L1

L12

L2

L3

 L4
  runfordawn

KPP Main

 

จากครูบ้านนอก สู่ ผอ.โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

ผอ.ดร.เชิดศักดิ์ ศุภโสภณ


          ผู้หนึ่งผู้ใดจะก้าวเข้ามาเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานอย่างสวนกุหลาบวิทยาลัยได้ ย่อมต้องมีประสบการณ์และผลงานอันเป็นประจักษ์ต่อวงการศึกษาอย่างแท้จริง ดร.เชิดศักดิ์ ศุภโสภณ คือผู้หนึ่งที่ได้รับความไว้วางใจอย่างสูงให้เข้ามาเป็น ผอ.โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยคนปัจจุบัน จากหนุ่มชาวราชบุรีมุ่งมั่นเรียนหนังสือเพื่อจะเป็นครูตามความตั้งใจ ไต่เต้าสอบบรรจุรับราชการครูระดับประถมศึกษาครั้งแรกที่โรงเรียนศรีประจันต์ ต.ศรีประจันต์ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ด้วยเงินเดือนแรกของชีวิตจำนวน 1,750 บาท

IMG 5473
          ผอ.เชิดศักดิ์เริ่มชีวิตการเป็นครูครั้งแรกด้วยการเป็นทั้งครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ครูประจำชั้น และช่วยงานต่างๆ ของโรงเรียน ทุกๆ เย็นยังเป็นโค้ชฝึกซ้อมกีฬาให้กับนักเรียน สร้างทีมฟุตบอลของโรงเรียนศรีประจันต์เข้าร่วมแข่งขันจนได้รับรางวัลชนะเลิศระดับอำเภอเป็นครั้งแรก เป็นผลงานชิ้นแรกๆ ที่ท่านสร้างจากการเสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อเด็กนักเรียน ทำให้ชื่อของท่านเป็นที่รู้จักของคน อ.ศรีประจันต์
          เพียง 1 ปี 1 เดือน กับอีก 3 วัน ท่านสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการครูสังกัดกรมสามัญศึกษาได้ที่โรงเรียนสรวง สุทธาวิทยา ต.ดอนปรู อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ในปี พ.ศ. 2521 ตรงนี้เอง เป็นความลำบากใจในก้าวแรกๆ ซึ่งท่านไม่เคยลืม
          “หากจะโอนอายุราชการ 1 ปี 1 เดือน 3 วัน และ 1 ขั้นที่ผ่านมา เพื่อนำไปนับต่อในการบรรจุเข้ารับราชการใหม่ ในสังกัดกรมสามัญศึกษาต้องใช้เวลาถึง 3 เดือนตามระบบของข้าราชการ ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อนักเรียนทั้งสองฝ่าย เพราะนักเรียนจะรอครูไม่ได้ตราบใดที่การเรียนการสอนยังดำเนินต่อไป ผมจึงตัดสินใจลาออกจากราชการ โดยไม่กังวลและเสียดายอายุราชการที่ผ่านมา แล้วบรรจุเข้ารับราชการครูเป็นครั้งที่สอง ในตำแหน่งอาจารย์ 1 ระดับ 3 เงินเดือน 1,750 บาทเท่าเดิม”
          พื้นดินอันว่างเปล่ากว่า 51 ไร่ล้อมรอบด้วยไร่อ้อย ปรากฎอาคารเรียนชั่วคราว 6 ห้องเรียนหลังหนึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางอาณาบริเวณอันเวิ้งว้าง มันเปรียบได้กับทุกสิ่งทุกอย่างของโรงเรียนแห่งนี้ โรงเรียนที่ไม่มีแม้ห้องสุขา ท้องทุ่งนานั่นแลคือที่ปลดทุกข์ทั้งของครูและนักเรียน ภาพที่ชาวสรวงสุทธาวิทยาเห็นกันชินตาก็คือ อาจารย์เชิดศักดิ์มาทำงานตั้งแต่เช้า ต้อนรับนักเรียนอย่างเป็นกันเอง ทำหน้าที่ตั้งแต่ครูสอนคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เกษตร ศิลปะ พลศึกษา โดยเฉพาะการฝึกซ้อมนักเรียนให้เล่นกีฬาเทเบิลเทนนิส จากที่เล่นไม่เป็นจนคว้ารางวัลกว่า 88 รางวัล
          ท่านใช้เวลาเป็นครูอยู่ 7 ปี ก่อนจะก้าวสู่ตำแหน่งผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่อีก 6 ปี ในบทบาทของผู้ช่วยฯ ท่านอาศัยการมีส่วนร่วมของครู นักเรียน ผู้ปกครอง กรรมการศึกษาโรงเรียนและชุมชน ร่วมนำพาโรงเรียนสรวงสุทธาวิทยาเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง จนได้รับรางวัลโรงเรียนพระราชทาน และเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของสถาบันพัฒนาผู้บริหาร วัดไร่ขิง ตลอดจนรางวัลดีเด่นต่างๆ อีกมากมายภายในระยะเวลา 13 ปี ส่งผลให้ในปี พ.ศ.2534 อนาคตครูหนุ่มผู้มีความมุ่งมั่นในอาชีพก้าวสู่ตำแหน่ง ผอ.โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 6 จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นเวลา 6 ปี ก่อนจะได้รับความไว้วางใจจาก นายบรรหาร ศิลปอาชาให้ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 ซึ่งเป็นโรงเรียนแรกของกลุ่มโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา
          เมื่อครบ 4 ปี ทางกรมสามัญศึกษามีคำสั่งให้ ผอ.เชิดศักดิ์ ศุภโสภณย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนสงวนหญิงซึ่งเป็นโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดสุพรรณบุรี ส่งผลให้โรงเรียนได้รับคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนแกนนำปฏิรูปการศึกษาดีเด่น กรมสามัญศึกษาในที่สุดภายในระยะเวลา 7 ปีที่ท่านดำรงตำแหน่ง ก่อนจะย้ายไปเป็นผู้อำนวยการที่โรงเรียนนนทรีวิทยา จังหวัดกรุงเทพมหานครเป็นระยะเวลา 3 ปี สร้างความเกรียงไกรและประทับใจให้กับผู้ร่วมงานและโรงเรียนนนทรีทั้งในแง่วิชาการ การขับเคลื่อนบริหารบุคคลากรแบบมีส่วนร่วม เรียกว่าแทบไม่มีที่เก็บรางวัลเลยทีเดียว จากนั้นท่านจึงได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 ในปี พ.ศ.2554

IMG 5438

สวนกุหลาบไม่เคยขาดไม้เรียว
          “ถามว่าวันนี้สวนกุหลาบมีไม้เรียวตีไหม...ตี!” ดร.เชิดศักดิ์ ศุภโสภณ ผอ.โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย คนปัจจุบันในวัย 61 ปี กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่แฝงรอยยิ้มอันอบอุ่น
          ปีนี้ก็เข้าปีที่ 134 แล้วสำหรับอายุของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ซึ่ง ผอ.เชิดศักดิ์ย้ำว่า โรงเรียนนี้ไม่เคยห่างไม้เรียวอันเป็นเสมือนครูอีกคนหนึ่งที่คอยย้ำเตือนให้เด็กๆ ทุกรุ่นได้จดจำถึงความประพฤติอันดีงาม คงความเป็น “สุภาพบุรุษสวนกุหลาบ” เอาไว้ให้เหนียวแน่น หากนับรายชื่อบุคลากรของประเทศที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ ปลูกฝังมา คงต้องนับกันยาวเหยียดหลายหน้ากระดาษ ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีจนถึงพ่อค้านักธุรกิจแทบทุกสาขาอาชีพ ซึ่งล้วนผ่านไม้เรียวกันมาทั้งนั้นโดยไม่เคยมีการร้องเรียนจากผู้ปกครองแม้สักครั้งเดียว
          “ผมมาใหม่ๆ ก็ตกใจว่าทำไมโรงเรียนนี้ไม่มีปักชื่อนักเรียน เพราะปกติเวลาไปอยู่โรงเรียนไหนจะต้องมีชื่อนักเรียน เราจะได้จำได้ว่าคนนั้นชื่ออะไร จะได้เรียกถูก จนครูอาวุโสเล่าให้ฟังว่า โรงเรียนนี้เด็กทุกคนเป็นคนดี ไม่ต้องปักชื่อ มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่รู้สึกว่า โอ้โห โรงเรียนนี้ใครจะมาอยู่ต้องเป็นคนดีนะ โตขึ้นต้องเป็นผู้ใหญ่ที่ดี การที่นักเรียนทุกคนเข้ามาเรียนที่สวนกุหลาบ ครูอาจารย์ก็จะต้องคอยอบรมบ่มนิสัย คอยชี้แนะ คอยเตือน คอยดุ และไม่เคยขาดไม้เรียวมาเป็นร้อยปีแล้ว”
          แน่นอนว่าทุกโรงเรียนย่อมมีนักเรียนดื้ออยู่บ้าง สวนกุหลาบฯ ก็เช่นกัน แต่สิ่งที่ ผอ.เชิดศักดิ์พบเจอคือเด็กนักเรียนสวนกุหลาบไม่ว่าจะรุ่นไหนก็ตาม ทุกคนมักจะมีความอ่อนน้อมถ่อมตน เมื่อพบครูอาจารย์นั่งอยู่ที่เก้าอี้ นักเรียนจะนั่งคุกเข่าทันที ไม่มีการยืนค้ำหัวผู้ใหญ่ สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะนักเรียนเท่านั้น ผู้ที่เรียนจบไปแล้วก็ยังปฏิบัติอยู่ ยิ่งตอกย้ำความเหนียวแน่นในวิถีของสวนกุหลาบอย่างเด่นชัด
          “ผมไปร่วมงานช่อง 5 วันที่ 7 มีนาคมปีก่อน มีการบริจาคเงินวันสถาปนาโรงเรียน ศิษย์เก่าที่เป็นออแกไนซ์เขามาแนะนำผมว่าขั้นตอนเป็นยังไง ผมนั่งโซฟาเขานั่งข้างล่าง ผมบอกเชิญนั่งข้างบน เขาก็ไม่ลุกขึ้นมา เขาบอกว่าไม่เป็นไรครับอาจารย์ ผมนั่งตรงนี้ดีแล้วครับ เขารู้สึกว่านี่คือครู คือถูกสอนมา”
          ผอ.เล่าว่า ยิ่งเห็นภาพท่านพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ซึ่งเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ไปกราบครูอาจารย์ในวันเกิดของท่านเอง ภาพที่เห็นคือครูนั่งบนโต๊ะ ตัวพลเอกสุรยุทธ์นั่งข้างล่าง ยิ่งทำให้ตระหนักถึงความเป็นสุภาพบุรุษสวนกุหลาบรุ่นต่อรุ่นล้วนเป็นแบบอย่างที่ดีต่อกัน ทำให้ ผอ.เกิดความประทับใจ เป็นพลังในการบริหารงานต่อไปโดยมุ่งเน้นที่ครูเป็นหลักในการสร้างแบบอย่างที่ดีให้เด็กนักเรียน
          “ครูต้องเป็นแบบก่อน ครูต้องเป็นครูที่ดี ผู้บริหารก็ต้องเป็นผู้บริหารที่ดี จึงสั่งสมสิ่งเหล่านี้ไว้ แล้วก็สอนรุ่นต่อรุ่น คำว่าแบบอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน มันเป็นเรื่องจริง ถ้าผู้ใหญ่ทุกระดับทำตัวให้ถูกต้อง ตั้งใจทำงาน มุ่งมั่น อุทิศเวลา ขยันหมั่นเพียร มีความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ ข้าราชการผู้น้อยก็ทำตาม เด็กก็ทำตาม เมื่อผู้บริหารดี ครูดี นักเรียนดี ผู้ปกครองดี โรงเรียนก็ดีในที่สุด”
กิจกรรมสร้างคน
          “คำว่าสุภาพบุรุษสวนกุหลาบคือ ความเป็นผู้นำของเขานี่แหละ เป็นผู้นำ รักเพื่อน นับถือพี่ เคารพครู กตัญญูพ่อแม่ ดูแลน้อง” ผอ.เชิดศักดิ์ย้ำว่า ความแตกต่างที่ชาวสวนกุหลาบทำสืบต่อกันมาคือการดูแลกันระหว่างพี่กับน้อง หาใช่เพียงชั่วครั้งชั่วคราวในระยะเวลาที่เรียนด้วยกันเท่านั้น มันหมายรวมถึงความสัมพันธ์อันยาวนานจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ภายใต้กิจกรรมต่างๆ ที่โรงเรียนจัดขึ้น เพื่อให้พี่น้องต่างรุ่นได้มีโอกาสดูแลกัน สิ่งนี้ชาวสวนกุหลาบยึดปฏิบัติกันอย่างจริงจังและเหนียวแน่น นี่คือความยั่งยืนที่เกิดขึ้น เป็นอัตลักษณ์ชัดเจนต่างจากโรงเรียนอื่นๆ
          กิจกรรม “แลน้องจากผองพี่” คือกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้รุ่นพี่ ม.6 ที่จบไปแล้ว กลับมาแนะนำน้องๆ จากประสบการณ์ที่ไปพบเจอมา เป็นตัวอย่างให้รุ่นน้องได้ปฏิบัติตามสืบต่อกันไปไม่มีสิ้นสุด พอรุ่นน้องจบออกไปเขาก็รู้ว่าวันหนึ่งเขาต้องกลับมาแนะนำรุ่นน้องต่อไป
          “ปฐมนิเทศ ม.1 รุ่นพี่ที่เป็นหมอก็ไปเข้าค่ายกับน้องๆ คืนหนึ่ง ไปดูแลน้องที่ค่ายวชิราวุธ เวลาน้องเจ็บป่วย เพื่อให้น้องได้มีโอกาสได้รับการรักษาจากพี่ พอรุ่นน้องเห็นพี่เป็นหมอมารักษาพยาบาลเบื้องต้น รุ่นพี่ ม.5 ก็จะประคองน้องที่บาดเจ็บเดินจากสนามฟุตบอลค่ายวชิราวุธมาที่ห้องพยาบาล จะมีหมอพยาบาลดูแล แต่หมอเป็นศิษย์เก่า ก็เป็นไอดอลให้กับรุ่นน้องด้วย นี่คือแบบอย่าง”
          ผอ.เชิดศักดิ์อธิบายว่า กิจกรรมต่างๆ ที่นักเรียนได้ทำ แฝงการเรียนและการทำงานไปด้วย ความทุ่มเท เสียสละ เด็กๆ จะได้ซึมซับจากรุ่นพี่ ที่นี่ปลูกฝังตั้งแต่ยังไม่เข้ามหาวิทยาลัย กิจกรรมต่างๆ เช่น การแปรอักษร กว่าจะผ่านขั้นเตรียมเพจ นักเรียนทุกคนต้องซ้อมร้องเพลง รุ่นพี่ต้องต้อนน้องมานั่งซ้อมเชียร์ ร้องเพลงต่างๆ การจัดระบบขั้นตอนทั้งหมดกว่าจะกลายเป็นการแปรอักษรขึ้นมาบนอัฒจันทร์ได้ รุ่นน้องและรุ่นพี่ต้องร่วมมือกันทำเอง น้องๆ จะถูกสอนให้ทำในรุ่นต่อๆ ไป ทุกสิ่งกลายเป็นอัตลักษณ์ ตามคติที่ยึดถือสืบต่อกันมา “เป็นผู้นำ รักเพื่อน นับถือพี่ เคารพครู กตัญญูพ่อแม่ ดูแลน้อง”

คุณธรรมนำคน
          สิ่งหนึ่งที่ ผอ.เชิดศักดิ์เน้นมากคือเรื่องคุณธรรม ไม่ว่าท่านจะไปอยู่ที่โรงเรียนใดท่านจะมีนโยบายเติมคุณธรรมให้นักเรียนและครูเสมอ ดังนั้นการเข้าค่ายของนักเรียนในเรื่องคุณธรรม 3 วัน 2 คืน หรือประมาณ 50 ชั่วโมงในการปฏิบัติธรรม จึงเป็นกุศโลบายที่โรงเรียนอยากให้เด็กๆ ได้ใช้ธรรมะในการครองตน
          “ตั้งแต่ผมเป็นผู้บริหารมา ผมก็ได้นำพระบรมราโชวาทของในหลวงมาใช้อบรมครู ผู้บริหาร แล้วก็จัดให้มีการเข้าค่ายธรรมมะตั้งแต่ปี 2534 จนถึงปัจจุบัน 24 ปีเต็ม ผมส่งเสริมเรื่องนี้มาตลอด เพราะผมมีความเชื่อว่าทุกคนเป็นคนดี แต่ต้องได้รับการขัดเกลา การเตือนสติอย่างต่อเนื่อง ทุกวันอังคารเรามีการตักบาตรที่โรงเรียน ผมก็ไปตักบาตรถ้าไม่ติดราชการ ตักบาตรแล้วพระก็จะปาฐกถาให้เด็กฟัง ผู้ปกครองก็ร่วมด้วย ก็ทำอย่างต่อเนื่อง วันสำคัญทางพุทธศาสนา วันแสดงตนพุทธมามกะก็จะมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง”
          ตัวคุณธรรมนี้เองที่สร้างจิตสำนึกให้นักเรียน ส่งผลให้โรงเรียนน่าอยู่โดยไม่ต้องใช้กฎระเบียบมาบังคับมากนัก เช่น การดูแลห้องน้ำให้สะอาด ผอ.อธิบายว่าการปลูกฝังคุณธรรมจะทำให้เด็กมีจิตสาธารณะ การดูแลห้องน้ำหรือโรงอาหารให้สะอาดแท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนทำความสะอาดเสมอไป สิ่งสำคัญคือทุกคนมีคุณธรรมในการใช้ของสาธารณะร่วมกัน เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ทำให้โรงเรียนสะอาด เด็กๆ ก็มีระเบียบสำนึกอยู่ในใจ
          “มีเด็กคนหนึ่งขณะที่ผมกำลังเป่านกหวีดให้นักเรียนข้ามถนนหน้าโรงเรียน เขาได้ขนมแล้วเขาไม่เข้าโรงเรียน ผมถามเขาก็บอกว่า เข้าไปทานไม่ได้ครับโรงเรียนเราไม่ให้เอาอาหารเข้าไปทานในโรงเรียนครับ แต่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนมีถังขยะ ผมจะไปทานทางโน้นแล้วจะข้าม ผมก็บอกว่าไม่เป็นไรลูก ผอ.เข้าใจ การข้ามไปมามันอันตราย วันนี้ ผอ.อนุญาตให้หนูเอาขนมใส่กระเป๋า แต่หนูต้องไปนั่งทานที่โต๊ะ แต่หลังจากทานเสร็จหนูต้องเอาไปทิ้งถังขยะได้ไหมลูก แสดงว่าเขามีวินัย ผมเลยบอกคุณครูเลยว่า คุณครูดูนะเด็กคนนี้น่ารักมากเลย เขารู้ว่าโรงเรียนห้ามเอาขนมมาทาน เขาจึงต้องทานให้หมดฝั่งโน้นเพื่อจะได้ทิ้งถังขยะ เพราะฝั่งนี้ไม่มีถังขยะ แสดงว่าสิ่งที่เราอบรมบ่มเพาะจากครู จากผู้ปกครองที่บ้านมาก็ดี เป็นสิ่งที่ดี”

IMG 5465

เสียงจากผู้ร่วมงาน
          ประสบการณ์แต่ละโรงเรียนที่ ผอ.เชิดศักดิ์ ได้มีโอกาสได้ฝากผลงาน ล้วนฝากความประทับใจเอาไว้แก่ผู้ร่วมงานมากมายที่ได้รู้จักท่าน สิ่งนี้ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนมันยังประจักษ์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
          นางไพรัช พลเสน ครูโรงเรียนสรวงสุทธาวิทยา เล่าว่าสมัยที่ได้ร่วมงานกับ “พี่เชิด” ท่านเป็นครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ และทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายวิชาการ ท่านเป็นครูที่มีความมุ่งมั่น มีวิสัยทัศน์ ทุ่มเท และเสียสละในการทำงาน จนเป็นที่ยอมรับของเพื่อนครูและผู้บริหาร
          “ดิฉันได้เรียนรู้ ได้รับประสบการณ์การทำงานจากท่านมากมาย ท่านให้การแนะนำ รวมทั้งแนวทางในการปฏิบัติงานจนประสบความสำเร็จ สิ่งเหล่านั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของดิฉันตลอดมา จากความตั้งใจในการทำงานของท่านด้วยความวิริยะ อุตสาหะ เสียสละ ใช้ความรู้ความสามารถทุ่มเทให้กับงาน จนบังเกิดผลดีต่อการศึกษา สังคมและประเทศชาติ”
          ขณะที่คณะครูจากโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 6 ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เมื่อสมัยได้ร่วมงานกับ ผอ.เชิดศักดิ์ ท่านมีนโยบายให้ครูเสียสละเวลา อุทิศตนให้กับการทำงานเพื่อนักเรียน งานบางอย่างอาจไม่เสร็จในเวลาราชการก็สามารถใช้วันหยุดพักผ่อนทำงานนั้นให้เสร็จสิ้นได้ ท่านยังเน้นให้ครูมีความรักความสามัคคีกัน ทำงานร่วมกันเป็นทีม การให้ความเคารพต่อผู้ที่มีอาวุโส ผู้ที่มีอายุน้อยกว่าต้องไหว้ผู้มีอายุมากกว่า ส่วนผู้ที่มีอาวุโสมากกว่าก็ให้ความเมตตา แนะนำสั่งสอนสิ่งที่ถูกต้องและช่วยเหลือน้องๆ ทั้งนี้ท่านยังมีวิสัยทัศน์ มองคนเป็น เลือกคนทำงานได้เหมาะสมกับงานที่ทำ จึงทำให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานอย่างเต็มที่และมีความสุข
          ส่วนคณะครูจากโรงเรียนสงวนหญิงต่างสะท้อนว่า ภาพของ ผอ.เชิดศักดิ์ ที่ชาวสงวนหญิงจำได้ดี คือภาพที่ท่านยืนอยู่หน้าโรงเรียนทุกเช้า เพื่อดูแลความปลอดภัยในการข้ามถนน ดูแลการเดินเป็นแถวของนักเรียน บ่อยครั้งที่เห็น ผอ.พูดคุยกับนักเรียนอย่างเป็นกันเอง นั่นคือวิธีการเก็บข้อมูลที่ท่านจะนำมาพัฒนาโรงเรียนต่อไป
          ด้านนายชาย จันทร์งาม รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารกิจการนักเรียน โรงเรียนนนทรีวิทยากล่าวว่า เมื่อนึกถึง ผอ.เชิดศักดิ์ ศุภโสภณ ต้องนึกถึงบุคลิกภาพที่ดีในหลายรูปแบบ เช่น มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ทำงานเก่ง มีการวางแผนและมีระบบการทำงานที่ยอดเยี่ยม
“ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้ร่วมงานกับท่าน เป็นความโชคดีของผมที่ได้เห็นและได้เรียนรู้การทำงานของท่าน ในรูปแบบต่างๆ เช่น การบริหารงาน บริหารคน บริหารองค์กร การปฏิบัติงานในรูปแบบต่างๆ ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ มีการวางแผนการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบทุกขั้นตอนในการดำเนินโครงการ และกิจกรรมต่างๆ ส่งผลให้โรงเรียนนนทรีวิทยามีความก้าวหน้าพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว”
          หลายเสียงจากครูโรงเรียนต่างๆ ที่ย้ำเตือนถึงผลงานที่ท่านทำเอาไว้ หัวใจหลักในการดำเนินงานบริหารต่างๆ ผอ.เชิดศักดิ์ ยึดหลักคำสอนจากพระบรมราโชวาทของในหลวง เป็นแนวทางในการบริหารงาน บริหารคน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับราชการครูใหม่ๆ จนถึงปัจจุบัน “คำสอนของในหลวงเป็นความจริงทุกประการ เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จสำหรับทุกคน” ผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยกล่าวทิ้งท้าย

ไม้ต้นหนึ่งฉันยลเห็นโดดเด่นนัก แม้ว่าจักอยู่ที่ใดไม่เหี่ยวเฉา
กลับงอกงามเติบโตให้ร่มเงา ดุจคอยเฝ้าคุ้มภัยให้ทุกคน
มาวันนี้วันต้นไม้ขยายกิ่ง ปรับบางสิ่งเปลี่ยนบางอย่างสร้างลำต้น
จากกระถางสู่แผ่นดินถิ่นควรยล แต่กมลมิเปลี่ยนแปรแม้เปลี่ยนไป
ผอ.ดร. ก็เหมือนต้นไม้ในกลอนนี้ ถึงวันที่ขยายกิ่งยิ่งสดใส
ขอให้ ผอ.ดร.พบสุขอำนวยขออวยชัย เพื่อก้าวใหม่เปี่ยมค่าสุขถาวร
นักการภารโรง โรงเรียนนนทรีวิทยา

ครูเซฟ อรุณ ถนอมธรรม

14 ปี บนเส้นทางครูข้างถนน

“เราอยู่เคียงข้างผู้ยากไร้”
          คือจุดยืนของมูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคลโครงการอุปถัมภ์เด็กบ้านเมอร์ซี่ ภายใต้การนำของ บาทหลวง โจเซฟ เอช ไมเออร์ ผู้เดินทางมาจากเมืองลองวิว รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านงานช่วยเหลือสังคมที่ประเทศลาว พบเห็นปัญหาในชุมชนต่างๆ มากมาย ก่อนจะมาก่อตั้งศูนย์ฯ แห่งนี้ภายใต้การส่งเสริมและแนะนำของคณะพระมหาไถ่
          งานของมูลนิธิฯ เกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายในปี พ.ศ.2516 เมื่อบาทหลวงโจเซฟ เอช ไมเออร์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดแม่พระแห่งเหรียญอัศจรรย์ ตั้งอยู่บริเวณโรงฆ่าสัตว์ (โรงหมู) ในสลัมคลองเตย เด็กที่เป็นลูกหลานชาวสลัมที่ยากจนจำนวนมากไม่มีโอกาสไปโรงเรียน เด็กเล็กๆ ได้แต่วิ่งเล่นไปวันๆ รอให้พ่อแม่ผู้ปกครองเลิกจากงานในท่าเรือหรือในสลัมกลับมาบ้าน ความยากจนทำให้เด็กไม่มีโอกาสเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเรียนชั้น ป.1 แม้จะได้เข้าเรียน ก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะเรียนไม่รู้เรื่อง อีกทั้งพ่อแม่ไม่มีเงินส่งไปเรียน

IMG 6900 2
          คุณพ่อโจ ที่คนในชุมชนต่างรู้จัก จึงได้ชวนซิสเตอร์มาลินี ฉันทวโรดม หรือ “คุณแม่มาเรีย” จากคณะพระแม่มารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล สาธุประดิษฐ์ มาช่วยสอนหนังสือให้กับเด็กๆ คาทอลิก ต่อมาไม่นานได้เกิดความร่วมมือร่วมใจจากชาวบ้าน ก่อตั้งโรงเรียนวันละบาทขึ้น ดำเนินการในรูปแบบศูนย์เด็กปฐมวัย ตอนเช้าพ่อแม่นำลูกมาฝากไว้ที่คุณครูและมารับกลับเมื่อเลิกงาน
          หลังจากโรงเรียนวันละบาทดำเนินไปได้ด้วยดี จึงได้เกิดความร่วมมือจากชาวบ้านอีกหลายชุมชน ในการร่วมก่อตั้งโรงเรียนขึ้น จนกระทั่งปี พ.ศ. 2552 มีศูนย์เด็กปฐมวัยของมูลนิธิฯ ดำเนินงานอยู่ในชุมชนแออัดทั้งสิ้น 26 แห่ง บนพื้นที่ 16 เขตในกรุงเทพมหานคร รับเด็กปฐมวัย กว่า 4,000 คน เข้าเตรียมตัวเรียนในระดับชั้น ป. 1 กว่า 42 ปีที่ศูนย์ฯ แห่งนี้เริ่มต้นขึ้นมา จากจุดเล็กๆ จนได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ก่อเกิดเป็นมูลนิธิฯ เพื่อจุดประสงค์เดียวคือ ช่วยเหลือและรักษาสิทธิ์ให้แก่ผู้ยากไร้

จากครูดนตรีสู่ครูข้างถนน
          ครูเซฟเป็นคนจังหวัดสงขลา เดินทางสู่กรุงเทพมหานครเมื่อ 14 ปีที่แล้ว พร้อมกีต้าร์ตัวเก่าที่เคยใช้สอนนักเรียนเพื่อเติมเต็มให้แก่ชีวิตน้อยๆ มันเป็นอาชีพตรงสายสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลาจบใหม่ สร้างรายได้เลี้ยงตัวเองสบายๆ แต่ความเป็นหนุ่มผู้มีจิตใจอยากเป็นครูอาสา ทำให้เขาเริ่มใช้เวลาว่างในช่วงปิดเทอมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ตามคำแนะนำของเพื่อน มุ่งสู่งานอาสาที่ศูนย์ฯ เมอร์ซี่ในชุมชนคลองเตย
          “เรียนด้านดนตรีมาจากสงขลา จบมาสอนกีต้าร์คลาสสิกให้กับลูกคนที่มีฐานะร่ำรวย ในยุคนั้นความมุ่งหวังคืออยากเป็นครูที่ช่วยเหลือสังคมบ้าง เลยอุทิศชีวิตส่วนหนึ่งมาเป็นอาสาสมัครครูข้างถนน มุ่งตรงมาที่ศูนย์ฯ นี้เพราะรู้ว่าปัญหาเด็กเร่ร่อนที่แท้จริงของบ้านเราอยู่ที่คลองเตย” อรุณ ถนอมธรรม หรือครูเซฟ วัย 39 ปี เล่าถึงความเป็นมาของตัวเองในช่วงแรกๆ ที่เข้ามาสมัครเป็นครูข้างถนน
          เดิมทีครูเซฟตั้งใจจะลองงานอาสาสมัครเป็นครูข้างถนนเพียงหนึ่งเดือนต่อหนึ่งครั้งในช่วงปิดเทอม แต่เมื่อเขาได้รู้ถึงปัญหาจากการลงพื้นที่ไปพบเด็กเร่ร่อนย่านหัวลำโพง สะพานพุทธฯ อโศก สุขุมวิท คลองเตย ฯลฯ ทำให้ความคิดเขาเริ่มเปลี่ยน หน้าที่ของครูข้างถนนคือดึงเด็กเร่ร่อนออกจากพื้นที่มาเข้ารับการศึกษาที่ศูนย์ฯ เมอร์ซี่ โดยวิธีการแตกต่างกันไปของครูแต่ละคน สิ่งสำคัญคือการสร้างความไว้วางใจให้กับเด็กเร่ร่อน พูดคุย ให้สิ่งของ ทำให้เด็กๆ มั่นใจในความหวังดี เมื่อเด็กมารู้จักศูนย์ฯ เมอร์ซี่แล้ว พวกเขาจะมาอีกครั้งเมื่อไหร่ก็ได้ ที่นี่ไม่มีการผูกมัดกักขัง เพียงแต่ให้รู้ว่าทางศูนย์ฯ มีอาหารให้กิน มีการศึกษาให้ และสำหรับเด็กๆ ที่ป่วยไข้ ติดยาเสพติดหรือติดโรคร้าย หรือมีปัญหาเกี่ยวกับคดีความ ที่นี่จะคอยประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาช่วยเหลือเด็กต่อไป
ศูนย์ฯ เมอร์ซี่ประกอบด้วยบ้านพักสำหรับเด็กเร่ร่อน สถานสงเคราะห์เด็กเมอร์ซี่ ศูนย์สุขภาพและอนามัยชุมชน บ้านแม่และเด็กผู้ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ ศูนย์เด็กปฐมวัยล็อค 6 และสถานที่ประชุมของชุมชน ภายในศูนย์เป็นมุมสงบ ร่มรื่น ตั้งอยู่กลางชุมชนแออัดคลองเตย มีสวนหย่อมเขียวขจีตลอดทั้งปีด้วยพรรณไม้นานาชนิด มีสนามหญ้าและหลุมทราย ให้เด็กๆ ได้ใช้ชีวิตสนุกสนานเพลิดเพลิน สรรค์สร้างจินตนาการตามวัยของตน
          เดิมทีศูนย์ฯ เมอร์ซี่เป็นอาคารไม้เล็กๆ บนที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา มีการปรับปรุงอาคารให้เหมาะสมกับปริมาณงาน จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2543 ได้มีการก่อสร้างอาคารถาวรด้วยเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา เพื่อให้มีสถานที่ทำงานที่เหมาะสมและสามารถรองรับปริมาณงานด้านเด็กเร่ร่อนที่เพิ่มขึ้นได้
          “พอมาเป็นอาสาสมัครแล้วคิดว่าเราพอช่วยเหลือสังคมได้ ช่วงแรกไม่ได้เงิน แต่พอทำไปหลายปีก็ได้เป็นเจ้าหน้าที่ ได้เงินเดือน เลยตัดสินใจโทรไปบอกครูที่โรงเรียนว่าผมลาออกแล้วนะ ครูเขาก็ตกใจ เพราะช่วงแรกๆ เราไม่ได้บอกใครเลยว่าเรามาทำงานตรงนี้”

