L1

L12

L2

L3

 L4
  runfordawn

KPP Main

 

พงษ์สกุล ชาเหลา

จากยีนส์เก่า สู่งานศิลป์มากมูลค่า

ทำยังไงถึงจะเป็นศิลปิน ?
- ทำงานศิลปะ
มันดูแย่รึเปล่า ? ใช่หรือไม่ ?
- ทำต่อไป
          ข้อความภาษาอังกฤษบนท่อนแขนซ้ายที่ถูกสักจารึกเอาไว้ คือความหมายที่ตอกย้ำตัวเองให้อดทนทำงานศิลปะต่อไปของ พงษ์สกุล ชาเหลา หรือบาส ศิลปินวัย 27 ปี หลังการสร้างสรรค์ผลงานจากผ้ายีนส์มือสองของเขามีมูลค่าหลายแสน จนเริ่มเป็นที่สนใจจากคนไทยและชาวต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ จุดไฟให้เขามีพลังทำงานศิลปะต่อไป

IMG 5206
          บาสเป็นคน จ.เลย มีพื้นฐานศิลปะมาจากสมัยเรียนชั้นมัธยมฯ ที่โรงเรียนเลยพิทยาคม ก่อนสอบเข้าเรียนต่อ ปวส.ที่วิทยาลัยช่างศิลป 3 ปี และเรียนต่อที่สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ในสาขาจิตรกรรมอีก 3 ปี บาสกล่าวว่า เขาเริ่มฝึกวาดรูปจริงจังตอน ม.5 ในช่วงที่เพื่อนรุ่นเดียวกันกำลังจะแยกย้ายไปเรียนต่อตามความถนัด ด้วยความชอบในงานศิลปะเขาจึงมุ่งมั่นที่จะเรียนต่อในสายนี้โดยตรง
          “ตอนปี 3 ผมเริ่มทำงานผ้าเพราะอาจารย์ที่สอนเริ่มให้หาเทคนิคใกล้ตัว พอดีที่บ้านเราเป็นร้านตัดเย็บเสื้อผ้า ส่วนใหญ่ที่บ้านเป็นช่างทำงานเกี่ยวกับผ้าหมดเลย ก็เลยเอาเทคนิคนี้มาใช้ น้าก็ให้จักรไปใช้ทำงานตอนเรียน”
          เมื่อเรียนจบบาสเริ่มพัฒนางานศิลปะจากผ้ายีนส์โดยใช้สตูดิโอศิลปะ V64 (ซ.วิภาวดี 64) เป็นสถานที่ทำงาน บาสพูดถึงความเป็นมาว่า V64 เป็นสถานที่ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาจบใหม่ได้แสดงงานศิลปะของตัวเองร่วมกับกลุ่มเพื่อนๆ ในแวดวง ตัวเขาเองก็เริ่มทำงานประจำไปด้วยและพยายามสร้างงานศิลป์ควบคู่กัน แต่ความจริงก็คืองานประจำที่ทำอยู่ก็เพื่อหล่อเลี้ยงงานศิลปะของเขาเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงอาชีพที่จะทำไปทั้งชีวิต V64 จึงเป็นทั้งสถานที่ทำงานศิลปะแล้วก็ที่พักอาศัยไปด้วยในเวลาเดียวกัน
          “ทำงานประจำได้ 3 เดือนออกเลย เพราะเรารู้สึกอึดอัดและไม่ค่อยมีเวลาทำงานศิลปะเท่าไหร่ พอออกจากงานเราก็มาอยู่ V64 อยู่ช่วยเขาทำร้านอาหาร ร้านกาแฟในตอนเย็นก็ได้ค่าตอบแทนบ้าง ตอนกลางวันเราก็ทำงานศิลปะ ปีหนึ่ง V64 จะจัดงานแสดงภาพครั้งหนึ่ง พี่ๆ เขาก็จะมาช่วยกันทำงานศิลปะ คือทุกคนต้องมีงานแสดงหนึ่งชุด (3-4 ภาพ) บรรยากาศอย่างนั้นมันก็ทำให้เกิดไฟในการทำงานขึ้นมา ทำยังไงก็ได้ให้เรามีรายได้จากงานศิลปะของเรา ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับเด็กจบใหม่อย่างเรา”
V64 นอกจากจะเป็นสถานที่ทำงานศิลปะแล้ว ยังเป็นแหล่งรวมงานศิลปะ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปชมและ
          ติดต่อซื้อขายกับศิลปินโดยตรงได้ เป็นพื้นที่สร้างรายได้ให้กับศิลปิน “เป็นสตูดิโอ เหมือนเราเดินเข้าไปผนังก็จะแขวนรูป ในล็อค แต่ละล็อคก็จะมีอุปกรณ์ มีศิลปินทำงานอยู่ในนั้น ลูกค้าก็เข้ามา บางทีศิลปินนอนอยู่ลูกค้าเดินข้ามหัวไปเลือกงาน (หัวเราะ) บางทีผมนอนอยู่มีฝรั่งมาส่อง อุ้ยมีคนนอนตรงนี้ด้วย เขาเรียกเพื่อนมาดู แต่เขาก็ซื้อนะ ก็อยู่กันอย่างนั้น สนุก ส่วนใหญ่เขาอยู่แกลเลอรี่กัน แต่ตรงนั้นมันแปลก ก็เสียดายเหมือนกัน พื้นที่มันใหญ่ มันก็ควบคุมทั้งเรื่องระบบ ทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องอะไรอย่างเนี้ย ก็เลยต้องปิดไป 3 ปีครบสัญญาพอดี พี่เขาก็ปิดไป แต่ว่ายังเคลื่อนไหวทางเว็ปไซต์ ก็รวมกลุ่มกันใหม่ แบบว่าใครยังสนใจที่จะเอางานมาลงเว็ปไซต์ แล้วก็เพิ่มชื่อมาเป็น V64 แกลเลอรี่ 6 ก็หมายถึงว่า คลอง 6 ก็มาเป็นในเว็ปไซต์ ก็จะมีลูกค้าเก่าๆ เข้ามา” บาสหัวเราะให้กับบรรยากาศใน V64 เมื่อครั้งที่เขาใช้เป็นสถานที่บ่มเพาะงานศิลป์ให้กับตัวเอง การหารายได้จากงานศิลปะแม้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เขาก็หันหลังให้งานประจำมุ่งหน้าทำในสิ่งที่ตนเองรักเป็นระยะเวลา 3 ปี ก่อนที่ V64 แห่งนี้จะปิดตัวลงเพราะขาดเงินสนับสนุนหล่อเลี้ยง
เมื่องานยีนส์ของบาสเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้น ทำให้คอลัมน์นิสต์ศิลปะประจำนิตยสาร L'Officiel ชาวฝรั่งเศษนามว่า จูลี่ ผู้สนใจในงานของเขาและเป็นที่รู้จักในวงการศิลปะชักชวนเขาออกไปจัดแสดงงานข้างนอก ประจวบเหมาะกับที่มาตินร์ผู้จัดการ S Gallry ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศษด้วยกันกำลังมองหางานศิลปะมาจัดแสดงพอดี จู่ลี่จึงแนะนำงานของบาส จากนั้นงานของเขาก็เริ่มเป็นที่รับรู้ในวงกว้างขึ้นอีก เพราะได้พื้นที่แสดงผลงานเพิ่มมากขึ้นในฐานะศิลปินรุ่นใหม่

IMG 5169
          “เราตั้งใจให้งานออกมาล้อเลียนกับรูปถ่ายเลย เราคิดว่าถ้ามันเหมือนได้แล้วมันลวงคนได้ มันก็สามารถเรียกร้องอะไรได้จากคนดูงานศิลปะ” บาสอธิบายถึงแนวคิดในงานของเขาว่าต้องการใช้ผ้ายีนส์และสีสันร่องรอยต่างๆ ในยีนส์มาใช้แทนการระบายสี ใช้เข็มและจักรแทนพู่กัน สร้างสรรค์ให้เหมือนจริงที่สุด โดยเริ่มจากการลงพื้นที่ไปตามแหล่งชุมชนริมน้ำต่างๆ ในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อถ่ายภาพเป็นแบบก่อนจะลงมือตัดเย็บผ้ายีนส์ประกอบเป็นงานศิลปะก่อนจะขึงลงเฟรม วัสดุที่ใช้ 80 % จะเป็นยีนส์มือสองจากวัดสวนแก้ว ความซีด ความหนา และร่องรอยที่ผ่านกาลเวลา ให้สีสันและอารมณ์ของบ้านสังกะสีหรือชุมชนเก่าริมน้ำได้อย่างลงตัว
          “จริตเรามันต้องเติมโน้นเติมนี่ มันก็เลยดูสนุก พวกป้ายโลโก้อะไรอย่างนี้ แล้วก็มีคำที่เราแอบๆ ไว้ ถ้าเข้าไปดูงานใกล้ๆ มันจะมีแอบไว้ บางคำก็เสียดสีบ้าง แต่คำพวกนั้นก็ตัดมาจากกางเกง ก็ประกอบกัน แอบไว้ถ้าคนเข้าไปดูข้างในก็จะคิดอะไรต่อไปได้ ปีหนึ่งผมทำไม่ต่ำกว่า 15 ชิ้น”
          บาสพยายามสื่อถึงระบบบริโภคนิยมของคนไทยที่ไม่สามารถซื้อของแบรนด์เนมมาใช้ได้ โดยการแปะตราตัวหนังสือยี่ห้อกางเกงยีนส์ปลอมที่เขาพบเจอ นำมาแฝงในงานศิลปะในรูปแบบป้ายร้านค้าต่างๆ ซึ่งหากผู้ชมสังเกตเห็นจะพบว่าเขาตั้งใจจะสื่อถึงค่านิยมคนไทยที่ติดบริโภคของแบรนด์เนม แม้จะเป็นของเลียนแบบก็ตาม
          “อย่างบางตัวก็ไม่รู้ของจริงของปลอม มันก็จะมีเรื่องที่ผมพูดถึงเรื่องบริโภคนิยมด้วย ว่าในฐานะที่เราเป็นคนระดับนี้ไม่สามารถซื้อของแบรนด์เนมมาใช้สอยได้ อย่างบางตัวผมเจอ เฮ้ย อันนี้ก็อป wrangler ผมก็ตัดมาแปะโชว์เลย wranger ถ้าคนมาดูสังเกตก็จะเห็น เฮ้ย อันนี้ของปลอมนี่หว่า ให้เขาคิดต่อไปได้ ของจริง ของปลอม แล้วก็สี ความซีด ความอ่อน ความหนาที่มันถูกใช้งานมาแล้ว สีมันเข้ากับพวกสังกะสีที่ชุมชน”
          อีกนัยหนึ่งที่บาสต้องการจะสื่อก็คือ บางชุมชนที่เขาเข้าไปหาข้อมูลและถ่ายภาพ เป็นเพียงบ้านไม้สังกะสีเล็กๆ ท่ามกลางตึกรามสูงใหญ่ล้อมรอบ กว่าที่งานของเขาจะออกมาเสร็จสมบูรณ์ ชุมชนนั้นก็ถูกกลืนหายไปแล้ว กลายเป็นตึกมาแทนที่ บาสจึงรู้สึกว่ากางเกงยีนส์แท้จริงแล้วมันเป็นสัญลักษณ์ของกรรมกรผู้ใช้แรงงาน ความยากจน มันจึงเป็นตัวแทนของผู้ต่อสู้ดิ้นรน
          “เดิมทียีนส์มันมาจากทางตะวันตก ผลิตเพื่อความแข็งแรงทนทานต่อการใช้งาน แต่ตอนนี้มันถูกผลิตเยอะมากๆ จนเป็นแฟชั่น เราก็รีไซเคิลด้วยประเด็นหนึ่ง แล้วเราก็หยิบจับสิ่งของที่อยู่รอบตัวเรา เพราะเราเห็นมันอยู่ทุกวัน ผมเชื่อว่าอย่างน้อยๆ ทุกคนต้องมียีนส์ เราก็เอาตรงนั้นมาทำงาน หมายถึงเอาสิ่งของที่อยู่รอบตัวมาทำงาน เป็นการสร้างงานศิลปะจากสิ่งของ”
          เมื่อได้ขึ้นไปแสดงงานใน S Gallry ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ของบาสเป็นชาวต่างชาติ ผลงานชิ้นใหญ่ของเขามีมูลค่าสูงถึง 3 แสนบาท ส่วนชิ้นเล็กมีผู้ซื้อไปราคา 8 หมื่นบาท บาสมองว่าระบบแกลเลอรี่สามารถช่วยคนทำงานศิลปะในเรื่องรายได้ค่อนข้างมาก แม้จะต้องแบ่งรายได้เป็น 50/50 หรือ 60/40 ก็ตาม แต่ถ้าศิลปินทำงานออกมาแล้วไม่มีพื้นที่แสดงงานศิลปะของตัวเอง ไม่มีสื่อ ไม่มีคอนเนคชันจากทางแกลเลอรี่เข้าช่วย ก็จะทำให้งานขายยากและไม่เป็นที่รู้จัก
          “ผมคิดว่าพื้นที่อย่าง V64 มันเป็นพื้นที่เปิด เราทำงานศิลปะอะไรก็ได้มันไม่มีคนตัดสิน คนตัดสินคือลูกค้า อันนี้พูดถึงอาชีพเรื่องการดำรงชีวิตอยู่ เขาชอบเขาซื้อ เราแฮปปี้เขาแฮปปี้ ผมว่ามันแฟร์นะ เราก็มีเงินทำงานต่อไป อย่างผมก็เริ่มมีความมั่นใจจากการขายงานได้ มันก็มีแรงพัฒนาไปในตัวของมัน พื้นที่เหล่านี้สำคัญมันเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ ได้เข้าไปแชร์เข้าไปลอง”
          ในอนาคตบาสตั้งเป้าจะเอางานไปแสดงที่ต่างประเทศ บาสมองว่าอาชีพที่ทำอยู่แม้ยากเย็นที่จะไปถึงฝันได้โดยง่าย แต่คำแนะนำของเขาก็คืออยากให้เด็กรุ่นใหม่ที่ชอบแนวทางนี้ได้ลองทำให้เต็มที่ แต่อย่าลืมเรื่องภาษาเพราะมันเป็นสะพานข้ามไปสู่โลกที่กว้างขึ้น ที่สำคัญคือทำด้วยความอดทนจนกว่าจะสำเร็จ เหมือนข้อความบนท่อนแขนของเขาที่ย้ำเตือนตัวเองตลอดเวลาว่า “ให้ทำต่อไป”
          ปัจจุบันบาสยังคงทำงานศิลปะในแนวทางที่ตัวเองถนัด งานแต่ละชิ้นกว่าจะขายได้ย่อมเกิดจากความอดทน ฝึกฝนอย่างเอาจริงเอาจัง กว่าจะสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย บาสมองย้อนไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ครั้งที่เขาดิ้นรนแทบจะไม่มีเงินใช้หมุนเวียนในชีวิตเพื่อสร้างงานศิลปะเลย เขายกภาพงานยีนส์ภาพหนึ่งไปแขวนไว้ที่สวนจตุจักร ตามคำแนะนำของรุ่นพี่ที่เช่าล็อคไว้ขายภาพแต่กำลังจะเลิกเช่า จึงมีที่ว่างพอให้บาสได้ลองแขวนภาพขายงาน ซึ่งตัวเขาเองไม่รู้เลยว่าจะมีคนซื้อหรือไม่
เมื่อแขวนได้ 3 ชั่วโมง ภาพนั้นก็ถูกซื้อไปในราคา 8 พันบาทโดยชาวอาหรับ แม้ราคาจะไม่ได้สูงเท่างานปัจจุบันนี้ แต่มันก็เป็นงานชิ้นแรกที่ช่วยต่อเติมเชื้อไฟในตัวเขาให้ลุกโชนขึ้นมา เป็นกำลังใจให้คนทำงานศิลปะมีแรงต่อสู้ต่อไปตราบจนวันนี้
“ผมไม่ได้ฝีมือดีเลยนะ แค่มันมีโอกาส โชคชะตา แล้วก็มี V64” บาสกล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารได้ที่ www.facebook.com/baspongsakul

เรื่องและภาพ : กรวิก อุนะพำนัก

ตามรอยแพทย์อาสา

กับนายแพทย์พิษณุ มณีโชติ รองเลขาธิการมูลนิธิ พอ.สว.

1.

          สายฝนยังคงกระหน่ำรุนแรงกลางป่าเขา บนเส้นทางสายทุรกันดารไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดเข้าถึง พวกเขายังคงเดินเท้า แบกทั้งสัมภาระ ยารักษาโรค เครื่องมือแพทย์ และอาหารเท่าที่จำเป็น บางช่วงที่น้ำป่าไหลหลากขวางเส้นทางพวกเขาจำต้องหยุดรอให้น้ำลดลง ก่อนจะเดินทางต่อในรุ่งเช้า
       ทากน้อยๆ พากันรุมเกาะติดแข้งขาดูดเลือดจนตัวบวมเปล่ง มันเป็นเลือดของผู้เสียสละ ผู้ละวางประโยชน์ส่วนตัวไว้ข้างหลัง มุ่งหน้าให้การรักษาเพื่อนมนุษย์ที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการของรัฐได้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ในนาม “หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เดินเท้า พอ.สว.”
          “ฝนตก ทางลื่น หน้าฝนสิ่งที่เผชิญก็คือทาก เวลาเดินเท้าจะมีปัญหาเรื่องทาก แล้วก็น้ำ หน้านี้ต้องเดินสะพานข้ามน้ำ แล้วก็จะเจอฝนนะ เดินตามไหล่เขาไปตามหย่อมบ้านต่างๆ” นายแพทย์พิษณุ มณีโชติ รองเลขาธิการมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี บอกเล่าประสบการณ์การเป็นแพทย์อาสาเดินเท้าเข้าไปยังหมู่บ้านต่างๆ ในพื้นที่ห่างไกล ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา
          ปัจจุบันนายแพทย์พิษณุอายุ ๖๗ ปี เดิมทีเคยทำหน้าที่ในตำแหน่ง ผอ.โรงพยาบาลต่างๆ ทั้งในจังหวัดสุราษฏร์ธานี ยะลา นราธิวาส รวมระยะเวลา ๑๖ ปีก่อนเกษียณอายุราชการ ด้วยประสบการณ์และความตั้งใจทำงาน เขาจึงได้รับความเมตตาจากนายแพทย์ยุทธ โพธารามิก เลขาธิการมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ให้เข้าช่วยงานอาสา ทำงานการกุศลช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป ซึ่งเป็นความตั้งใจเดิมของนายแพทย์พิษณุอยู่แล้ว
          พื้นที่ที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เดินเท้า พอ.สว. และจิตอาสาจะเข้าไปช่วยเหลือ คือพื้นที่ที่เกินกว่าทีมแพทย์เดิมในพื้นที่นั้นๆ จะเข้าถึงได้ในช่วงหน้าฝน เป็นความต้องการให้ช่วยเหลือของคนในพื้นที่เอง จากเดิมที่การคมนาคมลำบากอยู่แล้ว พอฤดูฝนทางจะไม่สามารถสัญจรด้วยยานพาหนะได้ ผู้ที่อยู่บนป่าเขาจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ตัดขาดจากบริการของรัฐ โดยเฉพาะผู้ป่วยบนภูเขาซึ่งกว่าจะเดินเท้าลงมาสถานีอนามัยที่ใกล้ที่สุดได้ก็กินเวลาอย่างน้อย ๘ ชั่วโมงหรือ ๑ วัน ยิ่งป่วยหนักโอกาสรอดก็มีน้อย เป็นเหตุผลให้หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เดินเท้า พอ.สว. ต้องดั้นด้นขึ้นไปช่วยเหลือ
          “บางพื้นที่เดินไม่ได้เพราะดินสไลด์ แล้วก็มีต้นไม้โค่นล้มขวางทาง” เป็นสิ่งที่รองเลขาฯ พบเจอระหว่างการเดินเท้า ซึ่งจะมีอาสาสมัครในสาขาอาชีพต่างๆ ร่วมเดินไปกับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เดินเท้า พอ.สว. ด้วย ส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัครที่มาจากส่วนกลางคือกรุงเทพมหานคร หรือจังหวัดอื่นๆ ที่ยังไม่มีหน่วยแพทย์ พอ.สว.จัดตั้งขึ้น, ปัจจุบันมีจังหวัด พอ.สว. ๕๕ จังหวัด จังหวัดล่าสุดคือ มหาสารคาม ปัจจุบันมีสมาชิกอาสาสมัคร พอ.สว. ทั่วประเทศเกือบ ๑ แสนคน

IMG 3796

2.

        ฤดูฝนบนถิ่นทุรกันดารเป็นเสมือนบททดสอบของเหล่าอาสาสมัครผู้ต้องการช่วยเหลือ แบ่งปันสิ่งที่เกินจำเป็นของตัวเองแก่เพื่อนมนุษย์ที่ยากไร้กว่า บางคนเตรียมเสื้อผ้า แว่นสายตา ไปแจกเด็กๆ ชาวไทยภูเขาด้วย รวมระยะเวลาการเดินเท้าไม่ต่ำกว่า ๕ วัน นายแพทย์พิษณุย้ำว่าไม่ใช่อาสาสมัครทุกคนจะได้เดินเท้าไปกับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เดินเท้า พอ.สว. สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีความพร้อมทั้งทางร่างกาย และมีจิตใจ
          การมีร่างกายที่พร้อมเป็นเรื่องจำเป็น เพราะหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เดินเท้า พอ.สว. และอาสาสมัครอาชีพอื่นๆ ต่อหนึ่งสายมีจำนวนถึง ๖๐ คนโดยประมาณ นอกจากอาสาสมัครแล้ว ยังมีลูกหาบ เจ้าหน้าที่ ตชด.คอยรักษาความปลอดภัย และผู้สื่อข่าว เป็นต้น ในขณะที่เส้นทางล้วนเต็มไปด้วยอุปสรรคและความเหนื่อยล้า หากใครคนหนึ่งร่างกายไม่พร้อมย่อมส่งผลต่อผู้อื่นทันที และแม้ร่างกายฟิตพร้อมแต่จิตใจยังมีห่วง ก็ไม่ควรเข้าร่วม เพราะการเดินทางตลอด ๕ วัน นายแพทย์พิษณุมองว่า จิตใจเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับใครที่ยังเป็นห่วงทางบ้าน หรือมีภาระ ไม่ควรไป จะทำให้ทุกข์เปล่าๆ
          “เวลาไปทุกครั้ง ทุกคนก็อยากไป สิ่งที่พบก็คือ ทุกคนมีความอิ่มเอิบใจ ได้ทำบุญทำกุศล แต่ว่าคนต้องแข็งแรงนะ อันตรายจริงๆ ถ้าไม่แข็งแรงเป็นผลกระทบต่อตัวเอง สองเป็นภาระคนอื่น เราเดินไม่มีการย้อนกลับ เพราะว่าเส้นทางบางทีกลับไม่ได้นะ ถ้ากลับทางเดิมต้องเสียคนมาเดินเป็นเพื่อน หรือคนนำทาง ต้องเดินไปข้างหน้าครับ การสื่อสารส่วนใหญ่ใช้ไม่ได้ ยิ่งไปช่วงแรกๆ ใช้ไม่ได้เลยครับ ทุกคนต้องตัดขาดจากทางบ้าน ดังนั้นคนไป ถ้ามีภาระผูกพันกับครอบครัวมากๆ จะลำบาก มีลูกมีอะไรก็ต้องคิดถึง ไม่ได้ ไปแล้วต้องมีใจ จะพะวักพะวงไม่ได้ มันไม่มีความสุขหรอก มันทรมาน ๕ วัน บางพื้นที่กลางคืนไฟจำกัด ส่วนใหญ่เขาใช้ไฟโซล่าเซลล์ ซึ่งบางพื้นที่โซล่าเซลล์ก็ใช้ได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะใช้มานานแล้ว แบตเตอร์รี่ก็ไม่มีพอบ้าง อาหารเอาไปมากก็ไม่ได้ เพราะเป็นภาระ ก็เอาไปเท่าที่จำเป็น”
         สิ่งที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เดินเท้า พอ.สว. ยึดถืออย่างหนึ่งก็คือ พวกเขาจะทำอาหารกินกันเอง ตามวัตถุดิบที่เตรียมไป นอกจากพืชผักของชาวบ้านแล้ว จะไม่มีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตของชาวบ้านเด็ดขาด การใช้ชีวิตในพื้นที่ยึดถือตามสภาพความเป็นจริง ทั้งสถานที่อาบน้ำ ห้องน้ำ อาศัยน้ำจากธรรมชาติ หรือน้ำที่ต่อท่อลงมาจากภูเขา เรียกว่าประปาภูเขา
          “ต้องยอมรับว่าความลำบากมีแน่ ความสบายไม่มี ทุกคนไปต้องทำใจ ไปแล้วจิตใจไม่ผ่องใสจะเป็นภาระของผู้อื่น แต่ทุกคนไปทุกคนจะมีความตั้งใจ มีความสนุกสนาน คืออารมณ์ก็สนุกไปด้วย อาจเป็นเพราะได้อิ่มบุญ ทำกุศล”

3.

          แม้จะมีความลำบากอย่างไรก็ตาม จำนวนผู้สมัครเข้ามาเป็นจิตอาสากับ พอ.สว.กลับเกินโควต้าและเพิ่มขึ้นในทุกปี หลายคนไปแล้วต้องไปอีก ได้ค้นพบว่าการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนจริงๆ สร้างความอิ่มเอิบใจได้อย่างไร ต่างคนต่างอายุช่วยกันทำหน้าที่ตามกำลังและความถนัดของตนเอง เหมือนคำพูดที่ว่า “อาสาสมัครไม่มีวันเกษียณ”
          เส้นทางส่วนใหญ่ที่เดินเท้าเข้าไปคือหมู่บ้านชาวเขาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน ตาก แม่สะเรียง การเดินในพื้นที่หนึ่งแบ่งเป็น ๒-๔ สาย หนึ่งสายใช้อาสาสมัครราว ๕๐-๖๐ คน เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ทุกหมู่บ้าน เพราะพื้นที่เหล่านั้นจะไม่มีแพทย์ประจำอยู่เลย มีแต่ครูที่ไปประจำอยู่บนนั้น นานทีจะมีสาธารณะสุขอำเภอขึ้นไปบ้างในวันเวลาที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย
          ตลอดการเดินเท้าหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เดินเท้า พอ.สว. จะไปแวะพักค้างคืนที่ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง จัดตั้งขึ้นโดยสมเด็จย่า ที่นั่นมีครูคอยสอนภาษาไทยและสิ่งที่จำเป็น เช่น การดูแลสุขภาพ ให้ชาวเขาทั้งเด็กและผู้ใหญ่ “บางครั้งเราเห็นเด็กเขาอยู่กับน้ำก็จริง แต่การอาบน้ำ การแปรงฟัน สระผม บางทีเขาทำไม่เป็น ไม่น่าเชื่อ เราก็ต้องไปสอนเขาเพื่อสุขภาพอนามัยที่ดี ถ้าไม่มีอาสาสมัครก็ไม่มีใครขึ้นไป นอกจากเขาลงมาเอง จริงๆ เขามีบัตรประชาชนและบัตรประกันสุขภาพบัตรทอง ๓๐ บาท แต่เขาจะลงมาใช้ตามโรงพยาบาลชุมชนหรือสถานีอนามัยที่ใกล้ที่สุด แต่ใกล้ที่สุดธรรมดาถ้าเขามีมอเตอร์ไซค์เขาก็เอาลงมาได้ แต่ถ้าฝนตกใกล้ที่สุดใช้เวลา ๘ ชั่วโมง เดินเท้านะครับ บางหมู่บ้านเฉลี่ยแล้วก็ประมาณนั้น”
          โรคที่พบคือ โรคทางเดินอาหาร โรคทางเดินหายใจ โรคผิวหนัง และโรคกล้ามเนื้อในผู้ใหญ่ที่ใช้แรงงาน - เด็กๆ ที่ขาดสารอาหาร / การให้วัคซีนจะได้ครบตามกำหนด การเข้าไปหาประชาชนชาวไทยภูเขาทำให้ตระหนักได้ว่า ประเทศไทยมีความเจริญมากมายหลายด้าน เคยได้รับยกย่องว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ แต่ความจริงก็คือเรายังมีเด็กที่ป่วยเป็นโรคขาดสารอาหารอีกมากมายในพื้นที่ห่างไกล
          บางรายที่แพทย์ได้ช่วยเหลือทันท่วงทีก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ เช่นคนไข้ที่มีรกค้างหลังจากคลอดบุตร หมายความว่ารกออกไม่หมด นายแพทย์พิษณุระบุว่าหากเอาออกไม่ได้อาจมีการตกเลือดถึงแก่ชีวิต แต่รายนี้แพทย์เดินเท้าเข้าช่วยเหลือได้ทันจึงหายเป็นปกติ
          “บางครั้งมีคนไข้ที่เป็นเด็ก เป็นโรคปอดบวมในบางช่วง เราไปเราก็ช่วยรักษาได้ทันเวลา บางรายเราก็จะไปเอาคนไข้ที่มีประสบอุบัติเหตุล้มลงไปในกองไฟ เอาหน้าล้มลงไป ตั้งแต่อายุ ๕ ขวบ ตอนที่เราไปเจอ เราก็เอาเขามารักษาจนกระทั่งแก้ความพิการได้ดี อันนี้ถือว่าเป็นผลประโยชน์ที่เราเข้าไป”

SAM 0091

4.
“อาชีพแพทย์นั้นมีเกียรติ แพทย์ที่ดีจะไม่ร่ำรวย แต่ก็ไม่อดตาย ถ้าใครอยากร่ำรวย ก็ควรเป็นอย่างอื่นไม่ใช่แพทย์ อาชีพแพทย์นั้นจำต้องยึดมั่นในอุดมคติ เมตตากรุณาคุณ”

“ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตน เป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมมะแห่งอาชีพ ไว้ให้บริสุทธิ์”
พระอนุศาส์นของสมเด็จพระบรมราชชนก

          ข้อความดังกล่าวของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระราชบิดาแห่งการแพทย์ไทย คือหลักที่นายแพทย์พิษณุและเหล่าแพทย์ พอ.สว.ต่างยึดถือปฏิบัติ เพราะการทำงานของแพทย์ที่แท้จริงนั้นจำเป็นต้องเห็นความทุกข์ของผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญกว่าตัวเองเสมอ นอกเหนือจากการเดินเท้าแล้ว การทำหน้าที่ของแพทย์ยังมีอีกมากมายในพื้นที่ต่างๆ ยังมีหน่วยแพทย์จังหวัดที่จะออกตรวจในพื้นที่ทุรกันดารทุกวัน ซึ่งเราสามารถติดตามการทำงานได้จากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยในช่วงเวลา ๖ โมงเช้า ซึ่งจะทราบว่าวันนี้หน่วยแพทย์ พอ.สว.จะออกไปพื้นที่ใดใน ๕๕ จังหวัด และมีหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่เพื่อประชาชนผู้ด้อยโอกาสในเขตท้องถิ่นทุรกันดารซึ่งออก ๘ เดือนใน ๖ จังหวัด เช่น น่าน เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา เป็นต้น
          “อีกหน่วยหนึ่งคือกิจกรรมรถทันตเคลื่อนที่ พอ.สว. ๑ ปีออกหน่วยประจำทุกเดือนตามแผนของจังหวัด พอ.สว. แล้วเราส่งทีมไป อย่างหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่เพื่อประชาชนด้อยโอกาสในเขตท้องถิ่นทุรกันดารเรามีทีมทันตแพทย์อาสาจากกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดก็ตามร่วมทีมไป ถ้าทันตแพทย์พื้นราบเรามีรถบริการทันตกรรมเคลื่อนที่ไปในจังหวัด มี ๒ คัน เรามีเจ้าหน้าที่คนขับรถ และเจ้าหน้าที่ทันตกรรม ๑ คน แต่ทันตแพทย์เป็นของจังหวัด เขาเตรียมพื้นที่คือเราไปสนับสนุน”
          “จริงๆ แล้วผมคิดว่าคนเราเมื่อทำงานทุกอย่าง จิตอาสาเป็นพื้นฐานของมนุษย์” เมื่อถามถึงการมีจิตอาสา นายแพทย์พิษณุมองว่า ทุกคนอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ แต่ต้องช่วยด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ จิตใจที่มีคุณธรรม สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเองโดยไม่มีการบังคับหรือโฆษณาชวนเชื่อ แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่าจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้อย่างไร ทั้งที่ความจริงแล้วยังมีเพื่อนมนุษย์ที่ต้องการความช่วยเหลือ ยังด้อยโอกาสอีกมากมาย โดยเฉพาะในประเทศไทย ยังมีพื้นที่ที่ความเจริญเติบโตยังเข้าไม่ถึง ประชาชนยังเข้าไม่ถึงบริการของรัฐอย่างเท่าเทียมกัน การช่วยให้ผู้ที่ด้อยโอกาสเข้าถึงบริการของรัฐได้โดยทางใดทางหนึ่งก็ถือเป็นจิตอาสา
          “บางครั้งเขาเข้าไม่ถึงแล้วเรามีอำนาจหน้าที่ที่จะต้องทำในสิ่งนั้นต่อประชาชน โดยเฉพาะทุกคนมันต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอย่างที่บอก โดยการไปช่วยเพื่อนมนุษย์ที่ด้อยโอกาส หรือประชาชนในแผ่นดินนี้นะครับ ซึ่งทุกคนสามารถช่วยได้ เพราะว่าเดี๋ยวนี้สื่อโซเชียลทั้งหลายมีให้ช่วยมาก แต่ว่าเราอย่าไปเพิกเฉย มีความตระหนักรับรู้เสมอว่ายังมีบุคคลที่ด้อยโอกาสกว่าเราและรอคอยความช่วยเหลือ ซึ่งเรามีส่วนเกินอันใดที่เราจะช่วยได้ก็พยายามช่วย
          จิตอาสาผมว่าต้องไปเน้นถึงการลดความเหลื่อมล้ำ อย่าไปคิดว่ารอให้เขาดั้นด้น ทุกข์ยากแสนสาหัสแล้วเราไปช่วยโดยการบริจาค ซึ่งอันนั้นช่วยประเดี๋ยวประด๋าว เราต้องช่วยให้เขาเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม แล้วก็สามารถที่จะอยู่ในสังคมต่อไปได้”

SAM 0168

5.

          เส้นทางบางเส้นทางเต็มไปด้วยอันตราย คือสถานะการณ์จริงที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เดินเท้า พอ.สว. ต้องเตรียมรับมือในขณะเดินเท้า ไม่มีใครบอกได้ว่าวันที่พวกเขาลงพื้นที่จะต้องพบเจอกับคนไข้รายใด และจะเจอเหตุการณ์อะไรบ้าง
          นายแพทย์พิษณุเล่าว่า ทุกครั้งที่ออกเดินทางพวกเขาเหล่าแพทย์อาสาจากทั่วประเทศมีความปลอดภัยกลับมาหาครอบครัวได้เสมอ พร้อมกับความสุขที่ได้รับจากการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสบนป่าเขา คนเหล่านั้นก็คือคนไทย ผู้มีสิทธิ์การใช้บริการของรัฐอย่างเท่าเทียม เพียงแต่ภูมิประเทศที่เขาอาศัยอยู่ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย จึงเป็นสิ่งที่จิตอาสาควรตระหนักถึงความด้อยโอกาสทางสังคมตรงนี้
          ประสบการณ์ที่ผ่านพบมา นายแพทย์พิษณุและแพทย์อาสาต่างๆ เชื่อว่าเป็นเพราะพระบารมีของสมเด็จย่าที่คอยคุ้มครองพวกเขาให้รอดพ้นจากอันตรายต่างๆ ทั้งยังเป็นกำลังใจให้พวกเขาทำงานอาสาต่อไป
          “กระผมในนามของมูลนิธิ ในฐานะรองเลขาธิการมูลนิธิ พอ.สว. พวกเราทุกคนมีสมเด็จย่าอยู่ในใจมาตลอด ถึงแม้พระองค์ท่านจะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ด้วยบารมีและปณิธานของสมเด็จย่า เราทุกคนอาสาสมัคร พอ.สว. ไม่เคยลืม และก็จะสืบสานปณิธานนี้ต่อไป โดยตั้งแต่องค์ประธานต่อจากสมเด็จย่าคือสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และองค์ประธานองค์ปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษ์ อัครราชกุมารี พระองค์ท่านก็มีปณิธานแน่วแน่ที่จะดูแลพี่น้องประชาชนตามที่ยากไร้ ฉะนั้นผมมีหน้าที่ถวายงานต่อองค์ประธาน ก็มีความตั้งใจ และจะทำงาน พอ.สว. นี้ด้วยความตั้งใจและทุ่มเทที่สุดครับ”
          ในวัย ๖๗ ปี ของนายแพทย์พิษณุ มณีโชติ เขายังคงเดินเท้าเข้าไปในพื้นที่ทุรกันดารทุกๆ ปี พร้อมกับเหล่าจิตอาสาผู้ไม่ยี่หระต่อความยากลำบาก เพื่อเติมเต็มให้กับประชาชนคนไทยที่ด้อยโอกาสกว่า การทำจิตอาสาในลักษณะนี้ต้องมีขนาดหัวใจที่ใหญ่พอสมควร วันนี้หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เดินเท้า พอ.สว. ยังคงเดินหน้าทำตามปณิธานของตนเองต่อไป คือช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้ยากไร้ ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่มีวันหมดไปจากประเทศไทยเสียที

เพลงพลังใจ
ดังสายลมที่พัดผ่านลานป่า พาใบไม้พลัดถิ่น
ดั่งสายน้ำที่ไหลรินพัดพา นำดวงใจฉันมาใกล้เธอ
ความหวังดีที่เธอให้สังคม ฉันชื่นชมเธอเสมอ
เพื่อพี่น้องผู้ที่ยากไร้ รวมดวงใจของเราฟันฝ่า

**************************************

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

“มนุษย์เรามักจะลืมตัว เรามักจะหยิ่งผยองว่าตัวเราอยู่เหนือธรรมชาติ ซึ่งจริงๆ เปล่าเลย ทุกลมหายใจของเรา น้ำทุกหยด เราพึ่งป่าทั้งสิ้น”

IMG 4654

          ผ่านไปแล้วกับกิจกรรม “รู้ป่า รักษ์ป่า ปลูกป่าเริ่มที่ใจ” เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมายุ ๕ รอบสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด ที่มุ่งหวังให้เยาวชนจากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศได้มีโอกาสเรียนรู้คุณค่าของทรัพยากรป่าไม้ร่วมกัน ปลุกจิตสำนึกจิตอาสาและน้อมนำแนวคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่ผู้เข้าร่วมงานทุกคนได้นำไปปฎิบัติ และเห็นความสำคัญของการใช้ทรัพยากรป่าไม้อันเป็นสมบัติของส่วนรวม
          ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานในพิธีกล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระราชดำรัสในเรื่องเศษฐกิจพอเพียง ทรงเปรียบเหมือนเสาเข็มที่รองรับตัวอาคารและตัวบ้านไว้ ซึ่งในการวางเสาเข็มนั้น ระหว่างที่วางก็มีพิธีวางเสาเข็ม หรือวางเสาเอกที่คนทั่วไปรู้จักกัน แต่หลังจากนั้นก็ลืมเสาเข็มไปเลย เพราะฉะนั้นบ้านจะอยู่ได้หรือไม่ได้ อาคารจะอยู่คงทนมั่นคงได้หรือไม่ แท้ที่จริงไม่ใช่ตัวบ้าน แต่อยู่ที่เสาเข็มที่รองรับตัวบ้านนั่นเอง คนเราก็เช่นกัน นึกว่าตัวเรานี้อยู่ด้วยตัวเราเองได้ บางคนเกิดมาท่ามกลางกองเงินกองทองนึกว่าเราอยู่ด้วยตัวเราเองได้ แท้ที่จริงเราต้องพึ่งทุกสิ่งทุกอย่างหมดเลย โดยเฉพาะต้องพึ่งธรรมชาติ”
          ประธานในพิธี กล่าวต่อว่า “การปลูกป่าเริ่มที่ใจเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะทำให้เข้าใจที่มาที่ไปของป่าไม้ ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรป่าที่มีอยู่ อันจะนำไปสู่การปลูกต้นไม้ที่แท้จริง ปลูกด้วยการรู้คุณค่าอย่างแท้จริง มิใช่ปลูกเพื่อสร้างภาพในสังคม
ความจริงปลูกป่าเริ่มที่ใจนั้นเป็นพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มันไม่ใช่มือเพียงสองข้างเอาต้นไม้ใส่หลุมถ่ายรูปกันไว้ เสร็จแล้วภาระกิจมันก็สิ้นสุดลง พระองค์ท่านรับสั่งครั้งแล้วครั้งเล่านะครับว่าควรจะปลูกที่ในใจ ใจต้องปลูกด้วย ใจที่ปลูกหมายความว่าเราต้องรู้ความหมายว่าต้นไม้นั้นมีความสำคัญอย่างไร มนุษย์เรามักจะลืมตัว เรามักจะหยิ่งผยองว่าตัวเราอยู่เหนือธรรมชาติ ซึ่งจริงๆ เปล่าเลย ทุกลมหายใจของเรา น้ำทุกหยด เราพึ่งป่าทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าจึงได้สอนเราว่าปัจจัยสี่คือสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตเราทั้งหมด ไม่ว่าจะเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ยารักษาโรค แม้กระทั่งบ้านที่อยู่อาศัย มันมาจากป่าทั้งนั้นเลย แล้วนับวันด้วยความที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ เราก็ทำลายธรรมชาติไปพร้อมๆ กันโดยไม่คำนึงถึงว่าจะฟื้นฟูมันขึ้นมา เวลาเราไปชักชวนใคร ผู้ใด ให้ไปปลูกป่า มันก็เหมือนกับหน้าที่จะต้องแสดงในสังคม เพื่อให้ดูดี หรืออะไรเท่านั้น”
          กิจกรรมดังกล่าวแบ่งเป็น ๒ ค่าย จัดขึ้น ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ ระหว่างวันที่ ๑ – ๓ เมษายน และ วันที่ ๔ – ๖ เมษายน ที่ผ่านมา นอกเหนือจากการให้เยาวชนได้เรียนรู้เรื่องราวของป่าไม้จากผู้ทรงความรู้จากหน่วยงานต่างๆ แล้ว ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนจากภาคต่างๆ ได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน อันจะนำไปสู่การช่วยเหลือพึ่งพากันต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ยังทำให้เยาวชนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในคุณค่าของป่าไม้และผืนดินก่อนที่จะคิดปลูกหรือทำลาย จุดนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ ดร.สุเมธ ย้ำว่าการปลูกต้นไม้ที่แท้จริงควรเริ่มที่ใจคนก่อน

IMG 3995
          ดร.สุเมธ ยังกล่าวอีกว่า สิ่งหนึ่งซึ่งตนคิดว่าทางมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาดมีความปรารถนาอยากจะปลูกฝัง อยากจะสร้างสรรค์ในตัวเยาวชนทุกคนให้เกิดขึ้นคือเรื่องจิตใจ เมื่อบอกว่าปลูกต้นไม้ในใจให้ได้นั้น คือสิ่งที่อยากจะเอาเมล็ดพันธุ์ปลูกเข้าไปในหัวใจของเยาวชนก็คือให้เกิดจิตอาสาขึ้นมา เพราะถ้าคนเรามองแต่ตัวของเราเอง ด้วยความเห็นแก่ตัว ด้วยความไม่ใส่ใจในสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเราหรือคนอื่นแล้ว ก็คิดว่าชีวิตคงป่วยการที่จะเกิดมาบนแผ่นดินนี้
          “พระเจ้าอยู่หัวฯ เคยรับสั่งบอกว่าแผ่นดินนี้อยู่ได้มาจวบจนกระทั่งทุกวันนี้ เพราะว่าคนไทยเรานั้นเป็นคนที่ยังให้กันอยู่ คำง่ายๆ นี้ตรงกับทศพิธราชธรรมข้อแรกเลย คือ ‘ทานัง’ ทานังแปลภาษาไทยง่ายๆ ว่า ‘ให้’ เพราะฉะนั้นใครมีส่วนเหลืออะไรก็ให้กับสังคม ให้กับคนอื่นเขา ช่วยเหลือกันอย่างนี้นะครับ ก็เกิดจิตอาสาขึ้น คือมองไม่ใช่ธุระส่วนตัวของเรา แต่มองเป็นธุระส่วนรวม และเรานั้นเป็นหนึ่งในส่วนรวม จะต้องลงมือช่วยเหลือ ลงมือปฏิบัติอะไรต่ออะไรทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีอะไรให้คนเขาเลย ก็ให้รอยยิ้มคนเขา ไม่ต้องลงทุนเท่าไหร่หรอก สตางค์ถ้าไม่มี ไม่จำเป็นจะต้องแจกคนเขา แต่ให้รอยยิ้มเขา ให้ความรู้สึกดีๆ กับเพื่อนรอบข้างนั้น ผมคิดว่าเป็นการให้แล้ว”
          ตลอดระยะเวลา ๓ วัน ๒ คืนน้องๆ เยาวชนได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน โดยการแบ่งกลุ่มให้ได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ จากหลายจังหวัด ทั้งยังได้รับความรู้จากพี่ๆ กรมป่าไม้ที่สละเวลามาเป็นวิทยากรให้น้องๆ อีกด้วย
          คุณอริยะสิริ พิพัฒนรา ผู้จัดการโครงการกล่าวว่า เยาวชนที่มาร่วมค่ายจากหลายจังหวัดจะมีโอกาสสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สร้างเครือข่ายสัมพันธ์กันทั่วประเทศ เป็นเหมือนภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ ในอนาคต ทั้งนี้การจัดค่ายยังมุ่งหวังให้เด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลอย่างเช่น ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และภาคอื่นๆ ได้มีโอกาสเปิดโลกทัศน์ เรียนรู้ซึ่งกันและกันกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ โดยไม่รู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมหรือพรหมแดนใดๆ
          “เราใช้เวลาในช่วงที่เด็กๆ ปิดเทอมสร้างกิจกรรมนี้ขึ้นมา เพื่อให้เด็กๆ ได้มีโอกาสใช้เวลาในช่วงนี้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด เรามักจะพูดกันถึงความเหลื่อมล้ำมากมายในสังคม แต่ไม่มีใครลุกขึ้นมาช่วยกันลดปัญหาเหล่านี้ สิ่งที่เราทำได้คือปลูกฝังที่ตัวเด็ก ให้รู้จักสร้างเครือข่ายสังคม แต่สังคมในที่นี้คือแผ่นดินไทยทั้งแผ่นดิน ไม่ใช่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หรือโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง ค่ายที่เราทำขึ้นเด็กๆ จากทั่วประเทศสามารถเข้าร่วมได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ สิ่งที่เราหวังคือทำให้เยาวชนผูกมิตรกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่พวกเขาเองในอนาคต”
          นายสุพกิจ เรืองแจ่ม หรือน้องโบ้ นักเรียนชั้น ม.๕ จากโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม บอกเล่าถึงความรู้สึกในการเข้าร่วมค่ายครั้งนี้ว่า รู้สึกมีความสุขมากที่ได้เข้าร่วมค่ายนี้ เพราะได้พบเจอกับมิตรภาพใหม่ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ มากมาย หากมีค่ายครั้งหน้าถ้าตนมีโอกาสก็จะมาอีกครั้ง พร้อมชวนเพื่อนๆ คนอื่นมาด้วย
          “มีความสุขมากที่ได้มาค่ายนี้ครับ แล้วก็ได้มิตรภาพ ได้เพื่อนใหม่ แล้วทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องป่า ได้รู้จักกับเพื่อนกรุงเทพฯ แล้วได้ความรู้สึกสัมผัสแปลกใหม่ที่เด็กต่างจังหวัดได้รับ ได้รู้ ก็รู้สึกได้ประโยชน์มากครับค่ายนี้ ได้ความรู้ และก็ได้มิตรภาพกลับไป ได้รอยยิ้มครับ”
          ส่วนน้องจ๋า น.ส.เนตรชนก จินจักแก้ว นักเรียนชั้น ม.๕ จากโรงเรียนสตรียะลา กล่าวว่า ตนเองเกรงว่าจะเข้ากับเพื่อนไม่ได้ อีกทั้งระยะทางจากยะลามากรุงเทพฯ ทำให้เธอท้อที่จะเดินทาง แต่เมื่อเธอตัดสินใจมากับเพื่อนๆ และอาจารย์ก็พบว่ามีกิจกรรมดีๆ ให้ร่วมสนุกกับเพื่อนใหม่มากมาย ทำให้สนิทกันง่ายขึ้น น้องจ๋าเป็นอีกคนหนึ่งที่จะไม่พลาดหากมีค่ายครั้งหน้า
          “ตอนแรกก็ไม่อยากมาค่ะ เพราะว่ามาไกลด้วย มาจากหลายจังหวัด ไม่รู้ว่านิสัยเพื่อนๆ จะเป็นยังไง แต่พอได้มาก็มีความสุขค่ะ พี่ๆ ถามตลอดว่ากินข้าวรึยัง อาบน้ำรึยัง แล้วก็มีกิจกรรมดีๆ ค่ะ ทำให้สนิทกับเพื่อนๆ มากขึ้นค่ะ”
          ด้านนายศุภลักษณ์ นิยมวงศ์ หรือน้องบอล นักเรียนชั้น ม.๕ จากโรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย ที่มาพร้อมผ้าขาวม้าลายพื้นบ้านคาดเอว จนเพื่อนๆ ให้ฉายาว่า สส.บ้านนอก ศรีสะเกษ สร้างสีสันให้เพื่อนร่วมค่ายได้ไม่น้อย น้องบอลกล่าวว่า ตนรู้สึกสนุกสนานกับการเรียนรู้เกี่ยวกับป่าไม้ และมองว่าป่าไม้คือบ่อเกิดของชีวิต ถ้าไม่มีป่าไม้สิ่งมีชีวิตบนโลกก็จะล้มตายในที่สุด
          “เป็นค่ายที่มีความสนุกสนาน แต่แฝงไปด้วยความรู้ ความรู้เกี่ยวกับป่า ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งพูดง่ายๆ ว่าความรู้ที่ได้รับในค่ายครั้งนี้ ก็เป็นเสมือนพื้นฐานในการที่จะให้เยาวชนรู้จักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกวันนี้นะครับ ป่าไม้ของประเทศไทยก็เหลือไม่มากแล้ว ก็ต้องมีเยาวชนรุ่นใหม่ที่จะต้องมีความรู้ ความสามารถ มาสืบทอดอนุรักษ์ธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไป เพราะว่าป่าไม้เปรียบเสมือนบ่อเกิดของชีวิต ถ้าไม่มีป่าไม้นะครับ จะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่ได้บนโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นคน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งต่างๆ แม้แต่สิ่งก่อสร้างเองยังต้องอาศัยธรรมชาตินะครับ”
          อีกคนคือ นายอุกฤษฏ์ พุมนวล หรือน้องกฤษณ์ นักเรียนชั้น ม.๕ จากโรงเรียนสตรีพัทลุง เป็นอีกคนหนึ่งที่เดินทางมาไกล แต่เขาก็รู้สึกว่าได้รับมิตรภาพดีๆ กลับไป สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เขาจะจดจำไปตลอด และย้ำว่าหากมีค่ายอีกครั้งเขาจะมาอีก
“สิ่งแรกเลยที่ได้สำหรับกิจกรรมนี้ สำหรับค่ายนี้ ก็คือมิตรภาพ มิตรภาพดีๆ ที่เราเริ่มรู้จักกัน แต่เป็นมิตรภาพที่ไม่มีวันจะเลือนหายและจางจากใจของผมครับ และค่ายนี้ก็เป็นค่ายหนึ่งที่ผมตั้งใจที่จะมาให้ได้ เพราะเป็นค่ายที่เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องป่าไม้ การสร้างจิตสำนึก ปลูกจิตสำนึก ในใจของคนเรา เราไม่จำเป็นต้องไปปลูกป่า แต่เราต้องช่วยกันรักษาป่า สิ่งนี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด และเป็นพื้นฐานที่ดีที่สุดสำหรับคนที่อาจจะไม่อยู่ในหมู่บ้าน บ้านป่า แต่สำหรับคนเมืองตรงนี้ สิ่งนี้ก็คือเป็นพื้นