L1

L2

L3

เรื่องราวใหม่ ๆ

  1. ตารางกิจกรรม
  2. การ์ตูนครอบครัวพอเพียง

กิจกรรมมอบป้ายประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชัน

ทางคณะกรรมการมูลนิธิฯจึงได้จัดทำโครงการครอบครัวพอเพียงสู่สถานศึกษาและชุมชน เพื่อเป็นการสร้างแนวร่วมในการส่งเสริมการเรียนรู้ให้เกิดผลอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม รวมไปถึงการมุ่งเน้นดำเนินการรณรงค์ปลุกกระแสให้เยาวชนไทย รู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รู้รักสามัคคี รู้สิทธิและหน้าที่พลเมืองดี ร่วมปกป้องผลประโยชน์ของบ้านเมือง และตื่นตัวที่จะคิดดี ทำดี ร่วมมือร่วมใจกันต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อประเทศไทยพัฒนาอย่างยั่งยืน

{gallery}New_gen_so_good_v{/gallery}

 

สัมภาษณ์พิเศษ

×

Notice

There was a problem rendering your image gallery. Please make sure that the folder you are using in the Simple Image Gallery plugin tags exists and contains valid image files. The plugin could not locate the folder: images/New_gen_so_good_v

เรื่องเล่าจากอดีตเลขาธิการสภาพัฒน์
สรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม


ในวัย ๖๘ ปี อดีตเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม ยังคงทำงานถ่ายทอดประสบการณ์ของตนอย่างต่อเนื่อง นอกจากเป็นประธานคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) ประธานคณะกรรมการ และคณะกรรมการชุดย่อยของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกหลายแห่งแล้ว ยังทำหน้าที่ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยแม่โจ้ตลอดระยะเวลา ๑๒ ปี และในฐานะนักเขียนที่มีหนังสือและผลงานวิชาการให้ประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนรุ่นหลังได้ค้นคว้าหาความรู้ อาทิ การวางแผนพัฒนาประเทศ (ตุลาคม ๒๕๕๔), แนวคิด “การพัฒนาประเทศ” (เมษายน ๒๕๔๙), เศรษฐกิจพอเพียง : พื้นฐานสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (เมษายน ๒๕๔๔) และเล่มล่าสุด เรื่องเล่าจากอดีตเลขาธิการสภาพัฒน์ สรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม
หากกล่าวถึงเรื่องราวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งถือเป็นแนวทางหลักในการขับเคลื่อนประเทศขณะนี้ในยุครัฐบาล คสช. ก็ต้องย้อนกลับมาคุยกับอดีตเลขาธิการสภาพัฒน์ท่านนี้อีกคำรบหนึ่ง เพราะนายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม ในสมัยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒน์ถือเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงร่วมกับคณะร่างแผนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปรับใช้เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนประเทศ หรือเรียกสั้นๆ ว่า “แผนฯ ๙” ซึ่งมีทั้งอุปสรรคและประสบการณ์ดีร้ายมากมายซ่อนอยู่ในการทำงาน
อย่างไรก็ตาม วันวานผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ประสบการณ์ยังคงอยู่และตกผลึกสู่ชนรุ่นหลังมิรู้วาย เรื่องราวในนิตยสาร IS AM ARE ครอบครัวพอเพียงฉบับนี้ ขอถือโอกาสถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนหนึ่งจาก ๒๘ ปี ในการทำงานสภาพัฒน์ของ นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม ให้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เติมเต็มความคิดท่านผู้อ่านต่อไป

ชีวิตวัยเด็กเป็นยังไงบ้าง ?
ผมเกิดโรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นคนกรุงเทพฯ แท้ๆ สมัยเรียนเป็นนักเรียนดีเด่นของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (วิชาเอก : การเงินและการคลัง)
คุณพ่อผมเป็นคนแปดริ้ว เป็นตำรวจภูธร ดังนั้นคุณพ่อจะอยู่ต่างจังหวัดตลอด คุณแม่เป็นคนบางละมุง ชลบุรี ตอนเด็กๆ ผมอยู่กับคุณยายมาตลอดที่บางรัก กรุงเทพฯ สมัยเด็กๆ คุณยาย คุณตา เลี้ยงผมแล้วก็มีคุณน้าช่วยเลี้ยง ตอนอายุ ๕ ขวบไปเข้าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยแต่เข้าไม่ได้เพราะอายุไม่ถึง ต้องไปอยู่โรงเรียนผดุงดรุณี ๑ ปี ไปเรียนกับผู้หญิงหนึ่งปี (หัวเราะ) แต่ก็ไม่รู้เรื่องอะไรนะเรียนกับผู้หญิง แล้วพออีกปีก็ข้ามฟากมาเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เรียนตั้งแต่ ป.๑-ม.๘ เลย ถ้าถามถึงชีวิตตอนเด็กๆ ความจริงผมเป็นคนไม่เด่นดังนะ เรียนก็ปานกลางไม่ได้เก่ง เรียนมหาวิทยาลัยถือว่าปานกลาง เรียนก็จบ ๔ ปีครึ่งนะ

จบไม่ตรงกำหนดแสดงว่าเกเรรึเปล่า ?
ที่จบ ๔ ปีครึ่งที่ธรรมศาสตร์เพราะผมเป็นนักเทนนิสของมหาวิทยาลัย ผมเป็นประธานชมรมเทนนิสมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มา ๒ ปี เป็นหัวหน้าทีมมา ๒ ปี บางชั่วโมงเรียนผมลงไปเล่นเทนนิสตลอด มีวันหนึ่งอาจารย์ลงมาตามที่คอร์ท บอกเข้าห้องเรียนบ้างนะ ตอนนั้นเรียนคณะศิลปศาสตร์ปีที่ ๑ แล้วก็เรียนเศรษฐศาสตร์ต่ออีก ๓ ปีในสมัยนั้น โชคดีที่ยังได้ฟังบรรยายของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อาจจะเป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้ฟัง เรื่องเทนนิสผมไม่ได้แชมป์อะไร ผมไม่ได้เก่งเลอเลิศ แต่ผมก็ได้เสื้อสามารถเพราะเป็นหัวหน้าทีม คือไม่ได้เก่งจริงๆ นะ (หัวเราะ) เราเป็นหัวหน้าทีมเราเลยพลอยได้ตามไปด้วย พอจบธรรมศาสตร์ผมไปเรียนต่อปริญญาโท M.B.A. (Business Econ.) University of Bridgeport, Conn., USA. วิชาเอก เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
ผมเล่นเทนนิสมาตลอดแล้วก็ต้องมาหยุดตอนที่มาเป็นผู้บริหาร กีฬาทุกอย่างเลิกหมดเลย กอล์ฟก็เลิก จริงๆ กอล์ฟผมตีมาตั้งแต่ตอนอยู่ธรรมศาสตร์ เป็นนักกีฬามาตลอด เลยต้องหยุดเพราะมาเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์

ดีกรีอเมริกาเริ่มทำงานตั้งแต่เงินเดือนเท่าไหร่ ?
พอจบจากอเมริกาแล้วก็มาอยู่สภาพัฒน์ตอนทำแผนฯ ๔ ทำงานตอนนั้นเงินเดือน ๑,๒๕๐ บาท สมัยนี้ใช้วันเดียวหมด (หัวเราะ) สมัยนั้นใช้ ๓ วันก็ไม่ต่างกันเลย อยู่ได้เพราะขอแม่ คุณแม่ยังต้องเลี้ยงมาจนโต เลี้ยงมาจนเป็นผู้บริหารสภาพัฒน์เลยดีกว่า สมัยผมเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์เงินเดือนประมาณสัก ๕๐,๐๐๐ บาท ถ้าจำไม่ผิดนะ สมัยนี้เป็นแสน ผมเป็นบอร์ดการบินไทยสมัยนั้นค่าประชุมบอร์ดประมาณ ๓,๐๐๐ บาท สมัยนี้น่าจะเป็นหมื่นนะ
การเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์ใครว่าไม่หนักไม่น่าเป็นไปได้ ผมอยู่สภาพัฒน์มาทั้งหมด ๒๘ ปี ถ้าพูดแบบกว้างๆ ช่วง ๑๐ ปีแรกเริ่มจากเป็น ซี๔ เป็นชั้นโทในสมัยนั้นทำเรื่องเกี่ยวกับการพาณิชย์และการท่องเที่ยว ในช่วง ๑๐ ปีที่สองได้มาทำงานเกี่ยวข้องเรื่องคมนาคม ช่วงต่อมาหลังจาก ๑๐ ปีที่สองถึงได้มาเป็นผู้บริหาร เริ่มตั้งแต่เป็นผู้ช่วยเลขาธิการ รองเลขาธิการ แล้วมาเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์ตอนทำแผนฯ ๙

แผนฯ ๙ ทำไมถึงใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมานำทางพัฒนาประเทศ ?
คือแผนฯ ๙ เป็นแผนฯ แรกและเป็นแผนฯ เดียวที่นำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นปรัชญานำทาง ในอดีตไม่มี ตั้งแต่แผนฯ ๑-๘ ไม่เคยเขียนลงมา แล้วตอนช่วงแผนฯ ๘ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นเลขาธิการ เกร็ดของแผนฯ นี้มีความรู้ที่สำคัญนะ แผนฯ ๑-๗ เป็นแผนฯ ที่ทำจากข้างบนลงล่าง จากกลุ่มคน พอมาแผนฯ ๔-๕ ก็เริ่มขยายข้างๆ บ้าง เริ่มเอาเอกชนมาปรึกษาบ้าง แต่ก็ยังให้ข้าราชการเขียนแผนฯ ก่อนเข้า ครม. แล้วก็ลงพระปรมาภิไธยก่อนประกาศเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตรงลงพระปรมาภิไธยก็ไม่มีกฎหมายนะ เป็นสิ่งที่เราทำเป็นประเพณี ทีนี้พอมาเป็นแผนฯ ๘ ดร.สุเมธก็มาดูแล้ว พูดง่ายๆ คือทั้งหมดในแผนฯ ที่ทำมานี้ถือว่าไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง เนื่องจากว่าทางด้านการเมืองจะเลือกนำไปใช้ประโยชน์ตามที่ต้องการ ฉะนั้นก็ไม่ได้เอามาเป็นตัวนำทางในการพัฒนา
ถ้าลองวิเคราะห์ลึกๆ แล้ว นโยบายรัฐบาลและการจัดสรรงบประมาณของประเทศ ไม่ได้อ้างอิงแผนฯ เสียทั้งหมด ทีนี้พอมาแผนฯ ๘ ท่านสุเมธก็มาเปลี่ยน ท่านเป็นนักรัฐศาสตร์ ท่านก็มาคิดกับกลุ่มคน บอกให้เราเปลี่ยนวิธีการเขียนแผนฯ ทำอย่างไรถึงจะเขียนให้มีประโยชน์ ทำเพื่อคน อยากจะทำจากข้างล่างขึ้นข้างบน ท่านก็เชิญคน ก็ไปปรึกษากับกลุ่มนักคิดทั้งหลาย อาจารย์จากมหาวิทยาลัย นักปราชญ์ของประเทศ ท่านไปประชุมที่มฤคทายวัน หัวหิน ได้หัวข้อว่า อยากให้สังคมไทยเป็นอย่างไร ก็เอาอันนี้มาจัดทำตามแผนฯ โดยฟังประชาชน หมายความว่า กลุ่มอาชีพต่างๆ หรือกลุ่มคน ศาสนา กลุ่มคนพิการ กลุ่มพ่อค้าประชาชน ก็เชิญฟังว่าเขาเห็นด้วยอย่างไร มีเกร็ดที่เป็นเทคนิคอันหนึ่งคือ ท่านเรียกประชุมที่ชะอำว่าแนวคิดแบบนี้เห็นด้วยไหม คนประมาณสองพันคนมาประชุมสัมมนาครึ่งวันแรกมีการพรีเซ็นเทชั่น ครึ่งวันที่สองให้ยกมือถาม ยกมือพูด

ใช้เทคนิคอะไรให้คนสองพันคนได้พูดแสดงความคิดเห็นทุกคน ?
ท่านสุเมธก็คิดขึ้นมา ตอนกินข้าวโต๊ะจีนก็นั่งโต๊ะละสิบคน พอกินเสร็จบอกไม่ให้ลุก เก็บจานอะไรเสร็จ เจ้าหน้าที่เราก็เข้าไปนั่งแทรกโต๊ะละสองคน แล้วทุกคนก็สัมมนากันพูดกันแล้วจดโน๊ตกันว่า คุณอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร คุณอยากจะให้ทำอะไร อาชีพไหนก็พูดเฉพาะของตัว ก็แปลว่าทุกคนได้พูดในการสัมมนา แล้วไม่มีสัมมนาไหนทำได้แบบนี้ แต่ถ้าให้ทุกคนนั่งเป็นร้อยๆ แล้วยกมือพูดไม่มีทาง อันนี้คนมาดูงานแล้วนำไปใช้เยอะนะ ตอนผมทำแผนฯ ๙ ผมก็ทำแบบนี้ ผมทำทุกจังหวัด แต่ของท่านสุเมธทำทุกภาค ก็ใช้มาจนทุกวันนี้ เป็นที่มาของการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ที่ผมอยากเล่าคือวิธีการซึ่งคนไม่รู้หรอก เพราะเนื้อหาแผนฯ ง่ายไปหาอ่านดู แต่วิธีการอย่างนี้ไม่มีใครบอก

ที่มาของแผนฯ ๙ เป็นยังไง ?
ช่วงแผนฯ ๘ ปี ๒๕๔๐-๒๕๔๔ เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ก็ต้องปรับแผนฯ ทันทีเพราะแผนฯ ๘ เดิมทีท่านสุเมธตั้งใจคือ ไม่อยากเน้นเศรษฐกิจเป็นหลัก อยากจะเน้นภาคสังคมเน้นคุณภาพคนให้ดี แต่ยังไม่ได้ก็ต้องกลับมาที่เดิม สมัยนั้น พลเอกเชาวลิต ยงใจยุทธเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องกลับมาพูดเรื่องเศรษฐกิจให้โตเท่าไหร่ ตรงนี้ยังติดอยู่ในสมองคนไทยหรือคนโลกสมัยปัจจุบัน ทุกอย่างต้องเป็นตัวเลขต้องเป็นเงิน จึงต้องปรับแผนฯ ก็เอาแผนฯ สำรองขึ้นมา เป็นที่มาของแผนฯ ๙
ทีนี้การทำแผนฯ ต้องเข้าใจว่าแผนฯ มีระยะ ๕ ปี เวลาทำต้องทำปีที่ ๓-๔ ของแผนฯ ก่อน เพื่อจะมาใช้ในปีต่อไป ตอนนั้นผมขึ้นมาเป็นเลขาธิการพอดีในปีที่ ๓ ของแผนฯ ๘ ก็เริ่มทำ
พอปี ๒๕๔๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสเกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง คนไม่ค่อยรู้คืออะไร แต่จริงๆ พระองค์ท่านมีพระราชดำริเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ นานมากแล้ว คือท่านตอกย้ำว่าคนต้องรู้จักพอ แต่จริงๆ หลักตรงนี้คือ โลภน้อย ต้องอยู่ให้พอดีตัว เราก็คิดว่าเราไปเอาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงมาดูสิว่าสามารถจะเป็นตัวนำในการพัฒนาได้ไหม สิ่งที่ฝ่ายผมทำคือดราฟท์เรื่องขึ้นมา อะไรที่พระองค์ท่านมีพระราชดำริที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องให้เครดิตทีมงานของสภาพัฒน์ที่ไปค้นคว้ามาได้ ขุดค้นมาจนเจอ แล้วก็ช่วยกันเขียนออกมา ตอนนั้นยังไม่ให้ชื่อว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตอนนั้นไม่มีชื่อ กระแสพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายอย่างไร เอาความหมายออกมาตีแผ่ว่าออกมาเป็นปรัชญาได้อย่างไร เอามารวบรวม พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสตั้งแต่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่าให้คนอยู่แบบพออยู่พอกิน แล้วทำสิ่งที่ตัวเองถนัดก่อน จนกระทั่งร้อยเรียงออกมาผูกเอาเรื่องเนื้อแท้ของเศรษฐกิจพอเพียง
จริงๆ แล้วนอกจากเรื่องความหมาย ยังมีเงื่อนไขสำคัญคือ มีความรู้คู่คุณธรรม อันนี้คือหัวใจ แล้วอันนี้จะสอดแทรกเรื่องคุณธรรมไว้เยอะ คือจะเป็นไปได้ต้องมีคุณธรรมนอกจากความรู้แล้ว เพราะความรู้สามารถเรียนทันกันหมดแต่ขาดคุณธรรมไม่ได้
อย่างรัชกาลที่ ๕ ท่านเคยพระราชนิพนธ์ไว้


ถึงสูงศักดิ์อัครฐานสักปานไหน...ถึงวิไลเลิศฟ้าสง่าศรี
ถึงเก่งกาจฉลาดกล้าปัญญาดี.....ถ้าไม่มี “คุณธรรม” ก็ต่ำคน


ก็เลยมาถึงแผนฯ ๙ เอาตัวนี้ใช้เป็นตัวหลัก งานก็ออกมา เวลาทำ ถามว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเกี่ยวข้องอะไรหรือเปล่า เกี่ยวข้องมากเลยนะ สภาพัฒน์ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหาร ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและสาขาอื่นๆ จำนวนหนึ่งมาร่วมกันประมวลและกลั่นกรองพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นข้อความที่กะทัดรัด มีความชัดเจน เพื่อเป็นกรอบในความคิดให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจที่ถูกต้องและตรงกัน และสามารถนำไปปฏิบัติได้ โดยได้เรียบเรียงขึ้นเป็น “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และนำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๔๒ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทานและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สภาพัฒน์นำไปเผยแพร่แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนทั่วไปตามที่ขอพระมหากรุณาฯ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๒

หลังจากที่เผยแพร่จากสภาพัฒน์ไป ทำไมคนเข้าใจว่าต้องกลับไปทำเกษตร ?
ผมว่าคนก็ยังไม่เข้าใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร ผมจึงเขียนอันนี้ขึ้นมา ความจริงคือวิถีชีวิตไม่ใช่เศรษฐกิจ ผมใช้คำว่า “เป็นทางเลือกในการดำเนินชีวิต” ไม่ได้บังคับให้ใครเชื่อด้วยซ้ำไป ให้เป็นทางเลือกของเขาในการดำเนินชีวิต พระองค์ถึงต้องผูกความรู้คู่คุณธรรมเป็นเงื่อนไขสำคัญ แล้วอันนี้สับสนกับทฤษฎีใหม่ เนื่องจากว่าเมื่อปี ๒๕๔๐ พระองค์ท่านก็มาเน้นเรื่องการทำเกษตร แล้วก็เผอิญพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแล้วก็ยกตัวอย่างไปว่าทำให้พอดีสิ แล้วก็ไปทำทฤษฎีใหม่ พระองค์ท่านเริ่มจากที่ดิน ๑๕ ไร่ และการแบ่งส่วนการใช้ที่ดิน ตอนนี้คนก็สับสน พอเวลาพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ทุกคนต้องไปทำไร่ทำนาแค่นั้นเอง ก็ไม่มีใครไปแก้ความคิดอันนั้นก็ปล่อย อันนี้ก็เป็นพื้นฐานความคิด

ปี ๔๐ ท่านพยายามผลักให้แผนฯ ๙ ออกมาเร็วที่สุด ?
แผนฯ ๙ เป็นแผนฯ ที่ผมภูมิใจ เพราะเป็นแผนเดียวที่ทำทันกำหนดเวลา แต่บังเอิญพอพร้อมก็ยังทำไม่ได้ เพราะเป็นการยากมากที่จะโน้มน้าวรัฐบาลในช่วงเวลานั้นให้เข้าใจและยอมรับหลักการและแนวทางของแผนฯ ผมต้องนำแผนฯ ไปที่รัฐบาลเพื่ออธิบาย แต่ก็ยากมากที่จะทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน แต่ถึงอย่างไร นโยบายรัฐบาลที่ออกมาหลังจากนั้น อาทิ ๑ ตำบล ๑ ผลิตภัณฑ์ก็ดี โครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคก็ดี อะไรต่างๆ ที่เกี่ยวกับรากหญ้าก็ดี เป็นแนวคิดในทำนองเดียวกัน ใกล้ๆ กันกับแผนฯ

แผนฯ ๙ พยายามชูธงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างชัดเจน ?
ถูกต้อง จริงๆ เราชูธงเรื่องการทำให้คนมีสำนึกเรื่องความรู้กับคุณธรรม แล้วดำเนินชีวิตอย่างพอประมาณ ไม่ใช่ประหยัดอย่างเดียว ในชีวิตต้องมีคุณธรรม จริงๆ แล้วทางด้านนักปฏิบัติ นักการเมือง ทุกคนก็มุ่งที่จะเอาเงินลงไป แล้วการที่เราจะโชว์ไอเดียพวกนี้ให้เขาเข้าใจยากมาก ผมก็เลยนำเสนอว่า เราต้องออกแผนฯ นี้นะเพราะขั้นตอนคือต้องเอาไปเข้า ครม. แล้วนายกฯ ก็ต้องยอมรับ โดยประเพณีปฏิบัติต้องกราบบังคมทูลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธย รัฐบาลในขณะนั้นผมรู้สึกว่าไม่ให้ความสำคัญกับแผนฯ มากนัก
สมัยก่อนนี้นโยบายทุกรัฐบาลต้องทำตามแผนฯ ที่เราทำไปผ่านกระบวนการของประชาชนมาแล้ว อย่างที่บอกเราทำทุกจังหวัด ของดร.สุเมธก็ทำทุกภาค ให้คนระดับล่างและผู้นำชุมชนต่างๆ ยอมรับปรัชญาฯ นี้ว่าเป็นแนวทางที่ดีสำหรับการบริหาร เป็นที่มาของหัวใจแผนฯ ๙ คือการพัฒนาชุมชนเข้มแข็งถือเป็นหลักสำคัญในแผนฯ นี้ คือทำจากข้างล่างให้เข้มแข็ง ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน ซึ่งจะเข้มแข็งไปเองตามลำดับ อันนี้คือแนวคิดโดยใช้หลักของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ชุมชนเข้มแข็งก็มีแตกยอดไปอีกว่าทุกคนต้องมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนตัวเองนะ ทำแผนชุมชนขึ้นมา ดังนั้นก่อนจะทำอะไรทุกคนต้องเห็นด้วย เป็นหลักการที่มาของการมีส่วนร่วม
หลักเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน คือทุกคนต้องพอใจ และก็ทำในกำลังที่ตนเองทำได้ ความพอดีความพอประมาณ พื้นฐานของความคิดนี้คือการมีจิตสำนึกที่ดีต่อส่วนรวม ซึ่งทุกวันนี้นักการเมืองขาดไป ดีจริง แต่ไม่มีจิตสำนึกที่ดี มีแต่ผลประโยชน์
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เขาก็มาชมเชย เขาเขียนไว้เองเลยนะว่าเศรษฐกิจพอเพียงเอาไปใช้อะไรบ้าง ทำไมคนไทยไม่เขียนอย่างนี้ ต้องไปให้คนนอกเขียน แสดงว่าเขาเข้าใจ เห็นว่าประโยชน์ของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเอามาใช้พัฒนาประเทศได้

หลังจากที่ UNDP ยกย่องแล้วรัฐบาลไม่หนุนให้เป็นแก่นของประเทศ ?
แผนฯ ๙ นี้คือเครื่องมือในการพัฒนา แต่คนไม่รู้จักเครื่องมือในการใช้พัฒนาเพราะแผนฯ ยังไม่ค่อยเป็นรูปธรรม เราพยายามทำเรื่องชุมชนเข้มแข็ง เราทำเรื่องโรงเรียนคุณธรรม อันนี้พอเป็นรูปธรรมถึงจะเข้าใจ ภาคโรงเรียน ภาคชุมชน เป็นภาคที่ไม่ค่อยมีผลประโยชน์แอบแฝง เมื่อใช้หลักนี้มาบริหาร อย่างน้อยหลักการมีส่วนร่วมก็เป็นประชาธิปไตย ถ้าถามว่าแผนฯ นี้มีใครใช้เป็นเครื่องมืออย่างจริงจังไหม ถ้าครอบครัวไหนไม่ได้ก่อหนี้เยอะๆ ผมว่าครอบครัวนั้นอาจเอามาใช้ ไม่ได้แปลว่าก่อหนี้ไม่ได้ แต่ก่อหนี้แล้วคุณต้องรู้ ต้องใช้คืนได้ ไม่มีหนี้เสีย อาจจะบอกไม่ได้ว่าคนเอาไปใช้กันแค่ไหน เราไม่มีตัววัด แต่เราเชื่อว่าถ้าเกิดใช้แล้วจะเป็นการลดความเสี่ยงในการเสียหาย อย่างครอบครัวเวลาเศรษฐกิจตกต่ำมักจะมีปัญหา ถ้าคนไม่ใช้หลักอันนี้ก็จะมีปัญหา

เศรษฐกิจพอเพียงสอดคล้องไปกับโลกปัจจุบันได้อย่างไร ?
ทุกวันนี้ระบบทุนนิยมส่งเสริมให้คนเอาเงินในอนาคตมาใช้ ใช้บัตรเครดิต เป็นวัตถุนิยมจ๋า คนยังประมาท ฉะนั้นโอกาสที่จะพังทลายมีสูง แต่ถ้าเราเอาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงดึงสำนึกอันนี้ไว้บ้าง แล้วเพิ่มมากขึ้นๆ ก็จะดี
พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสหนึ่งบอกว่า “ถ้าเกิดทำได้เศษหนึ่งส่วนสี่ของประเทศก็ถือว่าดีแล้ว” ก็มีคนถามว่าเศษหนึ่งส่วนสี่แปลว่าอะไร คือหนึ่งส่วนสี่ของการกระทำ อีกอันหนึ่งพระราชดำรัสว่า “ต้องหาคนดีเข้ามาบริหารประเทศ ต้องกีดกันคนไม่ดีออกไป” จริงๆ แล้วพระราชดำรัสของในหลวง ไม่ต้องเอาแผนอะไรหรอกประเทศไทย เอาอันนี้ถอดออกมาเป็นเรื่องๆ ทำตามได้สักครึ่งหนึ่งผมว่าประเทศนี้เจริญแน่ๆ ที่สำคัญคนที่จะถอดพวกนี้ต้องใช้คนที่มีศิลปะในการถอด เพราะสมัยเปลี่ยน คนไฮเทคโนโลยีมาก ในสังคมดิจิทัลตอนนี้มองอะไรเร็ว มองอะไรสั้น ฉะนั้นต้องย่อมาก ไม่มีใครมานั่งอ่านรายละเอียด
แต่ผมก็เชื่ออันหนึ่งว่าต่อให้เปลี่ยนแปลงยังไงถ้าคนไม่มีคุณธรรม ประเทศจะเดินลำบาก

จากประสบการณ์ คิดว่าข้าราชการที่ดีเป็นอย่างไร ?
คือข้าราชการสมัยก่อนกับสมัยนี้ก็ต่างกันเยอะ พูดไปเหมือนยกตัวเอง แต่ทำไมผมรับราชการ นอกจากครอบครัวรับราชการแล้ว ผมมีความตั้งใจจะทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม อันนี้ข้าราชการอื่นจะคิดยังไงผมไม่แน่ใจ เพราะผมอาจจะมีพื้นฐานที่ไม่ได้ยากจนมาก พอมีพอกิน ดังนั้นก็ไม่เคยคิดจะไปตักตวงอะไรประชาชน สมัยนั้นก็มีคนมาให้สินบนเยอะนะ ไม่ใช่ไม่มี ผมก็คืนไปนะ ในฐานะที่ผมอยู่ในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ มีมาสองสามราย ผมไม่รับ
ตอนเป็นรัฐมนตรีวันแรกก็มีคนเอาทองมาให้แล้ว ผมให้เด็กวิ่งตามไปคืน เรายอมรับข้อเท็จจริงได้ไหมว่าสังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ และเดี๋ยวนี้ก็ยังคงเป็นอยู่ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ดีทั้งหมด คือต้องพอประมาณไง เราอุปถัมภ์กันจนเกินเลยหรือว่าเพื่อพวกพ้องจนเกินไปจึงมีปัญหา คือพยายามลดให้น้อยที่สุด แต่ไม่ง่าย ระบบเรายังไม่เอื้ออำนวย องค์กรในบางประเทศ คนที่นามสกุลเดียวกันเขายังไม่ให้เข้าทำงาน แค่นี้เราทำได้ไหม ที่ผมยกตัวอย่างก็คือทุกกระทรวงทบวงกรมก็รับกันทั้งนั้น ข้าราชการก็เช่นกัน คือระบบอุปถัมภ์ความจริงแล้วยังมีอยู่ แต่ว่าเราทำให้ดีได้

คิดว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนำพาให้คนพ้นความยากจนได้จริงหรือไม่ อย่างไร ?
จริง ถ้าปฏิบัติตามผมเชื่อว่าได้ ในตัวปรัชญาก็ตอบคำถามนั้นอยู่แล้ว จะเขียนว่าจะต้องมีความขยันหมั่นเพียร แต่ในทางปฏิบัติผมมานั่งนึกดู ถ้าคนนั้นไม่มีปัจจัยที่เพียงพอในการที่จะช่วยให้เขาอยู่ต่อไปได้ เช่นว่า หนึ่ง สมมุตินะเขาเป็นชาวไร่ชาวนาถ้าเขาไม่มีที่ดิน ก็ต้องไปเช่า แล้วพืชผลเขาเสียหายเขาก็ไม่มี ซึ่งผมเองทางปฏิบัติ ย้อนกลับไปนิดหนึ่ง ตระกูลพ่อผมเป็นชาวนา ปู่ของปู่เป็นคนที่รัชกาลที่ ๒ ให้ไปครอบครองพื้นที่รบกับเขมร และพระราชทานที่แถวนั้นให้ ปัจจุบันเป็นที่นา เหลืออยู่ไม่เท่าไหร่ ผมก็ให้ลูกนาเช่า ปีไหนไม่มีผลผลิตผมก็ไม่เอาค่าเช่า จริงๆ ได้ค่าเช่าปีหนึ่งได้หมื่นบาทเอง ให้เขาฟรียังได้เลย เขาเป็นญาติผม ผมถามว่าลูกนาผมเขาจะหายจากความยากจนได้ไหม ผมว่าไม่นะ เพราะเขาไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง เขาต้องเช่าผม ถ้าเจ้าของนาไม่ได้เป็นคนใจบุญนะ ไม่มีตังค์ทำก็ติดหนี้เอาไว้ ปีหน้าคุณก็ต้องหามาใช้ ก็เป็นดินพอกหางหมูอยู่เรื่อย ฉะนั้นเงื่อนไขตรงนี้ค่อนข้างยาก คือเขาต้องมีอะไรเป็นของตัวเอง
คือใจผม ผมเคยเขียนไว้ว่า อยากให้คนไทยโดยเฉพาะเกษตรกรมีที่ดินเป็นของตัวเอง อย่างที่พระเจ้าอยู่หัวทำ แม้แต่ ๑ ไร่เดี๋ยวนี้ก็ทำเกษตรทฤษฏีใหม่ได้แล้ว ให้แค่ไร่เดียวให้ไม่ได้หรือ ใจผมนะ ถามว่าแก้ความยากจนได้ไหม การปฏิบัติได้ แต่ต้องมีอะไรให้เขาบ้าง
ตัวอย่างที่สอง คนในเมืองส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างเขา การค้าขายไม่คล่องตัวแล้วแต่เศรษฐกิจ ฉะนั้นถามว่าถ้าปฏิบัติตามนี้จริงจะแก้ปัญหาความยากจนได้ทั้งหมดไหม ก็อาจจะได้ถ้ามีปัจจัยเอื้ออำนวย อย่างเช่นถ้าเขาเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นคนที่มีคุณธรรม ผมเชื่อว่าเขาเอาตัวรอดได้ แล้วเขาก็จะไปเจอคนดีคอยช่วยเหลือสนับสนุน ให้เงิน ลดค่าเช่าให้ ช่วยๆ กันไปอย่างนี้ แต่ที่แน่ๆ ถ้าเขาไม่มีความพากเพียรอดทน เป็นคนไม่ดี ขาดคุณธรรม ก็จะแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้ เพราะคุณธรรมเป็นเงื่อนไขหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียง แล้วยังมีเงื่อนไขและองค์ประกอบอื่นอีกมาก
ถ้าเอาทุกคำพูดในปรัชญาฯ ไปตีนะ ทุกคำพูดมีความหมายลึกซึ้งหมดเลย การปฏิบัติตามทุกคำพูดอาจเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าปฏิบัติได้เป็นส่วนใหญ่หรือบางส่วน ก็จะเป็นเรื่องที่ดี.

 

แผนที่มูลนิธิครอบครัวพอเพียง

Map