ์มองว่า ต้องสร้างความเชื่อมั่นในผู้ร่วมงานให้ได้ กล่าวคือกระทรวงศึกษาธิการมีบุคลากรรวมทั้งครูทั่วประเทศทั้งสิ้นประมาณ ๘ แสนคน หากทุกคนเชื่อมั่นในผู้นำก็จะทำให้งานมีประสิทธิภาพ และสามารถเดินไปในทางที่ถูกต้องได้พร้อมๆ กัน เพราะบุคลากรทางการศึกษาเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถอยู่แล้ว
“สิ่งที่ผมต้องทำคือ ๑ แสดงให้เขาเห็นว่าผมไม่มีอะไรซ่อนเร้นในการที่มาทำงานที่นี่ ๒ แสดงให้เห็นว่าผมไม่มีผลประโยชน์ หรือจะมาหาผลประโยชน์ในกระทรวง สองอย่างนี้ถ้าเขาเชื่อ ที่เหลือคือความรู้ที่ผมต้องปล่อยออกมา ก็จะไปกันได้ถึงเวลานี้ผมก็ไม่รู้ว่าได้แค่ไหน แต่ผมก็ขอบคุณในความร่วมมือของข้าราชการทั้งหมด พอย้อนไปถึงการปรับโครงสร้าง มันคงต้องมีครับ ผมต้องหารือร่วม ต้องฟังทั้งข้าราชการข้างใน แล้วก็ต้องฟังทั้งคนนอกที่เขามองเข้ามา ข้อดีมีอยู่อย่างหนึ่งที่ท่านนายกส่งผมมา ผมไม่ได้อยู่กระทรวงศึกษามาตั้งแต่เกิด ทำให้ผมไม่ยึดติดกับอะไรในนี้ ผมสามารถจะมองนอกกรอบได้ กล้าคิด กล้ามองนอกกรอบ และต้องเห็นผลภายในช่วงโรดแม็ปนี้
เอาปัญหามาดูก่อนเลยครับ ถ้าปัญหามันแก้ได้ด้วยตัวของมันเองก็ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน แต่ดูแล้วมันไม่ใช่ แล้วการแก้ปัญหา การแก้โครงสร้างไม่ใช่เพื่ออำนาจ เชื่อไหม เราเอาเด็กนักเรียนเป็นตัวตั้งก่อนเลยนะ แล้วถอยกลับมา จากนักเรียน มาครู มาผู้อำนวยการโรงเรียน มาเขตพื้นที่ มาเลขาธิการแต่ละท่าน ย้อนกลับขึ้นมาว่ามันอยู่ตรงไหน อะไรทำให้เด็กเรียนไม่เก่ง อะไรทำให้เด็กเครียด อะไรทำให้เด็กไม่มีความรู้ นั่นแหละคือตัวแก้ นำมาซึ่งการแก้โครงสร้าง ไม่ใช่แก้โครงสร้างเพื่อการมีอำนาจหรือรวบอำนาจ ตัวนั้นไม่เคยมาคิด
ถ้าผมจะแก้ผมจะอธิบายได้หมดว่า“มันจะโยงถึงเด็กยังไง ต้องมีคำตอบนี้เท่านั้น ไม่งั้นผมไม่ทำ”

แนวทางสร้างเสาเข็มให้กระทรวงศึกษาธิการและเยาวชน
ปัญหาที่กระทรวงศึกษาธิการพบหลักๆ มีถึง ๓๑ ปัญหา แบ่งได้เป็น ๖ กลุ่มคือ ๑.หลักสูตรการเรียนการสอน ๒.ปัญหาเรื่องการผลิตและพัฒนาครู ๓.ปัญหาเรื่องการประเมิน ทั้งครู โรงเรียน นักเรียนรวมถึงการสอบโอเน็ตและการสอบต่างๆ ๔.เรื่องของ ICT เพื่อการศึกษา ๕.การผลิตคนไม่ตรงกับความต้องการของประเทศ ๖.ปัญหาการบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการ
ทุกปัญหาพลเอกดาว์พงษ์กล่าวว่า มีแผนงานที่จะรองรับเรื่องการแก้ปัญหาทั้งหมด ทั้งระยะสั้นระยะยาว
“มีบางคนมาบอกผมว่า ครูเป็นหัวใจ ต้องแก้ปัญหาครู ผมไม่เถียงเลยว่าครูเป็นหัวใจ แต่ต้องถามคุณครูจะดีได้ คนที่จะทำให้คุณครูดีได้คือใคร ผู้อำนวยการโรงเรียนใช่ไหม คือผู้อำนวยการนี่แหละเป็นกุญแจสำคัญ ถ้าผู้อำนวยการดีเก่ง ใช้ได้ ครูก็ไปได้ คือผมยังเชื่อมั่นว่าครูผมเป็นคนมีความรู้ แต่เขามีปัจจัยอื่นมากระทบผมต้องแก้ให้เขาก่อน การเรียกครูมาอบรมกระทรวงศึกษาทำมาเยอะแล้ว อบรมคุณลักษณะใช้เงินที ๑-๒ พันล้าน ในการเรียกครูมาเวิร์คช็อป ค่าโรงแรมค่าอะไร แต่เราพบแล้วว่ามันไม่ตอบโจทย์นี้ เพราะว่าสภาพแวดล้อมอื่นไม่ได้ถูกแก้ พอผมไม่ได้เร่งสปีดตัวนี้สังคมก็อาจจะมองว่าผมไม่ได้แก้ที่ครู ผมกำลังแก้ที่ครูเลยตอนนี้ หัวใจเลย ไม่ว่าจะเป็นการปรับหลักสูตรให้มันกระชับขึ้น ตรงขึ้น ตรงกับวัยเด็กมากขึ้น การปรับวิธีการประเมินคุณครูเอง โรงเรียนเอง เพื่อลดภาระของครูในการทำงานที่เกี่ยวกับการประเมินนอกจากนี้ยังมีโครงการหาครูมาเติมให้ในสาขาที่ขาดแคลนในพื้นที่ที่ขาดแคลน
การหาครูมาเติมเรามีอยู่สองแผนหลัก ระยะสั้นกับระยะยาว ระยะสั้นคือโครงการคืนครูผู้ทรงคุณค่า ก็คุณครูที่เกษียณนี่แหละครับ เกษียณแล้วก็เชิญท่านกลับมาสอนหน่อย ตอนนี้บางโรงเรียนก็มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะทางต่างจังหวัด คือครูที่เกษียณแล้วก็ยังมาช่วยสอนโดยไม่คิดค่าตอบแทน แต่เรามีเงินให้แล้วคราวนี้ เราตั้งเป้าไว้ปีนี้ เนื่องจากเป็นโครงการที่เพิ่งเริ่มใหม่การจัดตั้งงบประมาณก็เลยไม่ได้เตรียมการไว้ ก็ใช้วิธีเกลี่ยมา ก็จะได้ประมาณหนึ่งพันที่ เฉพาะสาขาที่ขาดนะครับ วิทย์ คณิตฯ ภาษาอังกฤษ ก็เชิญครูเกษียณที่มีโปรไฟล์หน่อย ให้ท่านอยู่ใกล้บ้านท่าน ปี ๕๙ นี้ ๑,๐๐๐ อัตรา จะเริ่มพฤษภาคม ๕๙ แต่ปี ๖๐ ตั้งไว้ ๑๐,๐๐๐ อัตราเลย คุณครูที่เกษียณทั้งหลาย เพราะปีหนึ่งเกษียณ ๒๐,๐๐๐ คนนะ แล้วที่เก่าๆ อีกที่ยังเก่งๆ อีกหลายคน แล้วก็จะได้มาเป็นโค้ชให้กับครูใหม่ด้วยในตัว นี่คือระยะสั้น”
ในส่วนการแก้ปัญหาระยะยาวคือการจัดสรรหาครูเก่ง ครูดี คืนสู่ท้องถิ่นที่ขาดแคลน ชื่อเดิมคือคุรุทายาท ภายหลังเปลี่ยนใหม่เป็นโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เป็นการแก้ปัญหาครูที่มีคุณภาพระยะยาว โดยคัดเลือกนักเรียน ชั้น ม.๖ และนักเรียนระดับ ปวช. ที่มีผลการเรียนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐ มาเข้าโครงการ โดยมีการประกันการมีอาชีพในท้องถิ่นของตัวเองหลังจากจบการศึกษาและจะกำหนดเวลาให้ทำงานในท้องถิ่นนั้นในห้วงระยะเวลาหนึ่งโดยไม่มีการปรับย้ายไปท้องถิ่นอื่น โครงการนี้จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครูในโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลได้ และทำให้เด็กได้รับความรู้จากครูเก่งที่มีคุณภาพ
