เรื่องราวใหม่ ๆ

  1. ตารางกิจกรรม
  2. การ์ตูนครอบครัวพอเพียง

กิจกรรมมอบป้ายประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชัน

ทางคณะกรรมการมูลนิธิฯจึงได้จัดทำโครงการครอบครัวพอเพียงสู่สถานศึกษาและชุมชน เพื่อเป็นการสร้างแนวร่วมในการส่งเสริมการเรียนรู้ให้เกิดผลอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม รวมไปถึงการมุ่งเน้นดำเนินการรณรงค์ปลุกกระแสให้เยาวชนไทย รู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รู้รักสามัคคี รู้สิทธิและหน้าที่พลเมืองดี ร่วมปกป้องผลประโยชน์ของบ้านเมือง และตื่นตัวที่จะคิดดี ทำดี ร่วมมือร่วมใจกันต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อประเทศไทยพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

สัมภาษณ์พิเศษ

แนวทางชีวิตและการดำเนินงานภายใต้
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
นายประเสริฐ หอมดี
ผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา

สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษามีภารกิจหลัก คือ ทำหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการฝึกอบรมเตรียมผู้บริหารสถานศึกษา (Pre-Promotional Training) พัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งผู้บริหารประจำการ (In-Service Training) การฝึกอบรมเฉพาะสาขาวิชา (Specialized Training) การฝึกอบรมในประเทศ และการประชุมนานาชาติ (International Conference) นอกจากนี้ ยังจัดประชุมสัมมนาระดมความคิดเกี่ยวกับการบริหารการศึกษาตามความต้องการของกรมกองต่างๆ และได้ปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายและแผนพัฒนาผู้บริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการอย่างต่อเนื่อง

นิตยสาร IS AM ARE ครอบครัวพอเพียงได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ หอมดี ผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา มาเปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินงานภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนเรื่องราวความเป็นมาของชีวิต แนวคิด และประสบการณ์ต่างๆ ถ่ายทอดให้ผู้อ่านโดยเฉพาะเยาวชนได้ค้นคว้าหาสาระในมุมต่างๆ เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตต่อไป

เบ้าหลอมจากครอบครัวสู่การทำงานจริง
ผมโตมาจากสังคมบ้านนอกที่จังหวัดนครพนม จากโรงเรียนปิยะมหาราชาลัย คุณแม่ค้าขาย คุณพ่อทำนา ถ้าพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมันเหมือนวิถีชีวิตเราเอง ผมเคยทำนาทุกขั้นตอนตั้งแต่ขนมูลวัวมูลควายไปลงที่นาหน้าแล้ง ไถ่นา ลงกล้า ถอนกล้า ดำนา เกี่ยวข้าว นวดข้าว ผมทำมาหมดครับ บ้านผมครอบครัวใหญ่ ๙ คน ผมเป็นคนกลางพอดีคนที่ ๕ ผมเรียนโรงเรียนเทศบาลมาถึงโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดนครพนมแล้วก็ได้มีโอกาสมาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
บ้านผมอาจได้แบบอย่างที่ดีถึงแม้มีรายได้ไม่เยอะ ต้องค้าขายผมเองยังต้องช่วยแม่ค้าขายตั้งแต่เด็ก ไปโรงเรียนต้องเอาขนมไปขายให้เพื่อนๆ ด้วย เรามีสถานะไม่ดี แต่ที่บ้านสอนว่าลูกคนโตต้องดูแลน้องๆ แล้วแม่ก็จะสอนมาเป็นขั้นๆ ลูกคนเล็กต้องทำได้ตั้งแต่ถูบ้านกวาดบ้าน พอโตมาหน่อยช่วยล้างจาน พอโตขึ้นมาอีกหน่อยทำกับข้าว เป็นเรื่องปกติไม่ใช่แม่สั่งให้ทำนะ แต่เราทำเป็นปกติ พอศึกษาจบมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปริญญาตรี ผมก็มาทำงานครั้งแรกอยู่ในกรุงเทพครับ ตอนนั้นเป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ผมอยู่นั่น ๒ ปี ดูแล้วไม่ค่อยตรงกับวิถีผมมาก คือชีวิตผมเหมือนกับเด็กใหม่เขาเรียกว่าเด็กไฮเปอร์คืออยู่นิ่งไม่ค่อยเป็น แล้วถ้าให้ผมสอนทุกปีทุกเทอมที่คล้ายๆ กันมันไม่ค่อยพัฒนาตัวเองนะ ผมเลยโอนไปอยู่ กศน. ไปทำงานครั้งแรกเมื่อปี ๒๕ ที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชื่อย่อ ศ.อ.ศ.อ.ไปอยู่ตั้งแต่ปี ๒๕ ทำงานเรื่องวิชาการมาตลอดจนถึงปี ๓๙ ไปเป็นผู้บริหาร
ผมมีครอบครัวตั้งแต่ปี ๒๘ ครับ อยู่ กศน. แล้วครับ แล้วก็ไปศึกษาต่อเมื่อปี ๒๙ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไปเรียนเรื่องการประเมินผลแล้วก็มาทำงานต่อปี ๓๙ ก็ปีที่ออกไปทำหน้าที่ผู้บริหารโดยสมัยนั้นท่านคุณหญิง ดร.กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา และ ดร.กล้า สมตระกูล
ท่านก็บอกไปร่วมงานกันไหม แล้วก็ไปทำงานเริ่มบุกเบิกตั้งแต่สร้างศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาอุบลราชธานี ก็เริ่มตั้งแต่หาที่ ก็ได้งบมา ผมเริ่มตั้งแต่จ้างถมที่ ตอกเสาเข็มต้นแรก แล้วก็จัดกิจกรรมเลย สร้างไม่เสร็จก็จัดกิจกรรมได้เราไม่ต้องรอให้สร้างเสร็จจนกระทั่งพิธีเปิดเสร็จ ปลายปี ๔๒ อธิบดีกรมการศึกษานอกโรงเรียนก็ย้ายให้ผมไปทำต่อที่อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ผมเริ่มไปสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ไปลุยเรื่องฐานการเรียนใหม่หมด ไปจัดระบบการให้บริการ ผมว่าเป็นที่เดียวที่เวลาสถานการศึกษาทั้งหลายจัดจองเข้าค่ายต้องจองผ่านระบบอินเตอร์เน็ตหมด แล้วก็จองข้ามได้ ๑ ปี เพราะว่าเราเปิดให้จองในเดือนพฤศจิกายน พอเดือนธันวาคมก็เต็มแล้ว คือสถานที่เราดีมีกิจกรรมให้เพราะฉะนั้นสถานศึกษาทั้งหลายทั้งในระบบนอกระบบจองหมดครับ เพราะฉะนั้น ๒ เดือนจองเต็มใครช้าอดแต่ผมก็เปิดโอกาสให้เยอะนะ หนึ่งเราจะมีกลุ่มเป้าหมายหลักที่เราจะกันเวลาไว้ให้อย่างน้อยกลุ่มนี้ต้องเข้า เช่น เด็กดอย เด็กนอกระบบ เพราะพวกนี้โอกาสน้อย แต่โรงเรียนเขาพร้อมอยู่แล้ว ในที่สุดเราก็เปิด ๒ ค่ายพร้อมกัน วิทยากรเราแบ่ง ๒ ส่วน ถ้าเป็นทีมวิทยากรพี่เลี้ยง ปกติเวลาเด็กออกมานอกค่ายเวลาเราทำค่ายทั้งหลายทั้งค่ายพอเพียงเราต้องสนุก ออกจากโรงเรียนมาพักกับเรา ๒-๓ คืนต้องไม่คิดถึงบ้าน
การเรียนรู้นั้นเราใช้หลักการเรียนรู้แบบสนุกสนาน เน้นอย่างนี้ ฉะนั้นวิทยากรที่เป็นพี่เลี้ยงที่ค่อยดูแลเราใช้เด็กเยาวชนคนนอกที่ผ่านการพัฒนาจากเรา คุณทำดีลูกค้าเข้าเยอะคุณได้รายได้เยอะ เราให้เลยครับ ถ้าเป็นหัวหน้าทีมเราให้ ๓๕๐ ลูกทีมเราให้วันละ ๓๐๐ เขาจะมีรายได้ตลอด รายได้ดีกว่าพวกบรรจุใหม่อีก หัวหน้าทีมส่วนใหญ่ก็จบปริญญาตรีตามที่คัดหน่วยก้านแล้วดี ส่วนทีมที่สองคือทีมที่ให้ความรู้จริงๆ ทีมที่ให้ความรู้เราจะใช้ข้าราชการใช้พนักงานราชการแต่พวกนี้ต้องเทรนอย่างดี ผมอยู่โน้นเกินวาระครับ อยู่อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเก้า ณ หว้ากอ ๗ ปีครึ่ง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๓-๒๕๕๑

ในตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาครูคณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
ตรงนี้เรามีหน้าที่ในการพัฒนาอย่างชื่อเราคือสถาบันพัฒนาครูคณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ประเด็นหลักในการพัฒนาคือครูยังเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาผู้เรียน ในการพัฒนาคุณภาพในการศึกษา เราดูข้อมูลย้อนหลังการวิจัยทั้งหลายครูมักจะเป็นตัวแปรอันดับต้นที่จะส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนคุณภาพของการศึกษา เราจะทำอย่างไร ครูหลายแสนคน เราพัฒนาทุกคนไม่ได้ เราต้องพึ่งพิงหน่วยงานของต้นสังกัดหรือหน่วยราชการของเขาด้วย วิธีการทำงานผมคือ ตัวเองต้องเป็นเยี่ยงอย่าง ผมยึดวิธีนี้มาตลอดตราบใดที่เราไม่ทำจริงพูดให้ตายคนก็ไม่เชื่อ
วิธีการของผมคือ ๑.ผมต้องทำเป็นเยี่ยงอย่างสำหรับทุกคนตราบใดที่เราถือปฏิบัติในสิ่งที่เราเชื่อคนอื่นจะเห็นว่าคนที่แนะนำก็ทำได้ทำไมเราจะทำไม่ได้ อันนี้คือสิ่งที่ผมยึดเหนี่ยวตั้งแต่ต้นไม่ว่าผมทำงานที่ไหน ก่อนจะพัฒนาใครพัฒนาคนในองค์กรให้ได้ก่อน จะพัฒนาใครพัฒนาบ้านตัวเองก่อน ผมอยู่องค์กรไหนผมให้ความสำคัญกับคนในองค์กรก่อน เพราะฉะนั้นคนภายในอันดับแรกก็คือ ทำงานต้องมีความสุข คุณต้องมีความรู้คุณจะเป็นมืออาชีพได้ เรื่องคุณธรรมต้องมี เรื่องความซื่อสัตย์สุจริตต้องมี คุณต้องเก่งจริง คุณต้องหาความรู้ มีฐานความรู้อะไรตลอด นั่นก็คือคนข้างในถ้ามีความสุข มีความรู้ มีคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต นำพาคนอื่นได้ แนะนำคนอื่นได้นี่คืออันดับแรก คนภายในองค์กรสามารถกระจายสู่ภายนอกได้ แต่คนภายในมีความรู้มีคุณธรรมก็ยังไม่พอนะ เวลาทำงานจริงๆ เราเป็นข้าราชการงบประมาณเรามีจำกัด งบประมาณเรามาจากภาษี เราทำงานอะไรเราวางแผนให้ดี คิดวิเคราะห์ให้ดี ผมว่าต้องรู้จักตัวเอง ตังค์ก็ไม่ค่อยมีคิดเรื่อยเปื่อยไม่ได้ มันต้องคิดภายใต้ฐานเรามีบทบาทแค่ไหนทำได้แค่ไหนให้คุ้มกับงบประมาณต้องทำอย่างนี้นะ ต้องวางแผนให้ดี นอกจากวางแผนให้ดีต้องวางแผนอนาคตด้วย ถ้าคุณทำอย่างนี้ได้ดี ภาษาวิชาการเรียกว่า การบริหารความเสี่ยง พอที่จะรับความเสี่ยงแบบนี้ไหม ที่ผมพูดทั้งหมดคือการดูองค์กรมันต้องมีคนดีแล้วมีความสุข มีระบบที่ดีต้องรู้จักว่าแค่ไหนทำได้แค่ไหนทำไม่ได้

การทำงานภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง : ปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาผู้บริหารการศึกษา
ผมไม่ได้เอา ๓ ห่วงแล้วมาเอา ๒ เงื่อนไขตาม ต้องเอาเงื่อนไขขึ้นในความคิดผมนะ ๑.คือคนในองค์กรต้องมีความสุขต้องมีความรู้ต้องมีความสามารถต้องเป็นมืออาชีพ ๒.คือมืออาชีพอย่างเดียวไม่ได้ ระบบคุณธรรมต้องมี คนต้องซื่อสัตย์แล้วคุณค่อยมาวางแผนในการทำงานผมทำเป็นตัวอย่างผมก็ทำแบบนี้ ผมก็ต้องเรียนรู้ผมก็ต้องมือสะอาด ผมถือว่าผมซื่อสัตย์พอผมทำงานแบบทุ่มเท แต่ผมก็ประมาณตนอยู่นะว่าทำได้แค่ไหน ผมทุ่มเทครับแต่ในระยะหลังในช่วง ๑๐ กว่าปีหลังๆ ผมให้ความสำคัญกับคนที่ผมบอกแต่ต้นว่าผมอยากให้เพื่อนร่วมงานมีความสุขเพราะฉะนั้นสิ่งทั้งหลายผมไม่สั่ง แต่ผมจะพูดว่าถ้าเป็นผมจะทำอย่างนี้ๆ ถ้าเป็นเราจะทำอย่างไร คนนี้ว่าไง กลุ่มนี้ว่าไง ภาคนี้ว่าไง ศูนย์นี้ว่าไง ผมให้เขามีส่วนร่วมเต็มที่
อันนี้คือตัวคนภายในสถาบันพัฒนาฯ ที่จะต้องเตรียมพร้อมก่อน ทีนี้เวลาที่เขาจะลงไปพัฒนาครูเพื่อนครูหรือผู้บริหาร เวลาทำงานจริงเราจะจัดเป็น ๒-๓ ลำดับ ลำดับแรกอะไรเป็นภารกิจเรา ภารกิจหลักเราคือต้องพัฒนาผู้บริหาร เช่น ผ.อ.เขตพื้นที่การศึกษา ผ.อ.สำนักงาน กศน.จังหวัด พัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา พัฒนาครู พัฒนาบุคลากรในสถานศึกษา นี่คือภารกิจหลัก ภารกิจที่ ๒ คือ ภารกิจการพัฒนา ก็เหมือนวิจัยและพัฒนา เราพยายามพัฒนาหารูปแบบการฝึกอบรมที่เหมาะสมมีหลักสูตร มีสื่อ แล้วส่งต่อให้ต้นสังกัดไปใช้ต่อด้วย
ประเด็นก็คือเนื่องจากผู้บริหารโดยเฉพาะผู้บริหารสถานศึกษาเรามีเยอะ อย่างสังกัด สพฐ. เรามีถึง ๓๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน อย่างหน่วยงาน กศน. ก็มีเป็นพัน ของอาชีวะก็เยอะเราไม่สามารถพัฒนาทุกคน เราให้บริการได้ เช่น คุณจะลงตำแหน่งไหนมันต้องผ่านเงื่อนไขการพัฒนา มาพัฒนากับเรา ถ้าเป็นผู้บริหารการศึกษาเราจะพัฒนาให้ แต่ถ้าเป็นผู้บริหารสถานศึกษาหรือครูส่วนราชการเขาจะพัฒนา แต่เราจะช่วยในเรื่องของตัวหลักสูตร ตัวสื่อหรือรูปแบบการพัฒนา แต่ถ้าเป็นผู้บริหารการศึกษา เช่น ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา ผอ.สำนักงาน กศน.จังหวัด ผอ.สำนักงาน สช.จังหวัด อย่างนี้เราจะตามหลักเกณฑ์วิธีการหลักสูตรที่เรากำหนด แต่ว่าถ้าเป็นทั่วไป สำหรับผู้บริหารโรงเรียน ครู อันนั้นส่วนราชการเขาพัฒนา มันจะมีแบ่งแยกกัน แต่สิ่งที่ต้องผ่านหน่วยงานเราก็คือก่อนดำรงตำแหน่ง เช่น มีเพื่อนข้าราชการสอบเป็น ผอ.สถานการศึกษาก่อนดำรงตำแหน่งต้องผ่านการพัฒนาตามหลักเกณฑ์วิธีการหลักสูตรที่เรากำหนดอันนี้เรียกว่า ก่อนดำรงตำแหน่ง ส่วนเรื่อง วิทยฐานะมันแล้วแต่ว่าเป็นกลุ่มไหน
ภารกิจที่ ๓ ภาระกิจการสนับสนุนหน่วยงานทั้งหลายที่มาใช้บริการเรา เราสนับสนุน ขาดสื่ออะไรเราช่วยเหลือดูแลได้ ทุกสถานศึกษาเรายินดีให้การสนับสนุนหลักสูตรสื่อที่เรามี รูปแบบพัฒนาที่เรามีเราส่งต่อให้ วิทยากรถ้าขอมาเรามีให้นะครับ อันนี้เป็นเพียงวิธีการแต่ที่ผมให้ความสนใจก็คือเนื้อหามากกว่า เนื้อหาทั้งหลาย ใจผมเองพยายามเอาสิ่งที่ผมเคยคิดเคยทำประสบความสำเร็จต้องใส่เข้าไปในหลักสูตร การพัฒนาผมจะไม่สบายใจทุกครั้งที่ไปเยี่ยมเยียนใคร สถานศึกษาไหน แล้วเวลาไปสอนเด็กเศรษฐกิจพอเพียงประกอบไปด้วย ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไขหรือเวลาออกข้อสอบ ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงก็ออกข้อสอบไปแต่ผมว่าไม่ใช่ วิธีการต้องเอาสิ่งเหล่านี้สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้นี้ไปแปลงสู่การปฏิบัติทุกเรื่องครับ เช่น ถ้าเราแนะนำครู ครูไปใช้ในการทำงานได้ไหม ครูไปใช้กับลูกที่บ้าน ครอบครัวที่บ้านได้ไหม
ทุกวันนี้เทคโนโลยีมันเยอะ เด็กทุกคนขอ ซัมซุง ไอโฟน ไปทำให้เขารู้ว่ามันจำเป็นแค่ไหน ไม่ใช่ว่าพูดเพราะเรามีโอกาสก็พูดได้ ผมทำได้อย่างลูกชายผมตอนเรียนวิศวะมหาวิทยาลัยเกษตร ปี ๓ แล้วนะเขาอยากได้โทรศัพท์ก็ถามเขาว่าเอาโทรศัพท์ไปทำอะไร ไว้คุยไว้อะไรกับเพื่อน แล้วจะเอาโทรศัพท์แบบไหน ถ้าเด็กทั่วไปจะขอแบบสมาร์ทโฟนถูกไหมครับ วันนั้นผมพาไปซื้อเซ็นทรัลลาดพร้าว เขาขอแค่โทรออกได้รับได้มีเพลงให้ฟังหน่อยเท่านั้น จำได้ว่าราคา ๑,๗๐๐ บาท ตอนนั้นซัมซุง ไอโฟนออกแล้วนะ ลูกคนนี้ไปได้ทุนของ กพ.ไปศึกษาต่อซึ่งกลับมาผมคาดหวังว่าเขาจะเป็นข้าราชการที่ดีได้ถ้าดูประเมินตามสิ่งที่ผ่านมา
ถามว่าทุกคนต้องซื้อเทเลโฟนไม่ซื้อสมาร์ทโฟน ผมว่าไม่ใช่ คนเรามันจำเป็นต่างกัน ฐานะเราก็ต้องอยู่ได้ ไม่งั้นเป็นหนี้หมดครับ ถามว่าทุกวันนี้ครูที่เป็นหนี้สินทั้งหลายอาจจะเป็นเพราะเรื่องอย่างนี้ด้วยไหม อาจจะเป็นหรืออาจจะไม่เป็นแยกระหว่างความสำคัญกับความจำเป็นกับความต้องการให้ออก ถ้าจำเป็นแต่ฐานะมันไม่เอื้อมันก็ต้องชะลอก่อน ถ้าบอกจะใช้อินเตอร์เน็ตก็ใช้ในสถานศึกษาก็ได้ผมว่าทุกสถานศึกษาเขามีให้ใช้ ไปใช้ที่อื่นก็ได้ถ้าเรายังไม่พร้อมสิ่งเหล่านี้จำเป็นนะ ถ้าครูไม่เป็นตัวอย่างไม่เป็นเยี่ยงอย่างสอนนักเรียนแทบตายก็ไม่เกิดครับ สิ่งที่ผมกำลังจะสื่อสารคือครูอย่าสอนตัวเนื้อหาแต่ครูต้องสอนการประยุกต์ใช้ การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้ในการเรียนการสอน ใช้ในการบริหารงานภายในสถานการศึกษา เหมือนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงพระราชทาน เพราะฉะนั้นเหนือสิ่งอื่นใด เนื้อหาของหลักปรัชญาฯ ไม่สำคัญเท่าการเข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติ การทำเป็นตัวอย่างให้ลูกศิษย์เห็นจริงผมว่ากิจกรรมเหล่านี้ทำได้หมดเพียงแต่แปลงใช้ให้ถูก
อันนี้ก็คล้ายๆ กับนโยบายของ รมว.ศธ. ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ อันนี้ถ้าเทียบกับเรื่องของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผมว่าเทียบได้เป็นขั้นๆ ผมว่าท่านรัฐมนตรีว่าการเองท่านก็ต้องคิดสิ่งเหล่านี้มานานถึงจะมาพูดอย่างเป็นรูปธรรมให้กับกระทรวงศึกษาปฏิบัติได้
ท่านพูดค่อนข้างชัดเจนในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาเรื่องของลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ที่ท่านจะใช้กับมัธยมต้นก่อน ท่านก็จะนำร่องก่อน แต่แนวโน้มยังไงก็ต้องขยาย ถ้าเราอ่านข่าวสารจากสถานศึกษาหรือโรงเรียนที่อยู่ต่างประเทศเขาก็ไม่ได้เรียนเยอะนะครับ

ฝากถึงเพื่อนครูในมิติของเศรษฐกิจพอเพียงที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากความยากจน
อย่าเชื่อผม ลองเข้าไปหาในอินเตอร์เน็ต ดูว่าผู้ประสบความสำเร็จตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับชุมชน ระดับหน่วยราชการ หรือแม้แต่บริษัทห้างร้านที่เขาประสบความสำเร็จเขาใช้หลักอะไร แทบทุกองค์กรหรือส่วนราชการหรือบุคคลที่ประสบความสำเร็จเขาจะอิงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ เพราะฉะนั้นอย่าเชื่อที่คนอื่นพูด แต่เราลองไปฟังดูว่าส่วนใหญ่เขาทำอะไรทำยังไง ผมเข้าใจว่าเพื่อนข้าราชการโดยเฉพาะข้าราชการครูเขามีความรู้มีปรัชญาของหลักเศรษฐกิจพอเพียง แต่อาจจะไม่แน่ใจว่าใช้ได้ไหม อย่าฟังคนอื่นพูด ดูคนที่ประสบความสำเร็จเขาทำใช่ไหม แล้วค่อยไปปรับ
ประการที่สองอยากฝากครับ อย่าสักแต่ว่าท่องอย่างเดียวว่าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นยังไง แต่ให้ไปประยุกต์ใช้ ก่อนอื่นใช้ที่ตัวเองเลย ทำกับตัวเอง ทำได้ไหม ใช้กับครอบครัวใช้ได้ไหม ค่อยไปใช้กับโรงเรียน ไปใช้กับสถานศึกษานั้น ถ้าตัวเองทำได้ ครอบครัวทำได้สถานการศึกษาเป็นเรื่องง่ายที่สุด จะสอนลูกศิษย์ให้เขายอมรับให้เขานับถือเราตัวเองต้องเป็นแบบอย่าง ครูทำได้เด็กก็เอาอย่าง ขนาดครูยังทำได้เลย
ผมทิ้งท้ายคำหนึ่งครับ เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้บอกให้ทุกคนเท่าเทียมนะครับ เศรษฐกิจพอเพียงหรือหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้บอกเลยว่าคนไทยหรือเพื่อนครูทุกคนต้องเท่าเทียม ไม่มีนะครับ เพียงแต่รู้ไว้เราอยู่ในสถานะไหน เรามีปัจจัยหรือมีเงินเดือน
มีเงินทองเท่าไร เราจะว่างแผนอย่างไร ครูสองคนไม่มีทางที่ว่าต้องทำเหมือนกัน ดูตัวเองเป็นหลักเราใช้เท่าที่เราจำเป็น แต่เราก็ต้องตั้งรับด้วยนะว่าถ้าเกิดเงื่อนไขอื่นตามมาเราใช้จ่ายเยอะแล้วท้ายที่สุดเศรษฐกิจมันไม่ดีเราจะทำไง เรามีตังค์เก็บไว้ใช้ในอนาคตหรือยัง หรือว่าเราทุ่มเดือนต่อเดือนหมด ไม่เคยมีข้อไหนในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่บอกให้ทุกคนเท่าเทียม แต่ให้รู้จักตัวเอง ให้รู้จักวางแผนตัวเอง ทุกคนต้องหาความรู้ตลอด ทุกคนต้องมีคุณธรรมประจำตัว
แม้แต่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านก็ไม่ได้พูดลอยๆ นะ ท่านปฏิบัติให้คนไทยทั่วประเทศหรือแม้แต่ชาวต่างชาติเห็นว่าท่านปฏิบัติตัวอย่างไร มีตรงไหนที่ท่านปฏิบัติตัวไม่เป็นไปตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงบ้าง นึกง่ายๆ ทำไมชาวต่างชาติเขายอมรับแนวพระราชดำริแบบนี้ แล้วเราคนไทยเองเรามีใจตรงไหนที่เราจะไม่เชื่อ คนที่ไม่ได้อยู่ในบ้านเมืองเราเขายังเชื่อยังนับถือ ยังเห็นว่าหลักนี้ทำได้ แล้วเราคนไทยเราจะปฏิเสธทำไม ไม่ต้องคิดอื่นไกลครับดูการดำเนินพระราชกิจวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเราก็เห็นพระองค์ท่านทุ่มเทขนาดไหน ขนาดพระเจ้าอยู่หัวท่านอยู่สูงสุดท่านยังปฏิบัติ แล้วเราคนไทยเราเป็นใครใช่ไหมครับ เราเป็นพสกนิกร เราเป็นเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์ท่าน ทำไมเราไม่ถือท่านเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติ อันนี้อยากฝากถึงเพื่อนครูประชาชนคนไทยทุกคนครับ.

 

แผนที่มูลนิธิครอบครัวพอเพียง

Map