L1

L2

L3

เรื่องราวใหม่ ๆ

  1. ตารางกิจกรรม
  2. การ์ตูนครอบครัวพอเพียง

กิจกรรมมอบป้ายประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชัน

ทางคณะกรรมการมูลนิธิฯจึงได้จัดทำโครงการครอบครัวพอเพียงสู่สถานศึกษาและชุมชน เพื่อเป็นการสร้างแนวร่วมในการส่งเสริมการเรียนรู้ให้เกิดผลอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม รวมไปถึงการมุ่งเน้นดำเนินการรณรงค์ปลุกกระแสให้เยาวชนไทย รู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รู้รักสามัคคี รู้สิทธิและหน้าที่พลเมืองดี ร่วมปกป้องผลประโยชน์ของบ้านเมือง และตื่นตัวที่จะคิดดี ทำดี ร่วมมือร่วมใจกันต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อประเทศไทยพัฒนาอย่างยั่งยืน

{gallery}New_gen_so_good_v{/gallery}

 

สัมภาษณ์พิเศษ

×

Notice

There was a problem rendering your image gallery. Please make sure that the folder you are using in the Simple Image Gallery plugin tags exists and contains valid image files. The plugin could not locate the folder: images/New_gen_so_good_v

คุณธรรมนำคน
สู่ความยั่งยืน
ดร.วรวุฒิ แสงเฟือง


รู้แบบพอเพียง
ผมเกิดที่จังหวัดกาญจนบุรี คุณครูคนแรกของผมคือคุณพ่อ ท่านสอนผมโดยใช้ปรัชญา ความรู้คู่คุณธรรม ความทรงจำแรกที่ผมจำได้เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ของผม คือ สมุดฝึกการอ่าน ก.ไก่ ข.ไข่ ที่คุณพ่อผมทำขึ้นมาเอง โดยใช้สมุดที่เค้าทิ้งแล้วนำกลับมาใช้อีกครั้ง ตัว ก.ไก่ ข.ไข่ คุณพ่อผมเขียนเอง ส่วนรูปภาพไก่ หรือภาพประกอบพยัญชนะตัวอื่นๆ ตัดมาจากหนังสือพิมพ์ นำมาติดกาวติดเป็นภาพประกอบกับ ตัว ก.ไก่ ที่คุณพ่อเขียนคุณพ่อทำทั้งเล่มจนถึง ฮ.นกฮูก ตาโต ครับ แล้วก็จะมี ตัวสระ ตัวเลข เสียดายที่สมุดเล่มนั้นสลายไปกับกาลเวลา ไม่อย่างนั้นจะนำมาให้ชม คุณพ่อสอนผมอ่านด้วยตัวเอง การอ่านหนังสือที่คุณพ่อทำให้นั้น ผมว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องความพอเพียงในครอบครัวของผม ส่วนการอ่านหนังสือกับคุณพ่อนั้น ผมก็ว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้ทั้งมวลที่ผมได้มาความทรงจำอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมชอบการอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจก็คือคุณแม่เพราะเวลาว่างจากการทำงานบ้าน ผมก็เห็นคุณแม่อ่านหนังสือมาตลอด ไม่ได้ซื้อมาอ่านหรอกครับ ยืมมาจากห้องสมุดประชาชน นอกจากนี้ คุณพ่อยังมีนโยบาย ๒๐ บาทต่อเดือน ให้ซื้อหนังสือเข้าบ้าน สมัยนั้นนิทานอีสป เล่มละ ๑ บาท ผมจึงเลือกแต่นิทานอีสปครับ เพราะได้หลายเล่ม จำนวนเงินเพิ่มขึ้นตามระดับชั้น นโยบายนี้สิ้นสุดตอนผมขึ้นชั้น ม.๑ เพราะต้องไปอยู่โรงเรียนประจำ ลืมบอกไป ผมเรียนระดับอนุบาลและประถมศึกษาที่โรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี (รุ่นที่ ๔) และระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม (รุ่นที่ ๒๐)

คุณธรรมเป้าหมาย
คุณธรรมที่ผมได้รับการปลูกฝังจากคุณพ่อตั้งแต่เล็กๆ เลย คือ เรื่อง วินัย สัจจะ และซื่อสัตย์ ผมจำได้ว่า วินัยที่คุณพ่อปลูกฝังให้นั้นท่านจะปลูกฝังผ่านเรื่องมารยาท เช่น มารยาทในการพูด คือ ไม่ให้พูดแทรกขณะที่ผู้ใหญ่คุยกัน รวมทั้งไม่พูดเพ้อเจ้อ พูดส่อเสียด พูดหยาบคาย พูดประชดประชัน มารยาทในการไหว้ มารยาทในการเดินผ่านผู้ใหญ่ การวางของใช้ให้เป็นระเบียบ เก็บของเล่นทุกครั้งที่เล่นเสร็จเอาไปวางไว้ที่มุมของตัวเอง การจัดเก็บหนังสือที่อ่านเสร็จแล้ว การจัดตารางเรียน การเก็บที่นอน การพับผ้าห่ม การพับเสื้อผ้า ท่านละเอียดถึงการตากผ้าขี้ริ้วที่ใช้เสร็จแล้ว เหล่านี้เป็นต้น ส่วนสัจจะนั้นจะถูกปลูกฝังผ่านข้อตกลงร่วมกันในบ้าน กฏกติกาของบ้าน เราคิดกันเองในครอบครัว เช่น ใครมีหน้าที่ล้างจาน กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักถุงเท้า รองเท้า วันนี้รับปากคุณพ่อว่าจะท่องสูตรคูณแม่สองให้คุณพ่อฟังเวลา ๑๙.๐๐ น. ก่อนถึงเวลานัดต้องมายืนรอแล้วครับ นัดต้องเป็นนัดห้ามผิดนัด นัดว่าจะท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ ๑๐ คำ ก็ต้อง ๑๐ คำ นัดว่าวันนี้จะท่องพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ต้องท่อง ยังมีเบญจศีล เบญจธรรม คติธรรม สำนวนโวหาร คำพังเพย
คุณพ่อท่านจะมีอะไรเพิ่มเป็นโจทย์ใหม่ๆ มาทุกอาทิตย์แบบไม่ซ้ำเลยครับ ส่วนความซื่อสัตย์นั้น ผมถูกฝึกผ่านการใช้เงินกองกลางครับ เงินจะอยู่ข้างบนตู้เย็นในตระกร้า สองคนพี่น้องจะหยิบใช้ตามโค้วต้าของตนเองที่กำหนดไว้ครับ เงินที่บ้านไม่เคยหาย คำสอนที่คุณพ่อพูดอยู่บ่อยๆ ผมจำมาจนถึงทุกวันนี้ คือ “ลูกรัก เสื้อผ้าถึงจะเก่าแต่ถ้าสะอาดและมีกลิ่นหอมก็จะทำให้เราอยู่ในสังคมได้นะลูก” นั่นคือคำสอนที่คุณพ่อใช้เปรียบเทียบในเรื่องการใช้ชีวิตและการทำความดี