“นี่คือสิ่งที่ผมกำลังแก้ให้คุณครูอยู่ ย้อนกลับไปที่โครงการคุรุทายาท ผมถามสภานักเรียนที่มาพบผมนะครับ ถามทั้งยุวโฆษกเด็กๆ ที่เขามาจากทั่วประเทศ บอกผมมีโครงการนี้หนูเอาไหม ยกมือกันใหญ่เลย ทำไมจะไม่ยกมือล่ะครับ พอจบ ม.๖ ถ้าคะแนนเกรดเฉลี่ย ๓.๐๐ ขึ้นไป เข้าโครงการเลย รู้อยู่แล้วบรรจุเป็นครูรออยู่แล้ว ทุกคนเฮหมดเลย ก็เป็นโอกาสของเรา เราก็จะช้อนเด็กเก่งมาซะก่อนก่อนที่เขาจะเลี้ยวไปทางอื่น อันนี้ใช้เวลาปีละ ๔ พันคน เอามาจาก ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของครูที่เกษียณ อีก ๗๕ ก็สอบเหมือนเดิม แข่งกันเหมือนเดิมสอบครูผู้ช่วย ที่เขาแข่งกันอยู่ แต่เราเอามา ๒๕ เปอร์เซ็นต์”

ความหวัง : ความร่วมมือในหน่วยงาน
เมื่อถามถึงความหวังในการขับเคลื่อนการศึกษาชาติท่ามกลางปัญหาที่พบมากมาย ทั้งยังเป็นปัญหาที่หมักหมมสะสมเรื่อยมาเป็นเวลานาน อีกทั้งเป็นความคาดหวังของคนในประเทศที่อยากให้มีการแก้ไขให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตามพลเอกดาว์พงษ์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการย้ำว่า “ยังมีความหวัง” เพราะยังมีฟันเฟืองตัวเล็กๆ ที่พร้อมจะสนับสนุนร่วมมือ แม้จะเหนื่อยยากปานใดก็ตาม
“ผมมีความหวังมากนะ เพราะผมเห็นในความร่วมมือของลูกน้องผม ตั้งแต่ท่านปลัดไปถึงคุณครู แต่ผมต้องทุ่มเทให้กับเขา วันนี้มีลูกน้องมาเตือนผมนะ ทำไมผมจะไม่ขอบคุณลูกน้องผม ผมบอกว่าเราประชุมสั่งโน้นสั่งนี่ทั้งวันเลยตั้งแต่เช้าถึงเย็น แฟ้มไม่เคยได้เซ็น ต้องกลับไปเซ็นบ้าน เขาบอกใช่ครับพี่เหนื่อยผมรู้ แต่พี่ทราบไหมครับว่าที่พี่สั่งไปหนึ่งเฟืองตัวน้อยๆ ต้องไปหมุนอีกร้อยๆ คน ฉะนั้นทุกคำสั่งที่ผมสั่งไป ลูกน้องผมจะต้องไปปั่นจี๋กันอีกเท่าไหร่ เออจริง แต่งานมันออกแสดงว่าเขาเต็มที่
เพราะผมเคยทำงานมาก่อน ผมเคยตัดต่อวีดีโอมาแล้วด้วยนะ ผมจำได้เลยว่าผมไปตัดต่อวีดีโอเรื่องการสวนสนาม เป็นผู้ช่วยฝ่ายกิจการพลเรือนพล. ๑ รอ. คือทุกวันเฉลิมพระชนมพรรษาเราจะต้องเอาเทปของ ผบ.พล. มาออก เราก็เตรียมสคริปต์ไว้ เหลือตอนสุดท้ายคือการสวนสนามวันที่ ๓ ธันวาคม ต้องรอเอาเทปสุดท้ายมาใส่ แล้วการตัดต่อสมัยก่อนเครื่องมันไม่ค่อยดี ผมทำตั้งแต่ทุ่มหนึ่งถึงเจ็ดโมงเช้า เพื่อจะเอาแค่สี่นาทีช่วงการสวนสนามใส่ลงไปเพื่อจะฉายก็เคยทำมาแล้ว เลยรู้ถึงเบื้องหลังว่าลูกน้องต้องเหนื่อยขนาดไหน ก็เลยเข้าใจ ผลที่เราได้รับคืองานมันค่อยๆ ออกมาจะช้าบ้างเร็วบ้างก็เป็นหน้าที่ที่ผมจะต้องช่วยเขาขับเคลื่อน ช่วยแก้ปัญหา ผมนึกอย่างนี้ ผมไม่เคยโกรธลูกน้องว่าช้าหรือเร็ว