IMG 6888
          เนื้องานที่เขาสัมผัสมันแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับประสบการณ์ครูสอนดนตรีที่ผ่านมา มันไม่ใช่การเติมเต็มความสามารถพิเศษให้กับลูกคนมีเงินอีกต่อไป บัดนี้มันคือชีวิตจริง ชีวิตน้อยๆ ที่เขาต้องช่วยเหลือขึ้นมาจากหลุมดำแห่งโชคชะตา ครูเซฟเดินเข้าออกไปตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อค้นหาเด็กเร่ร่อนและช่วยเหลือเท่าที่ตนเองทำได้ งานด้านนี้อาจมีเงินเดือนไม่มากกว่างานเก่า แต่ความภูมิใจครูเซฟบอกว่า “เทียบกันไม่ได้”
          “เด็กที่มีฐานะร่ำรวยเขาจะมีความอ่อนไหวง่าย เราไปสอนเขาเพิ่มเติมเรื่องดนตรีที่ไม่ใช่ส่วนสำคัญของชีวิตเลย เป็นการเรียนเสริมเท่านั้น แต่มาสอนเด็กเร่ร่อนเป็นการสอนชีวิต สอนให้เขามีชีวิตอยู่ เอาตัวรอดให้ได้ สอนเขาให้พ้นจากความลำบาก สอนเด็กรวยคือสอนให้เขาเหนือคนไปอีก แต่เราสอนเด็กเร่ร่อนคือสอนให้เขาขึ้นมาจากความลำบาก ไม่ถึงขั้นที่จะให้เท่ากับเด็กร่ำรวยที่เราเคยสอนหรอก เมื่อก่อนเราสอนสิ่งที่ไม่ค่อยจำเป็นกับชีวิต แต่กับเด็กเร่ร่อนเราสอนเขาให้พ้นวิกฤตชีวิตสู่ความปกติให้มากที่สุด”

เมอร์ซี่ บ้านของเด็กเร่ร่อน
          ครูเซฟแต่งตัวด้วยเสื้อยืดกางเกงยีนเรียบง่าย เพื่อให้การเดินเท้าลงพื้นที่ในชุมชนต่างๆ เป็นไปอย่างคล่องตัว ที่สำคัญคือไม่ทำให้เด็กเร่ร่อนที่เขาพบเจอตกใจหรือคิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง การจะเข้าไปผูกมิตรกับเด็กในชุมชนคลองเตยจึงต้องทำให้เขารู้สึกเป็นมิตรที่สุด
          “เดินมาขนาดนี้บางทียังหลงเลยนะ” ครูเซฟหันมาพูดกับข้าพเจ้า ในย่ามของเขาอัดแน่นไปด้วยของใช้ประจำวันอย่าง สบู่ ยาสีฟัน แป้งเด็ก ยาสระผม แปรงสีฟันและไม้ปิงปองที่ได้รับบริจาค
          เขาเดินลับเข้าไปในชุมชนคลองเตยบนเนื้อที่กว่า 70 ไร่ ทะลุซอกเล็กซอยน้อยผ่านไปตามบ้านต่างๆ ที่ปลูกสร้างขึ้นอย่างง่ายๆ มากมายหลายร้อยหลังคาเรือน ในวันธรรมดาจะเป็นที่อยู่อาศัยของ เด็ก วัยรุ่น และคนชรา มันอาจไม่ใช่สถานที่ที่คนนอกอยากเข้าไปนัก ทว่าครูเซฟเดินเข้าออกที่นี่มา 14 ปีแล้ว
          “พี่จะเอาของใช้ประจำวันไปให้เด็กเมอร์ซี่” เด็กในที่นี้คืออดีตเด็กเร่ร่อนที่เขาไปพบเมื่อหลายปีก่อน ในกลุ่มเพื่อนที่พากันดมกาวและหาเลี้ยงชีพด้วยการเช็ดกระจกรถยนต์ตามสี่แยก หลากหลายที่มาของเด็กเร่ร่อนที่เขาพบเจอไม่ใช่เด็กในกรุงเทพฯ หากพเนจรมาจากหลายจังหวัดโดยฝากชีวิตมากับรถไฟชั้นสาม ปลายทางของพวกเขาส่วนใหญ่หยุดที่ “หัวลำโพง” เพราะพวกเขาพบว่าที่นี่มีอาหารมีหนทางเลี้ยงตัวได้มากกว่า ทั้งยังมีเพื่อนเร่ร่อนเหมือนกันสร้างความอุ่นใจในระดับหนึ่ง
          “ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการถูกพ่อแม่ทำร้าย อาจจะด้วยการใช้ยาเสพติด การถูกทอดทิ้ง เขามาเจอเพื่อนร่วมชะตาเดียวกันที่หัวลำโพง บางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวีมาจากพ่อแม่ตั้งแต่เกิด คำว่าครูข้างถนนคือไม่ได้ไปสอนวิชาในตำราให้เขาหรอก แค่ไปเป็นเพื่อนทำความรู้จักกับเขา” ประตูด้านแรกที่เหล่าเด็กเร่ร่อนจะได้รับความช่วยเหลือจากสังคมหรือหน่วยงานต่างๆ พวกเขาต้องพบกับครูข้างถนน ผู้เปิดโลกให้เขาได้พบกับความหวัง ให้รู้ว่าชีวิตเขาเองยังมีค่า มีความหมาย ไม่ใช่ขยะสังคม แต่บางคนก็ยากเกินกว่าจะให้เขาทิ้งชีวิตเร่ร่อนไป เพราะกว่าจะพบครู พวกเขาก็พ้นชีวิตวัยเด็กไปเสียแล้ว จึงชินกับการเร่ร่อน แต่หากวันใดเขาต้องการการรักษา หรือไม่มีที่พึ่งพิง ศูนย์ฯ เมอร์ซี่เปรียบเหมือนบ้านพร้อมอ้าแขนรับพวกเขาเสมอ

IMG 6756

ประสบการณ์ที่พบเจอ
          เอ เดินทางมากับรถไฟชั้นสามจากภาคใต้ ในเวลานั้นไม่มีใครรู้ว่าอะไรทำให้เด็กหญิงกล้าหนีออกจากบ้านด้วยวัยเพียง 7 ขวบ เธอรอนแรมไปกับรถไฟราวกับมันเป็นผู้ขีดชะตาชีวิต เอไม่สนใจจะเข้ากรุงเทพฯ หรือหัวลำโพง เธอเพียงต้องการออกจากบ้านเพราะรู้สึกว่าปู่กับย่าไม่รัก แต่รถไฟไหนๆ ก็มุ่งสู่กรุงทั้งนั้น การพเนจรไปในที่ต่างๆ ทำให้เธอพบว่าหัวลำโพงมีอาหารเหลือให้กินมากกว่าทุกสถานีที่เคยอยู่ มีคนไร้บ้านนอนบนพื้นเดียวกันให้เห็น อย่างน้อยเธอก็อุ่นใจว่ายังพอมีเพื่อนข้างๆ บนโลกใบนี้
          เอ (นามสมมุติ) ใช้ชีวิตเร่ร่อนมาจนอายุ 13 เธอมีเพื่อนมากขึ้นทุกปีจากหลายที่มา พม่า กัมพูชา ไทย 14 ปีที่แล้วยาเสพติดชนิดเข็มเป็นที่นิยมในหมู่เด็กเร่ร่อน ความหิวโซไม่อนุญาตให้เอตีตัวออกจากเพื่อนได้ เข็มและเพศสัมพันธ์กลายเป็นสิ่งที่เข้ามาพัวพันในชีวิตของเธอจนแยกไม่ออก เธอติดเชื้อเอชไอวีโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่ครูเซฟจะพบเข้าขณะเธอนอนซมอยู่มุมตึกสถานีรถไฟหัวลำโพง
          การใช้ชีวิตอิสระมานานหลายปีทำให้เอไม่ไว้ใจครูเซฟเมื่อแรกเจอ เธอกลัวจะเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับตัวไปกักขัง แต่ความเป็นครูข้างถนนของครูเซฟไม่อาจทำให้เขานิ่งดูดาย ต้องคอยเทียวไปหาเอเพื่อสร้างความไว้วางใจอยู่หลายวัน พาเอไปตรวจสุขภาพและรักษาอย่างถูกวิธีให้ได้
          เมื่อเอเข้ารับการรักษาที่ศูนย์ฯเมอร์ซี่จนร่างกายกลับมาแข็งแรงเธอก็ออกไปใช้ชีวิตเร่ร่อนดังเดิม เมื่อไหร่ที่เธอรู้สึกว่าร่างกายแย่ลงเธอจึงจะกลับมา ครูเซฟและเจ้าหน้าที่ทำได้เพียงให้ความรู้ในการดูแลตัวเองแก่เอไป เอเข้าออกศูนย์ฯเมอร์ซี่อยู่หลายหนจนอายุ 21 ปี ครั้งสุดท้ายเธอกลับมาที่ศูนย์โดยไม่ได้กลับออกไปอีก เอนอนนิ่งที่เตียงเดิม หันหลังให้ชีวิตเร่ร่อน นอกจากครูข้างถนนและเจ้าหน้าที่แล้วไม่มีใครทราบว่าเอกำลังจะตาย แม้แต่เพื่อนที่เคยเคียงชีวิตเธอมา ครูเซฟได้แต่ยืนให้กำลังใจข้างเตียง เพราะรู้ว่าเอใช้ชีวิตของเธออย่างเต็มที่โดยไม่ดูแลสุขภาพตนเอง
          “ขอบคุณนะครู” เป็นถ้อยคำสุดท้ายที่ครูเซฟสัมผัสได้ว่ามันออกมาจากจิตใจของหญิงสาวคนหนึ่ง ก่อนจะสิ้นลมอย่างสงบ เอกลายเป็นแรงใจให้ครูข้างถนนและเจ้าหน้าที่ทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อเด็กเร่ร่อนต่อไป
“งานศพมีแต่เจ้าหน้าที่สามสี่คน เราแจ้งญาติไปแล้วแต่ไม่มีใครมาเลย” คือความสะเทือนใจหนึ่งของครูเซฟที่เขาไม่เคยลืมเลือน

รากของปัญหาคือการศึกษา และความพอเพียง
          “เบื้องลึกของปัญหาความยากจนจริงๆ แล้วเป็นเรื่องการศึกษา ถ้าครอบครัวเขาฐานการศึกษาดี ความยากจนก็ทำอะไรเขาไม่ได้ การศึกษาหมายถึงเรื่องของวิถีชีวิตด้วย ทัศนคติ มุมมองชีวิต เพราะว่าแม่ส่วนหนึ่งฟุ่มเฟือย แล้วใช้ลูกเป็นเครื่องมือในการให้เด็กออกมาเร่ร่อน แต่ถ้าพื้นฐานทัศนคติที่ดีมีการศึกษาจะทำให้เขารู้ว่า จริงๆ มีหน่วยงานมากมายที่พร้อมจะช่วยเหลือ แต่เขาไม่มีความรู้ในการเข้าถึงความช่วยเหลือนั้น พ่อแม่ก็เป็นพ่อแม่ที่ดีได้ ลูกก็สามารถอยู่กับเขาได้ ไม่ต้องไปอยากมีอยากได้เหมือนคนอื่นเขา แต่บางครอบครัวพ่อแม่อยากมีอยากได้เหมือนคนอื่น เห็นเขามีรถอยากมีบ้างไปกู้หนี้ยืมสินมาแล้วทำให้ครอบครัวแตกแยก ทำให้ยากจนไม่พอกิน ฐานจริงๆ คือเรื่องทัศนคติและการศึกษาที่เขาได้ไม่เต็มที่”
          ครูเซฟ ชี้ถึงรากฐานที่มาแห่งการเร่ร่อนของเด็กตามประสบการณ์ที่พบเจอส่วนหนึ่งมาจากพ่อแม่ไม่มีความพอเพียง พอประมาณ และไม่มีเหตุผล ไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี กู้หนี้ยืมสินเพื่อให้มีอย่างคนอื่นๆ สุดท้ายไม่พอกิน ผลักดันให้ลูกต้องออกไปเร่ร่อนหากินเอง ซ้ำร้ายยังใช้เป็นเครื่องมือในการขอทาน สิ่งต่างๆ เหล่านี้เพราะเขาไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาสร้างทัศนคติที่ดีจึงขาดเหตุผล ขาดภูมิคุ้มกัน ไม่มีความพอประมาณในการดำเนินชีวิต
          “ถ้าถามว่าแล้วอะไรมันทำให้การศึกษาไม่เต็มที่ล่ะ ระบบปัญหาเชิงนโยบาย เพราะว่าความฟุ่มเฟือยมาจากค่านิยมในวัตถุที่เราเจอกันทุกคน อยู่ที่ว่าเราจะคิดได้หรือไม่เท่านั้น”

IMG 6827

เด็กเร่ร่อนและโรคร้าย
          “ปัจจุบันเด็กติดเชื้อที่เมอร์ซี่มีน้อยลงแล้ว ประมาณ 20 คน ที่เหลือเป็นเด็กที่อยู่ในสภาวะยากลำบากอื่นๆทั่วไป เช่น เด็กได้รับผลกระทบส่วนหนึ่ง เด็กจากสถานพินิจฯ เด็กยากจนในชุมชน เด็กพ่อแม่ติดคุก เด็ก 170 คนในเมอร์ซี่มาจากหลากหลายปัญหา ส่วนหนึ่งของเด็กเร่ร่อนก็มีเด็กได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ด้วย”
          ใจกลางชุมชนคลองเตยมีโรงเรียนเด็กเล็กชื่อ ศูนย์เด็กประถมวัยร่มเกล้า เพื่อรองรับเด็กๆ ในชุมชนที่พ่อแม่ไม่มีเวลาดูแลเพราะต้องออกไปทำงาน อย่างน้อยที่นี่ก็ปลอดภัยสำหรับเด็กๆ มีรั้วรอบสูง ในหมู่เด็กๆ ที่วิ่งเล่นกันอยู่มีบางคนติดเชื้อเอชไอวีมาตั้งแต่ในท้อง แต่เขาสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ภายใต้การดูแลอย่างถูกต้องของเจ้าหน้าที่และครูที่มีประสบการณ์ดูแลมา 40 ปีและยังมีเด็กโตที่อาศัยอยู่บ้านพักอื่นๆ ในความดูแลของศูนย์ฯ เมอร์ซี่ พวกเขาใช้ชีวิตไปโรงเรียนเหมือนคนปกติธรรมดา ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้ว่านี่คือเด็กติดเชื้อ ครูเซฟและเจ้าหน้าที่จะคอยเอายาต้านโรคและของใช้จำเป็นที่ได้จากการบริจาคไปให้ไม่ขาด
          “เด็กเร่ร่อนเขาไม่อยากไปอยู่ที่ไหน เขาอยากอิสระของเขา แต่เมื่อเรารู้เราต้องช่วยเหลือเขาว่า หนูควรที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง ก็ต้องหาวิธีช่วยเหลือโดยการดึงเขาออกจากพื้นที่ แล้วมาบำบัด มาให้ยา ให้เขาได้ยาต้านที่ถูกต้อง แม้กระทั่งเด็กที่ติดยาเสพติดเองเขาไม่อยากบำบัดหรอก เราต้องหาวิธีให้เขาบำบัด เด็กติดเชื้อเขาไม่อยากที่จะรักษาหรอก เพราะชีวิตมันไปวันๆ เขาไม่อยากรักษา เราต้องพยายามทำให้เขาเล็งเห็นว่าชีวิตมันมีคุณค่า”
          ชีวิตเร่ร่อนของเด็กๆ มีสาเหตุมาจากผู้ใหญ่แทบทั้งสิ้น ไม่มีใครอยากออกจากบ้านเพื่อมาพบความโดดเดี่ยวและหิวโซ เด็กส่วนใหญ่ที่ออกจากบ้านมีอายุ 7 ขวบขึ้นไป พวกเขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ชีวิตอยู่รอด ผู้ที่อายุน้อยก็ไปขอทาน เช็ดกระจกรถ เมื่อเป็นหนุ่มสาวเขาไม่อาจขอทานได้อีก ประจวบกับปัจจุบันมีการจัดระเบียบเด็กเร่ร่อน ทำให้พวกเขายิ่งต้องดิ้นรน ผลที่ตามมาคือ “การขายบริการทางเพศ”
          เมื่อไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา พวกเขาก็ไม่มีการป้องกัน พูดง่ายๆ คือแม้แต่ถุงยางพวกเขายังไม่มีโอกาสเข้าถึงด้วยซ้ำ โรคร้ายที่ทุกคนกลัวจึงตกอยู่กับเด็กเร่ร่อน เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือก การมีเพศสัมพันธ์กันเองในกลุ่มยิ่งทำให้เชื้อลุกลาม กว่าจะพบว่าตัวเองติดเชื้อบางรายก็สายไปแล้ว
          “เรื่องเด็กติดเชื้อเป็นเรื่องสมัยก่อน ปัจจุบันเป็นเรื่องยาเสพติด ท้องก่อนวัย แม่วัยรุ่น ผู้ชายก็ไปเป็นเด็กแว้น แต่ตอนนี้เด็กติดเชื้อสามารถดูแลตัวเองได้ ถ้าเด็กกินยาก็สามารถมีชีวิตที่ดีได้ บางคนติดเชื้อตั้งแต่เด็กจนอายุยี่สิบปีแล้วเขายังอยู่ได้เลย แต่เมื่อก่อนยังไม่มียาที่ดีเท่านี้ แพงมากเป็นแสน”
          14 ปีอันยาวนานบนเส้นทางครูข้างถนน ครูเซฟยังคงเดินเข้าออกในชุมชนคลองเตยดุจคนในพื้นที่ มุ่งอุทิศตนเพื่อเด็กเร่ร่อนไร้โอกาส เด็กที่สังคมเมินหน้าหนี ยังมีเจ้าหน้าที่อีกหลายท่านที่ยังคงทำงานอยู่เบื้องหลังปัญหาที่หลายคนเอาแต่บ่น ทว่าพวกเขากำลังช่วยกันเยียวยาแก้ไขให้มันดีขึ้นด้วยลมหายใจของพวกเขาเอง
          “มองเข้าไปในตาเขาสิ ผ่านความหยาบกร้านพวกนั้น มันมีความบริสุทธิ์นะ” ครูเซฟ สะพายย่ามเดินต่อไป

ผู้สนใจแบ่งปันช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนในศูนย์ฯ เมอร์ซี่ ติดต่อได้ที่ 100/11 เคหะคลองเตย 4 ถนน ดำรงลัทธพิพัฒน์ คลองเตย
กรุงเทพฯ 10110 ประเทศไทย โทร: (662) 671-5313 โทรสาร: (662) 671-7028

ดร.ศักดิ์พงศ์ หอมหวล

ตีโจทย์เศรษฐกิจพอเพียงให้แตก เพื่อการพัฒนาชีวิตที่ยั่งยืน

IMG 3899

 

“วันนี้เราดำรงชีวิตอยู่ด้วยชุดความรู้ใด?”
          ดร.ศักดิ์พงศ์ หอมหวล อาจารย์หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขานวัตกรรมเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการกับมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดบทสนทนาด้วยคำถามที่ตัวผู้เขียนเองไม่เคยรู้หรือได้ยินมาก่อน,ผู้เขียนตั้งใจมาขอความรู้ถึงแก่นหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนา ไหนเลยท่านอาจารย์จึงถามถึงชุดความรู้เสียอย่างนั้น รอยยิ้มและแววตามุ่งมั่นยังคงประกายคำถามออกมาไม่หยุดหย่อน
          ดร.ศักดิ์พงศ์ เป็นอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่นักศึกษาระดับปริญญาเอก ในสาขานวัตกรรมเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผู้ปลดปล่อยนักศึกษาที่เคยใส่สูทผูกไทด์มาเรียนในอาทิตย์แรก ก่อนจะหันหลังให้เปลือกงามๆ เหล่านั้นตลอดไปเมื่อเรียนจบด๊อกเตอร์
          ท่านอธิบายว่า หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีคุณค่า มีพลังต่อการออกแบบการดำเนินชีวิตของผู้คน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการนำมาใช้ดำเนินชีวิต และมันสามารถเชื่อมโยงกับการพัฒนาท้องถิ่นให้ยั่งยืนได้
          “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นตัวชี้นำให้คนได้ฉุกคิด เวลาคนเอาเรื่องนี้ไปออกแบบ อย่าลืมว่าจริงๆ แล้วแบบชีวิตของพวกเรามันเคลื่อนไปด้วยชุดความรู้ ถ้าเราจะออกแบบชีวิตเราต้องเริ่มถามว่า ‘วันนี้เราดำรงชีวิตอยู่ด้วยชุดความรู้ชุดใด’ นี่คือสิ่งสำคัญ ฉะนั้นเงื่อนไขหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมี 2 เงื่อนไข คือความรู้บวกคุณธรรม ตัวนี้เป็นตัวที่นำพาให้คนออกแบบชีวิตได้ ถ้าเราไม่ตอบคำถามตัวเองว่าเราอยู่ด้วยชุดความรู้ใด มันก็ไปเรื่อยเปื่อย คำว่าหลักก็คือชุดความรู้”
          ชุดความรู้ที่ว่านี้ก็คือความรู้เฉพาะถิ่น ซึ่งแต่ละที่แต่ละภูมิภาคมีไม่เหมือนกัน ชุดความรู้ของคนไทยจะมีคุณธรรมกำกับอยู่ในรูปของคำบอกสอน คำพังเพย ข้อห้าม หรือแม้แต่จารีต ประเพณีและวัฒนธรรม อาจารย์ชี้ว่าคุณธรรมที่บวกเข้ากับความรู้จะเป็นตัวนำให้ผู้คนใช้ชีวิตอย่างมีแบบแผน คือมีเหตุผล มีพอประมาณ และมีภูมิคุ้มกัน
          “ความรู้ถ้ามันไม่ถูกบวกด้วยคุณธรรมมันไม่เกิดเป็นปัญญา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เวลาเราพูดเราก็มุ่งว่าทำไงจะมีเหตุผล ทำไงจะพอประมาณ ทำไงจะมีภูมิคุ้มกัน กลายเป็นว่าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสร้างตัวนั้น ซึ่งมันเป็นตัวปลายน้ำแล้ว ตัวต้นทางคือเราเอาชุดความรู้อะไรใส่ลงไปในคน คนถึงจะกลายเป็นคนมีเหตุผล นี่คือการพัฒนาที่ประเทศไทยเขียนไว้ในแผนพัฒนาประเทศและความก้าวหน้าโดยใช้คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา”
          คำว่า “คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” กล่าวคือ ความรู้ที่ใส่ลงไปในคน เพื่อให้เขาพัฒนาตนเองต่อไป หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจึงมีความหมายว่า ความรู้หรือชุดความรู้ใดก็ตามที่ใส่คุณธรรมกำกับลงไป ซึ่งจะเป็นพลังให้คนๆ นั้นเกิดการพัฒนานำไปสู่การเป็นคนที่มีเหตุผล มีความพอประมาณ และมีภูมิคุ้มกันในที่สุด

“การพัฒนาท้องถิ่นภายใต้หลักปรัชญาฯ จะสามารถพัฒนาท้องถิ่นให้ยั่งยืนได้จริงหรือ?”
          “คำว่านวัตกรรมเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น หรือคำว่าท้องถิ่น เรามี 2 มิติ คือมิติของทางราชการ คือการปกครองส่วนท้องถิ่น นั่นคือเรื่องของโครงสร้าง แต่อีกมิติคือมิติของการพัฒนา ผมนิยามว่าท้องถิ่นมันเป็นระบบความสัมพันธ์ การพัฒนาท้องถิ่นมันจึงเป็นการพัฒนาระบบความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งรอบตัว”
          ความสัมพันธ์ที่ว่านี้มีอยู่ 3 ระดับ คือ

          1.ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ซึ่งอธิบายภาพความสัมพันธ์ผ่านความเป็นบุคคล ความเป็นครอบครัว และความเป็นชุมชน
          2.ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งอธิบายภาพความสัมพันธ์ผ่านปัจจัยสำคัญต่อการดำรงอยู่ของชีวิตผู้คน 4 ประการ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค สรุปความว่าการเรียนรู้หรือทำความรู้จักกับธรรมชาติรอบตัวเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งสำคัญ 4 ประการนี้
          3.ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งที่เหนือธรรมชาติ ซึ่งอธิบายภาพความสัมพันธ์ผ่านระบบความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม สรุปความสำคัญเหนือธรรมชาติไม่มีตัวตน ไม่สามารถสัมผัสจับต้องได้ แต่มีผลทางจิตใจ
          “3 ตัวนี้รวมกันผมเรียกว่า ‘ท้องถิ่น’ การพัฒนาท้องถิ่นคือการพัฒนาระบบความสัมพันธ์ของ 3 สิ่งนี้ให้มันแนบแน่นและไปด้วยกัน หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจึงบอกว่า เงื่อนไขการพัฒนาจะต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขของความรู้และคุณธรรมบวกกัน เป็นพลังพาทุกคนเคลื่อนไปได้อย่างมีคุณภาพ คือมีเหตุผล มีความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกัน หลักปรัชญาฯ กับการพัฒนาท้องถิ่นจึงเชื่อมโยงกันด้วยสาระเท่านี้
          เคยได้ยินไหม เราลูกลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลูกตะนาวศรี ลูกที่ราบสูง ฯลฯ นั่นแหละคือการเชื่อมโยงและผูกมัด แล้วก็แสดงความเป็นท้องถิ่นของแต่ละคน เขาถึงมีเจ้าถิ่นไง การพัฒนาท้องถิ่นมันต้องพัฒนาความสัมพันธ์ 3 สิ่งนี้ไปพร้อมกัน ทำไมคนถึงทำให้น้ำเน่า ทำไมคนสร้างขยะ ทำไมคนทำลายป่า เพราะเขาตั้งคำถามและใช้ชีวิตไม่ถูกว่าเขากับป่านั้นสัมพันธ์กันอย่างไร”

“งานพัฒนาท้องถิ่นภายใต้หลักปรัชญาฯ ที่ผ่านมา ปัญหาที่แก้ได้ยากที่สุดคืออะไร?”
          “คือวิธีคิด วิธีตั้งคำถาม จริงๆ แล้วชีวิตพวกเราเคลื่อนตัวไปผ่านการตั้งคำถาม ทุกวินาทีเราตั้งคำถามให้ตัวเองตลอด เมื่อตั้งคำถามแล้วเราก็ต้องหาคำตอบ เมื่อได้คำตอบแล้วเราถึงจะเอาคำตอบที่ได้ไปตั้งคำถามใหม่ มันก็หมุนไปเรื่อย”
ดร.ศักดิ์พงศ์อธิบายว่า ความยากของการพัฒนาท้องถิ่นคือมิติในการพัฒนา 2 แบบ ได้แก่ การกระทำโดยภาครัฐ ซึ่งประชาชนรับทราบกันอยู่แล้ว อีกมิติหนึ่งคือการพัฒนาที่ใช้ท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง หมายความว่าทุกท้องถิ่นมีชุดความรู้เฉพาะที่ ควรใช้ชุดความรู้เฉพาะถิ่นนี้เป็นตัวตั้งเพราะมีคุณธรรมกำกับมาแต่เดิมอยู่แล้ว ตรงนี้คือความยากซึ่งอาจารย์มองว่าหลายคนยังเข้าไม่ถึง
          “ถ้าอยากให้คนมีสุขภาพดี แล้วคุณไปพาคนบ้านนอกเต้นแอโรบิก เล่นฮูลาฮูบ จริงๆ ชุดความรู้ในท้องถิ่นเพื่อการออกกำลังกายให้มีสุขภาพดี โบราณก็เก็บผัก ผ่าฟืน หาบน้ำ ทำงานสวน งานบ้าน อันนั้นคือของจริงแต่เราไม่ใช้ นี่คือสิ่งที่ยาก มันแกะไม่ออกเลย
ถ้าหน่วยงานรัฐไม่มาก็ทำอะไรไม่เป็น สุดท้ายก็เงินอย่างเดียว บ้านละเท่านั้นเท่านี้ ติดหนี้กันหัวโต ยกตัวอย่างการปลูกป่าหนึ่งหมื่นต้น วันปลูกก็มากันทุกหัวระแหงเลย ทำข่าวใหญ่โต ถามว่าพรุ่งนี้เป็นต้นไปมีใครคิดถึงต้นไม้หมื่นต้นนั้นบ้าง สุดท้ายก็เหมือนเดิม ในหลวงจึงบอกว่าง่ายที่สุดก็อย่าไปทำอะไรมัน ปล่อยมันไปเดี๋ยวมันเป็นเอง ป่าอันที่สองก็ปลูกป่าในใจคน นั่นแหละมันยากตรงนี้
          วิทยานิพนธ์ในสาขาผม มันจึงเป็นที่สนใจของคนหลายๆ คน เราทำจริงแล้วก็กล้าที่จะสู้กับสิ่งเหล่านี้ การพัฒนาคนบางแห่งบางที่ ผู้นำในการพัฒนาทั้งหลายโดยเฉพาะในระดับชุมชนถูกเรียกว่าเป็นคนดีของสังคม แต่เป็นคนเลวมากของครอบครัว เพราะออกนอกบ้านก็พัฒนา กลับมาบ้านหมดแรงแล้ว บ้านไม่ทำอะไรเลย เช่น ในมิติของสุขภาพ คนที่เป็นต้นแบบเรื่องสุขภาพของแต่ละชุมชน ตื่นเช้ามาก็ออกไปทำงานชุมชนกันหมด แต่บ้านของคนต้นแบบแทบไม่มีที่เดิน สามีภรรยาแทบจะไม่คุยกัน ลูกไปอีกแบบหนึ่ง ห้องครัวของคนต้นแบบยิ่งกว่าห้องเก็บของ ผมทำแล้วมันไม่มีประโยชน์ในการพัฒนาแบบนั้น
          ผมจึงเปิดประเด็นไว้แต่ต้นๆ ว่า เป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนแล้วเชื่อมไปถึงครอบครัว แล้วถึงไปสู่ชุมชน มีรัฐบาลชุดหนึ่งบอกว่า ‘ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง’ แต่เราไม่ทำเลย มันถึงแหลกถึงทุกวันนี้ ตัวพ่อบ้านเป็นถึงผู้นำระดับท้องถิ่นไปไหนคนเคารพนับถือ แต่ลูกติดยา ลูกเป็นนักเลงเกเรประจำถิ่น ทำไมล่ะ ก็เพราะอย่างนี้แหละ เป็นคนดีของสังคมแต่เป็นคนเลวมากของครอบครัว คนที่เป็นคนดีของสังคมมันต้องเริ่มจากตัวเอง แล้วก็นำไปสู่ครอบครัว แล้วค่อยนำออกสู่สังคม
          หลักศาสนาของทุกศาสนาท่านสอนไว้ จะไปพัฒนาใครให้เริ่มที่ตัวเอง เวลาไปวัดขอพร ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุขนะ ขอให้ตัวเอง เพราะถ้าเรามีความสุข คนที่มีความสุขก็เชื่อมโยงไปถึงคนอื่น ถ้าวันนี้ผมกับคุณหงุดหงิด ไอ้พวกอยู่เคาน์เตอร์อาจจะโดนอะไรหลายอย่างแล้วนะ(ชี้ไปที่ทีมงาน) ถ้าเรามีความสุขพวกนั้นเขาก็มีความสุขในแบบของเขา มันก็เชื่อมกันโดยอัตโนมัติ ตัวนี้แหละคือตัวที่มันยาก มันถึงเกิดปัญหาว่า ครูทำไมปล่อยให้เด็กอ่านหนังสือไม่ออก ทำไมปล่อยให้เด็กคิดเลขไม่เป็น อันเดียวกัน เพราะว่าเขาแบกรับอะไรหลายอย่าง พอมาถึงมิติการพัฒนามันล้าแล้ว”

IMG 1210

“ดูเหมือนวาทะกรรมที่ว่า สังคม เศรษฐกิจ การเมือง จะสร้างความยากในการเข้าถึงของคนส่วนใหญ่ ในมุมมองของการพัฒนาภายใต้หลักปรัชญาฯ อาจารย์จะอธิบายอย่างไร?”
          “คำว่าสังคมที่เกิดขึ้นมามันก็คือความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ปัญหาสังคมคือปัญหาความสัมพันธ์ที่ไม่ดีระหว่างคนกับคน พัฒนาสังคมก็พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ก็เท่านี้
          เศรษฐกิจคือเสื้อผ้า อาหาร บ้านและยา เมื่อก่อนแลกเปลี่ยนกันได้ แบ่งปันกันได้ ไปหาเก็บผัก ผ่าฟืนได้ วันหนึ่ง คนเริ่มหาแบบนั้นเหมือนกันเยอะๆ ก็มีพื้นที่การแลกเปลี่ยน ปัจจุบันเราเรียกกันว่าตลาด ในตลาดนอกจากมีปัจจัยสี่แล้ว สิ่งที่ทำให้เกิดเป็นตลาดคือคำว่าเงิน เมื่อเงินบวกปัจจัยสี่มันก็ทำให้เกิดเศรษฐกิจในปัจจุบัน เป็นเศรษฐกิจที่ใช้เงินเป็นตัวตั้ง แต่เศรษฐกิจพอเพียงพยายามที่จะอธิบายสิ่งที่ผมว่ามันคนละมิติกัน เพราะเศรษฐกิจที่มีเงินเป็นตัวตั้ง เวลาพัฒนาเศรษฐกิจหรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็คือการอัดเม็ดเงินเข้าไปให้เงินมันหมุนเวียน
          แต่มิติของหลักเศรษฐกิจพอเพียงจะอธิบายต่างกัน กฎกติกาทางสังคมทั้งหลายเมื่อก่อนเราใช้ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมเป็นตัวสร้างให้คนได้ยึดถือ อยู่มาวันหนึ่งสิ่งพวกนั้นเอาไม่อยู่ ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่ากฎหมาย การออกกฎหมายก็เอาตัวแทนไปออก ตัวแทนเหล่านั้นก็คือระบบที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา ที่เรียกว่าการเมือง ฉะนั้นหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับกระแสสองกระแส เวลาเราเทียบกัน ผมอยากให้เทียบอย่างนี้ จะเห็นภาพชัด เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาแก้ปัญหาความสัมพันธ์ทั้งสามได้(สังคม เศรษฐกิจ การเมือง)
          พวกคุณบอกว่าเราเป็นคนรุ่นใหม่ คนรุ่น 50-60 โบราณ แสดงว่าความสัมพันธ์กับสิ่งเหนือธรรมชาติเริ่มไม่สอดคล้องกันแล้ว กฎกติกาเดิมๆ ที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันด้วยความสุขมันเอาไม่อยู่ พอเอากฎหมายมาใส่มันแข็ง ถ้าทำผิดกฎหมายก็คือจับ แต่ถ้าเดิมใครก็ตามทำผิดกฎกติกาสังคม ก็คือการกล่าว การเกลา การให้อภัย มันคนละมิติ ผมจึงประทับใจเวลาเราพัฒนาท้องถิ่นแล้วมันเคลื่อนด้วยมิติแบบนี้”

“การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ หลายคนคิดว่ามันคือการหวนกลับไปทำเกษตร ตรงนี้อาจารย์มองยังไง?”
          “คือการน้อมนำหลักปรัชญาฯ มาใช้ในชีวิตมันไม่จำเป็นต้องเป็นภาคเกษตร เพราะว่าสาระใหญ่ของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคือการใช้ความรู้บวกคุณธรรม แล้วไปขับเคลื่อนชีวิต อย่างน้อย 3 ตัวนี้เกิด มีเหตุมีผล มีความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกัน นี่คือประเด็น เวลาเราทำอะไรเราก็ใช้ความรู้ใช้คุณธรรม ใช้ 3 ห่วงเคลื่อนชีวิต (มีเหตุมีผล มีความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกัน) ก็ทุกอาชีพ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นภาคเกษตร
          แต่ว่า ที่เอาภาคเกษตรมาอธิบายหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประหนึ่งว่ามันอธิบายภาพง่าย เห็นผลเป็นรูปธรรม ไปเห็นผมปลูกผักกินเองที่บ้าน เราก็พูดกันง่ายๆ ว่าผมทำเศรษฐกิจพอเพียง มันไม่ใช่ ผมปลูกผักบุ้งสามแปลง ผมไม่เคยแบ่งให้เพื่อนข้างบ้านเลย ผมถามว่าเป็นการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ไหม มันก็ไม่เป็นไปตามหลักปรัชญาฯ เพราะมันขาดตัวคุณธรรม
          เวลาหน่วยงานหลายหน่วยงานเอาไปใช้ก็กระโดดไปที่ 3 ห่วงเลย ไม่ได้ดูตัวความรู้บวกคุณธรรม ฉะนั้นนักศึกษาผมทุกคน และทุกพื้นที่ที่ผมเข้าไปร่วมพัฒนาท้องถิ่น ผมจะเริ่มต้นแลกเปลี่ยนประเด็นที่เงื่อนไขก่อน ผมก็ตั้งคำถามว่าคุณใช้ชุดความรู้อะไรในการดำรงชีวิต เพราะไม่ตั้งคำถามแบบนี้ชาวนาหลายจังหวัดในประเทศไทยต้องซื้อพันธุ์ข้าว ทั้งๆ ที่ปลูกอยู่ตลอด ขายข้าว ทำนา ได้ข้าวเปลือก แต่ชาวนาส่วนหนึ่งและก็มากขึ้นๆ ซื้อข้าวสารกิน แล้วทำทำไม
          เงื่อนไขความรู้บวกคุณธรรมคือจุดเริ่มใหญ่ ถ้าไม่เริ่มตรงนี้ ไปเริ่มว่าคุณจะต้องมีเหตุมีผล คุณจะต้องเป็นคนพอประมาณ ผมถามว่าถ้าคุณจะเป็นคนมีเหตุมีผลคุณใช้ความรู้กี่ชุด ลองคิดดูสิ อยู่ดีๆ จะให้เป็นคนมีเหตุมีผลเลยมันไม่ได้ เพราะว่าสิ่งที่เราเห็น ภาพแรกเขาเรียกว่าเป็นข้อมูลก่อน เมื่อเราจัดการข้อมูลแล้วมันก็จะกลายเป็นความรู้ เมื่อเราจัดการความรู้แล้วมันถึงจะกลายเป็นปัญญา สามห่วงข้างบนนั้นมันเป็นปัญญา ซึ่งมันจะต้องผ่านขั้นจัดการความรู้จากเงื่อนไขข้างล่างนั้นไปก่อน ตรงนี้มันก็สำคัญ บางทีเราก็กระโดดไป ผมไปเห็นเยอะแยะ ศูนย์นั่น ศูนย์นี่ ไปแล้วเห็นอะไร
          1.น้ำส้มควันไม้ 2.เลี้ยงปลาในกระชัง 3.หมูหลุม แล้วก็บอกว่าน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง ถามว่าผิดไหม ไม่ผิด แต่มันไม่ครบ ล่าสุดนักศึกษาของผม ดร.อาทิตย์ บำรุงเอื้อ เขาทำงานเรื่องชุมชนฆราวาสธรรมใช้พื้นที่ 14 ไร่ ในการเปิดศูนย์เรียนรู้ ก็มีปลา มีผัก มีข้าว มีไม้ยืนต้น ทุกอย่างเหมือนกัน แต่คนที่เข้าไปศูนย์เรียนรู้นี้ไม่ได้ไปเรียนเลี้ยงปลา ไม่ได้ไปเรียนปลูกผัก แต่ทุกคนจะไปเรียนเรื่องความเป็นชุมชนฆราวาสธรรม ฆราวาสธรรมเป็นหลักพุทธธรรมหนึ่งที่เรียกว่า คารวตา 6 ฉะนั้น ศูนย์เรียนรู้ของ ดร.อาทิตย์มีความโดดเด่นเรื่องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องคารวตา 6 ถ้าเอาคารวตา 6 บวกกับการปลูกมะม่วง นี่แหละมันถึงจะเกิดการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สมเด็จพระเทพฯ จึงเสด็จศูนย์ของ ดร.อาทิตย์ เพราะเรานำเสนอชัด”

IMG 3726

“ความจน กับ ความรวย ในความหมายตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร อาจารย์คิดว่าหลักปรัชญาฯ นี้แก้ความจนได้ไหม?”
          “ผมนิยามความยากจนไม่เหมือนใคร ที่ผมสอน ป.เอกมาผมบอกว่าถ้าเศรษฐกิจกระแสหลักคือเสื้อผ้า อาหาร บ้านและยา แล้วเอาเงินไปบวก ทุกอย่างเงินเป็นตัวตั้ง ซื้อกัน ขายกัน แลกเปลี่ยนกัน แต่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงพูดถึงความรู้คู่คุณธรรม พูดถึงการแบ่งปัน พูดถึงการมีพออยู่พอกิน พอมีเหลือก็แบ่ง แบ่งเหลือก็ขาย มันคนละมิติ ความยากจนในความหมายของผมก็คือว่า อันที่ 1 ชีวิตมันจะไปได้ก็คือเสื้อผ้า อาหาร บ้านและยา ถ้า 4 อย่างนี้มันอัตคัต มันติดขัด หรือมันไม่สะดวกต่อชีวิตอย่างนี้ผมเรียกว่ายากจน
          ถ้าใช้ระบบที่เป็นกระแสหลักที่เขาอธิบายความยากจนคือเส้นความยากจน ถ้ามีเท่านี้ถือว่าไม่จน ถ้ามีเท่านี้ถือว่ายากจน แต่ถ้าชีวิตมันติดขัดด้วย 4 อย่างนี้ มันก็ยากจน ทีนี้ผมบอกว่าชีวิตพวกเรามันเดินไปมี 3 อัน อันที่ 1 ถามว่าอยู่ได้ไหม ตอบว่าอยู่ได้ แต่ถามว่ารอดไหมถ้าอยู่แบบนี้ ไม่แน่ ถ้าอยู่ได้ อยู่รอด มันถึงจะอยู่ดี มัน 3 ลำดับ
          ถ้าบอกว่าให้ไปอยู่ฝั่งแม่น้ำแคว ให้อยู่สักปีเอาไง ผมอยู่ได้ครับ โอเคอยู่ได้ แต่ผมรอดหรือไม่รอดผมยังไม่รู้นะ ถ้าอย่างนี้ไม่ต้องถามหาอยู่ดี เพราะฉะนั้นความยากจนก็คือ การติดขัด แสดงว่าอยู่ไม่ได้ อยู่ไม่รอด อยู่ไม่ดี การแก้ปัญหาก็คือ ทำอย่างไรมันจะไม่ติดขัด ซึ่งหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงบอกว่ามันก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงินทั้งหมด พึ่งตนเอง พึ่งพาพักพวก แบ่งปัน
          ถ้าบอกว่ารวยผมก็รวยในมิติเดียวกัน ในหลักปรัชญาฯ จึงบอกว่าให้มันพอมี พออยู่ และก็พอกิน นี่คือแนวคิดที่ผมใช้มาตลอด ผมก็เรียนรู้ คุยกับท่านดร.สุเมธ คุยกับผู้ใหญ่หลายท่าน สรุปผมจึงกล้านิยามว่า ความจนคือไม่พออยู่ ไม่พอกิน มันจะรวยก็รวยแบบมีพออยู่พอกินมันก็รวย ถ้ามันเยอะก็ขาย ไม่ขายก็แบ่งกันไป คือสิ่งที่มันน่าจะเกิดขึ้นในสังคม แต่เราไปนิยามว่า รวยคือมีเงินเยอะ ยิ่งเห็นแก่ตัว ไม่มีประโยชน์ ฉะนั้นโดยวงธุรกิจพักหลังมาถึงมีเรื่อง CSR เพื่อแสดงสปิริตว่า เฮ้ย กูรวยแต่กูก็แบ่งให้สังคม”

“การเปลี่ยนวิธีคิดของคนในสังคม จากการให้ความสำคัญกับเงินอันดับแรก ให้หันมามองว่าเศรษฐกิจพอเพียงก็สามารถช่วยให้ชีวิตมีสุขได้ อาจารย์มองว่าเป็นไปได้ไหม”
          “ได้ เพราะว่าถ้าเราทุกคนตั้งคำถามชีวิตดีๆ แล้วเริ่มที่ตัวเองอันนี้ได้แน่นอน หลักปรัชญาฯ เป็นมิติที่อิงและใกล้ชิดมากกับหลักศาสนาทุกศาสนา ถ้าเราเป็นคนที่นับถือศาสนาก็แสดงว่าเราใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มันต้องเริ่มที่ตัวเอง ผมจะไปสอนให้คุณเป็นคนพอประมาณผมไม่รู้จะไปสอนยังไงนะ ก็ได้แต่ตั้งคำถามว่าวันนี้คุณดำรงชีวิตด้วยชุดความรู้อะไร ถ้าคุณจะบริโภคผักแล้วคุณมีความรู้เรื่องการปลูกผักแล้วลงมือทำ ก็โอเค แต่ถ้าคุณมีชุดความรู้อยู่ในหัวว่าผักมันต้องเอาเงินไปแลกมา มันก็ไปคนละมิติ
สมัยโบราณ ผมเด็กๆ เขาจะทำกับข้าวบ้านละไม่เกิน 2 อย่าง ตอนเย็นทำเสร็จผมก็ให้ลูกผมเอาน้ำพริกไปให้บ้านคุณ บ้านคุณมีผักคุณก็ให้ผักกลับมา มันเป็นมิติที่เหมือนว่าไม่ต้องใช้เงินอะไร
          ได้หรือไม่ได้ อันที่ 1.อยู่ที่ตัวเอง 2.อยู่ที่สภาวะปัจจุบัน ผมว่าถ้าทุกคนฉุกคิดตั้งต้นให้มันได้ จะรู้ว่าเราจำเป็นต้องน้อมนำหลักปรัชญาฯ ตรงนี้ ถ้าไม่ร่วมกันตรงนี้จริงๆ ผมว่าลำบาก น้ำท่วมใหญ่ ทำอะไรได้ โวยวาย คนบางกลุ่ม บางครอบครัว ถ้าไม่มีไฟฟ้าทุกอย่างจบ แต่ว่าหลักปรัชญาฯ ให้ไว้หมดทุกอย่างถ้าชุดความรู้เรามี มันไม่มีไฟฟ้า ถ้าเรามีชุดความรู้ที่มันทำให้ตัวเองอยู่ได้ มันก็ไปได้”

IMG 3801

“แนะนำคนไทยเพื่อการพัฒนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”
          “ผมเปรียบชุดความรู้ในท้องถิ่นเป็นรากแก้วของแต่ละท้องที่ ตอนนี้เราพยายามที่จะไปเบียดเบียน บดบังไม่ให้รากแก้วทำหน้าที่ของมัน ปล่อยให้สิ่งอื่นเข้าไป ต้นไม้มันก็เติบโตอย่างอ่อนแอ ถ้าครอบครัวอ่อนแอเมื่อไหร่ ระบบใหญ่ ชุมชน สังคม ก็ไม่ต้องถามถึง มันไปด้วยกันทั้งหมด มันก็มาจากปัจเจกตัวนี้ ฉะนั้นผมแนะนำว่า ถ้าจะพัฒนาท้องถิ่นให้ยั่งยืน เรามาช่วยกันใช้ความรู้ในท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง ขณะเดียวกันชุดความรู้อื่นๆ ก็มีประโยชน์ มีคุณค่า มีพลังในตัวมัน เอามาผสมผสานกันให้ลงตัว
          หลักปรัชญาฯ บอกว่าเวลาชุดความรู้มาผสมกันแล้วมันจะลงตัวและขับเคลื่อนชีวิตได้ดี ต้องมีคุณธรรมกำกับ ผมอยากเผยแพร่มากเลย เพราะว่าผมสอนนักศึกษา ป.เอก แล้วนักศึกษาผมเปลี่ยนพฤติกรรมเยอะมาก เช่น ดร.อาทิตย์ บำรุงเอื้อเขาเป็นทนายความ เป็นที่ปรึกษากฎหมายบริษัทอะไรเยอะแยะในกรุงเทพฯ ไปเรียนกับผมสัปดาห์แรกใส่สูทผูกไทด์จ้ามาเลย เดี๋ยวนี้ตั้งแต่แกจบมาหลายปีแล้ว ผมยังไม่เห็นแกใส่สูทผูกไทด์ ผมถามว่าไอ้ที่เดิมมันคืออะไร มันเหมือนกับการพันธนาการตัวเอง มันก็คือชุดความรู้ในการดูแลตัวเอง มันก็มีชุดความรู้ของมัน
          ดังนั้นอยากเชิญชวนคนไทยทั้งหลายว่า มาใช้ชุดความรู้ในท้องถิ่นของตัวเอง ขณะเดียวกันความรู้ที่มีอยู่ในโลกมันก็เชื่อมกันได้ แต่มันต้องมีคุณธรรม” ดร.ศักดิ์พงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องแลพภาพ โดย กรวิก อุนะพำนัก

 

แผนที่มูลนิธิครอบครัวพอเพียง

Map