“แบบ” ดีกว่า “บอก”
คุณพ่อจะเน้นเป็นพิเศษ คือ เรื่องการเป็นแบบอย่างที่ดี มีอยู่ครั้งหนึ่งผมจำได้แม่น วันนั้นผมไปกับคุณพ่อเพื่อไปซื้อวัสดุอุปกรณ์เข้าสำนักงานของคุณพ่อ ผมยืนรออยู่ที่รถนอกร้าน แต่นึกขึ้นได้ว่าต้องซื้อกาวลาเท็กส์ ไปทำงานประดิษฐ์ จึงเดินเข้าไปในร้าน ผมได้ยินเจ้าของร้านเสนอส่วนลดให้คุณพ่อ แต่คุณพ่อได้ขอบคุณเขาและแจ้งกับเจ้าของร้านว่าไม่ประสงค์จะรับส่วนลดนั้น และแนะนำกลับไปว่าถ้าจะให้ดีก็เพิ่มวัสดุอุปกรณ์บริจาคให้ทางราชการได้ และวัสดุอุปกรณ์ให้นำไปส่งให้กรรมการตรวจรับที่สำนักงานคุณพ่อไม่ขอรับของไป เจ้าของร้านหัวเราะ ผมจำภาพนั้นได้ติดตาและจำเสียงนั้นได้ติดหู ส่วนคุณแม่จะเป็นฝ่ายสนับสนุนและยึดมั่นในข้อตกลงมากกว่าใครในบ้าน แบบอย่างของคุณแม่เห็นได้อย่างชัดเจนจากเรื่องหนังสือที่คุณแม่ยืมมา คุณแม่ส่งคืนตามเวลา และไม่เคยเอาหนังสือที่ยืมมาเป็นของส่วนตัว คุณแม่บอกว่ามีคนรออ่านเยอะถ้าเราไม่ไปคืนตามเวลาที่เขากำหนด คนที่เขารอยืมต่อก็จะไม่ได้อ่าน การเป็นตัวแบบที่ดีนี้ คุณพ่อฝึกผมด้วยการให้เป็นตัวอย่างของน้องในทุกๆ เรื่อง ทั้งเรื่องการเรียนและความประพฤติ คุณพ่อจึงเน้นหนักเป็นพิเศษ ด้วยคำพูดที่กินใจผมเสมอ ว่า “พ่อเป็นลูกคนโตของปู่ ลูกเป็นลูกคนโตของพ่อ ตระกูลเราไม่มีอะไร ที่จะไปเทียบกับใครได้ นอกจากความซื่อสัตย์ ลูกต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ของวงศ์ตระกูล”

จากบ้านสู่เมือง
เมื่อนึกย้อนกลับไปก็พบว่าวันเวลาล่วงเลยมานานมากแล้วนะ ต้องขอบคุณ บก. ที่ทำให้ผมสามารถระลึกถึงความหลังเป็นตัวหนังสือได้ ทำให้ผมนึกถึงคำคมบทหนึ่งเค้าบอกว่า “ความทรงจำที่ดี รึจะสู้ตัวอักษรที่เลือนลาง” จากคุณธรรมเป้าหมายที่ถูกปลูกฝังในวัยเด็ก ผมคิดว่านั่นคือพื้นฐานสำคัญที่ส่งผลมาจนถึงวัยทำงาน เมื่อผมทบทวนกลับไปก็พบว่ามีหลักปฏิบัติที่สำคัญคือผมใช้ยึดถือในการปฏิบัติราชการมาโดยตลอด ก็คือ การน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติ

“...ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด
การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อยจึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี
หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดีให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง
และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้...”
(พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๖
ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๑๒)
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บทนี้ ก็มาจากการที่คุณพ่อได้มอบหมายให้ท่องจำมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ ทั้ง ส่งเสริมคนดี และ ควบคุมคนไม่ดี จึงเป็นหลักการที่ผมใช้เป็นหลักในการปฏิบัติราชการ

ระเบิดจากข้างใน
พ.ศ.๒๕๔๑ ผมได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมในหลักสูตร การพัฒนาผู้นำตามรอยพระราชดำริและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รุ่นที่ ๓ ของสถาบัน คลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม ผมได้เรียนรู้วิชาหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้ทราบว่า พระองค์ทรงมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคน ทรงตรัสว่า “การพัฒนาชนบทต้องระเบิดจากข้างในคือ การสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนาให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน” หลักการทรงงานเพียงแค่บทเดียวเท่านั้นครับทำให้วิถีชีวิตของผมเปลี่ยนไปทันที ผมเริ่มค้นคว้าอย่างหนักจนพบว่า ระเบิดจากข้างใน ต้องใช้ต้นทุนความดีเป็นตัวจุดระเบิด และองค์ประกอบของต้นทุนความดี ก็คือ คุณธรรม จริยธรรม

ระเบิดสีขาว
ผมจึงนำต้นทุนความดีมาสร้างใหม่ ตั้งชื่อว่า ระเบิดสีขาว กระบวนการทำงานของระเบิดสีขาว จะแบ่งเป็น ๓ ระยะ คือ ระยะที่ ๑ ค้นหาต้นทุนระยะที่ ๒ เข้าใจตัวตน ระยะที่ ๓ สู่ความยั่งยืน
ระยะที่ ๑ ค้นหาต้นทุนการค้นหาต้นทุนเป็นภาคทฤษฎี มีขั้นตอนในการค้นหาต้นทุนความดี๓ ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ ๑. กำหนดคุณธรรมเป้าหมาย ขั้นตอนที่ ๒. พัฒนาพฤติกรรมบ่งชี้ และ ขั้นตอนที่ ๓. สร้างกิจกรรมส่งเสริมความดี
ระยะที่ ๒ เข้าใจตัวตน การเข้าใจตัวตนเป็นขั้นตอนสำคัญเพราะเป็นขั้นปฏิบัติที่ใช้กิจกรรมส่งเสริมความดีเป็นฐานการเรียนรู้จิตของตัวเอง โดยใช้คำถาม ๓ ข้อ แบ่งเป็น ๓ ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ ๑.ประทับใจอะไร รู้สึกอย่างไร เรียนรู้อะไร ขั้นตอนที่ ๒. รู้สึกอย่างไร เรียนรู้อะไร นำไปใช้อย่างไร และ ขั้นตอนที่ ๓. รู้สึกอย่างไร เรียนรู้อะไร คุณธรรมที่ได้
ระยะที่ ๓ สู่ความยั่งยืนเป็นขั้นตอนการสังเคราะห์ตัวตนโดยการนำองค์ความรู้ที่ค้นพบจากการพัฒนาฐานการเรียนรู้จิตของตนเอง ย้อนกลับไปปรับปรุงพฤติกรรมเพื่อเพิ่มคุณค่าในตัวตน และนำคุณค่านั้นสู่สังคมแบ่งเป็น ๓ ขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ ๑. ถอดโครงร่าง ขั้นตอนที่ ๒. สร้างนวัตกรรมขั้นตอนที่ ๓. นำคุณค่าสู่สังคม

ลองของ
ผมโชคดีที่ได้ค้นคว้าและค้นพบ ระเบิดสีขาวแต่ยังไม่มีโอกาสได้ทดลองนำกระบวนการทำงานของระเบิดสีขาวไปใช้ อยู่ในขั้นมีความรู้แล้ว แต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ก็เปล่าประโยชน์จนกระทั่งท่านอาจารย์ปราโมทย์ โชติมงคล ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน สมัยนั้น ท่านให้โอกาสผมไปร่วมพัฒนาคุณธรรมให้กับโรงเรียนแห่งหนึ่ง ทำให้ผมมีโอกาสได้ทดลองใช้ระเบิดสีขาวครั้งแรกที่โรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ระเบิดสีขาวเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้เกิด “บางมูลนากโมเดล” จากโรงเรียนผมนำไปทดลองใช้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชื่อ องค์การบริหารส่วนตำบลคำแคน อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ส่งผลให้เกิด “คำแคนโมเดล” จากท้องถิ่นผมได้ทดลองนำไปใช้ในโครงการของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งเป็นโครงการที่มีกลุ่มเป้าหมาย คือ ฝ่ายกิจการนักศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ ส่งผลให้ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก เป็น “มหาวิทยาลัยตัวอย่างในการสร้างจิตสำนึกของนักศึกษากองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา” โอกาสยังไม่หมดแค่นั้น ผมได้รับคำแนะนำจากท่านองคมนตรีนายแพทย์เกษม วัฒนชัย ให้เข้าไปช่วยพัฒนาโรงพยาบาลบางมูลนาก อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร จึงมีโอกาสได้ทดลองนำกระบวนการทำงานของระเบิดสีขาวไปใช้ในโรงพยาบาล ส่งผลให้เกิดกระบวนการพัฒนาที่เรียกว่า “โรงพยาบาลคุณภาพสู่โรงพยาบาลคุณธรรม” ยังไม่หมดแค่นั้นผมยังมีโอกาสนำกระบวนการทำงานของระเบิดสีขาวไปทดลองใช้ในการพัฒนาองค์กรต่างๆให้เป็นองค์กรคุณธรรมซึ่งมีทั้งโรงงาน โรงสี โรงไฟฟ้า ฯลฯ

แบบฝึกจริยธรรมขั้นพื้นฐาน
ผมมีโอกาสติดตามท่านองคมนตรี นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ไปที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ได้ฟังท่านองคมนตรีบรรยายเรื่องโรงพยาบาลคุณธรรม ตอนหนึ่งท่านองคมนตรีได้อัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็กประจำปี ๒๕๓๐ ความว่า


“เด็กๆ นอกจากจะต้องเรียนความรู้แล้วยังต้องหัดทำการงานและทำความดีด้วย
เพราะการทำงานจะช่วยให้มีความสามารถมีความขยันอดทน พึ่งตนเองได้
และการทำดีนั้นจะช่วยให้มีความสุขความเจริญทั้งป้องกันตนไว้ไม่ให้ตกต่ำ”


นั่นคือแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ผมคิดถึงการสร้างเครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาคุณธรรมอย่างยั่งยืน เพื่อเด็กๆ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ความโชคดียังแวะเวียนเข้ามาทักทายผมอีกครั้ง เมื่อผมได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการโรงเรียนคุณธรรมต้นแบบในเขตพระนคร เป็นโครงการร่วมระหว่างศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) บมจ.เทเวศประกันภัย และโรงเรียนวัดตรีทศเทพซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร อยู่ในเขตพระนคร ผมไม่รอช้านำระเบิดสีขาวมาปรับใช้ในโรงเรียนระดับประถมศึกษา แต่เปลี่ยนเป็นกระบวนการพัฒนาทักษะทางการคิดด้านคุณธรรมแทนและเพิ่มการทดลองใช้แบบบันทึกความดีเป็นครั้งแรก จากนั้น สำนักงานเขตพระนคร และบมจ.เทเวศประกันภัย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานทรัพยสินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ตกลงขยายผลโครงการโรงเรียนคุณธรรมในเขตพระนคร อีก ๑๑ แห่ง ผมจึงมีโอกาสได้พัฒนาจากแบบบันทึกความดีเป็นสมุดบันทึกความดี โดยผมนำความรู้เดิมในตอนเด็กๆ* คือ แบบบันทึกความดีของท่านเหลียวฝาน มาผสมกับหลักวิชาการที่เรียนมา คือ พฤติกรรมมนุษย์ ผสานกับประสบการณ์ในการทำงาน คือ สมุดบันทึกความดีที่เด็กๆใช้ตามโรงเรียนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นแบบเช็คลิสต์และแบบไดอะรี่ และประสบการณ์จากการศึกษาดูงาน คือ สมุดบันทึกความดีของต่างประเทศ สุดท้ายผมได้สมุดบันทึกความดี แบบใหม่ ที่สอดคล้องตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่กล่าวมาข้างต้น โดยเพิ่มการพัฒนาทักษะชีวิตของเด็กๆ ให้ครบทุกด้าน เช่น การตระหนักรู้และเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น การคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ และแก้ปัญหา การจัดการอารมณ์ และความเครียด การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นและเพิ่มขีดสมรรถนะให้สมุดบันทึกความดีนี้ไปเพิ่มกระบวนการพัฒนาสมองทั้งสองซีกด้วยการวาด ระบายสี และการเขียน การลำดับเรื่องราว และสามารถนำมาใช้ในการวัดแววความสนใจใฝ่รู้ของเด็ก คือ หากเด็กได้บันทึกอย่างต่อเนื่องจะเห็นการพัฒนา IQ EQ และ MQ ของเด็ก นอกจากนี้ยังเพิ่มขีดความเอาใจใส่ของคุณครู และผู้ปกครอง ลงไปในสมุดบันทึกความดีนี้ด้วย สมุดบันทึกความดีต้นแบบได้นำไปทดลองใช้ที่โรงเรียนอนุบาลศุภลักษณ์ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี และได้นำสมุดบันทึกความดีนี้มาใช้ในโครงการโรงเรียนคุณธรรมในเขตพระนคร ๑๑ แห่ง อย่างสมบูรณ์แบบ
*(ตอนเด็กๆ ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ โอวาทสี่ท่านเหลียวฝาน เป็นหนังสือของคุณอาน้องคนสุดท้องของคุณพ่อ ในนั้นสอนคุณธรรมหลายอย่างแต่ที่ผมชอบมากที่สุด คือ การจดบันทึกความดี ผมทดลองจดบันทึกความดีและความไม่ดี ในแต่ละวัน ผมทำอยู่นานพอสมควร การทำความดีของผมก็เป็นการทำความดีทั่วๆ ไป เช่น ช่วยงานคุณพ่อ คุณแม่ น้อง เพื่อน คุณครู คนข้างบ้าน เป็นต้น โดยผมไม่รู้ว่าการทำแบบนั้น จะทำให้ผมมีแบบแผนพื้นฐานส่งผลมาถึงปัจจุบัน)