ผมเข้าในเฟืองตัวน้อย ผมเคยตัดหญ้านะ คุมทหารตัดหญ้าเพื่อเตรียมงานผมรู้เลยว่า จะถึงวันสถาปนาหรือวันสำคัญ สภาพต้องเรียบ ที่นายเห็นกว่าจะมาเป็นวันนี้ต้องทำกันขนาดไหน ผมเคยทำมาแล้ว เคยคุมทหารมาแล้ว จึงรู้เบื้องหลังของลูกน้อง คือสิ่งหนึ่งที่อาจเป็นเพราะว่าช่วยให้ผมทำงานผ่านมาได้แล้วลูกน้องเข้าใจผมคือ ผมเอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นหัวใจที่ผมคิดมาเสมอ เวลาคิดอะไรทีจะนึกถึงใจลูกน้องว่าเขาจะเป็นยังไง เขาจะทำอะไร
แต่ผมมีความหวังที่จะไปได้ไม่มากก็น้อย อย่างน้อยในช่วงเวลาที่คาดว่าผมจะอยู่ที่นี่อีกปีครึ่งตามโรดแม็ป ถ้าเป็นไปตามนั้น จะมีอะไรออกมาเป็นแนวทางของกระทรวงการศึกษาธิการ จะถูกใจหรือไม่ถูกใจก็ต้องพยายามทำให้มันถูกต้อง”

สิ่งที่อยากฝาก : การให้และเสียสละ
สำหรับเด็กและเยาวชนรวมถึงผู้คนในสังคมปัจจุบัน พลเอกดาว์พงษ์มองว่า การให้และการเสียสละซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญในการอยู่รวมกันภายใต้การพัฒนาไปข้างหน้า ปัญหาในสังคมในวันนี้เกิดขึ้นจากการไม่ยอมเสียสละซึ่งกันและกัน ดังจะเห็นได้ตามสื่อต่างๆ จากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ลุกลามเป็นเรื่องใหญ่โตส่งผลเสียถึงอนาคต เมื่อมองย้อนไปถึงสาเหตุก็พบว่า เกิดจากการไม่ยอมให้หรือเสียสละกันแค่นั้นเอง
“มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ คือเรื่องการให้เผื่อแผ่แบ่งปัน ผมถือเป็นนโยบายของกระทรวงฯ ผมต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็กจนถึงอุดมศึกษา ผมมองว่ากลุ่มอุดมศึกษาเป็นกลุ่มหัวเลี้ยวหัวต่อถ้าเขาแข็งแกร่งมีภูมิคุ้มกันที่ดีและมีความรู้ เขาจะนำน้องแล้วจะนำสังคม ผมก็มองอย่างนี้ ผมก็มองเรื่องการให้ลองดูสิปัญหาหลายปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมมันเกิดจากการไม่รู้จักเสียสละ เผื่อแผ่แบ่งปัน ผมว่าถ้าตัวนี้มามันจะนำอะไรหลายๆ อย่าง”
“ผมเป็นทหารมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษาธิการ ผมไม่เคยคิดหรอกว่าจะมาเป็น เคยคิดแต่ว่าเมื่อเกษียณแล้วก็จะไปเที่ยวกับท่านนายกนี่แหละ ตั้งเป้ารอกันอยู่ ผมเกษียณก่อนท่านปีหนึ่ง (เพื่อนเตรียมทหารรุ่นเดียวกัน) แต่นายกเรียนเก่ง นายก pass ชั้นตั้งแต่เด็กๆ ถ้าปกติต้องจบพร้อมผมนี่แหละ ก็ตั้งใจว่าพอเกษียณแล้วจะไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่กัน ก็ไม่ได้เที่ยวหรอกครับ ก็ทิ้งไปละ สุดท้ายก็กลับมาทำงานกันอย่างนี้ ก็เคยคุยกับท่านนายกครับ ก็มันเป็นดวงชะตาลิขิตที่เราต้องมาทำงานร่วมกัน” พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

 

แผนที่มูลนิธิครอบครัวพอเพียง

Map