สู่ความยั่งยืน
ผมรับราชการมา ๑๕ ปี เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อีก ๓ ปี เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ อีก ๔ ปี รวมเวลาที่ผมอยู่ในระบบทั้งหมด ๒ ปี ผมพบว่า การเป็นคนตั้งใจทำงานที่อาศัยอยู่ในระบบมันทำให้มีวิธีคิดแบบจำกัด
ไม่สามารถลงมือทำงานได้อย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนแปลงไปตามวิธีคิดของผู้บริหาร หาความยั่งยืนไม่ได้ ผมมุ่งเป้าที่จะลาออกจากระบบอย่างสิ้นเชิง ผมตั้งเป้าหมายชีวิตใหม่และตั้งปณิธานว่าจะขอ “ถวายชีวิตไว้รับใช้งานเป็นข้าเบื้องบทมาลย์จนวันตาย” ซึ่งเป็นคำปฏิญาณที่ผมร้องในโรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัยมาตั้งแต่เด็กๆ ผมเริ่มค้นหาวิธีการเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ผมตั้งไว้และพบว่า การทำงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับใช้ประเทศชาติ และรับใช้สังคม ตามกำลังความรู้ ตามกำลังความสามารถ และตามกำลังคุณธรรมของผม ตามที่ผมตั้งใจไว้สามารถทำผ่านโครงการร่วมกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนมูลนิธิฯต่างๆ ได้ในที่สุดผมตัดสินใจลงมือทำตามที่ผมตั้งเป้าหมายไว้ คือ ลาออกจากระบบมาเป็นราษฎรเต็มขั้น มาเป็นที่ปรึกษาโครงการโรงเรียนคุณธรรมในเขตพระนคร ให้กับ บมจ.เทเวศประกันภัยภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานทรัพยสินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นวิทยากรกระบวนการพัฒนาองค์กรคุณธรรม ให้กับ มูลนิธิยุวสถิรคุณภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่มีท่านองคมนตรี นายแพทย์เกษม วัฒนชัย เป็นประธานมูลนิธิยุวสถิรคุณ และผมรับอาสาเข้ามาดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการมูลนิธิครอบครัวพอเพียง
ที่มีท่าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิครอบครัวพอเพียง ผู้ซึ่งนำหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องระเบิดจากข้างในมาจุดประกายความคิดให้กับผม ผมคิดว่าในเวลาสำคัญอย่างนี้ องค์ทั้งสามแห่งที่ผมกล่าวมาข้างต้น คือ องค์กรสำคัญที่จะยกระดับคุณธรรมของเด็กและเยาวชน และจะทำให้กระบวนการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมตามอุดมการณ์ของผม สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเด็กไทยเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และมีความยั่งยืน

 

แผนที่มูลนิธิครอบครัวพอเพียง

Map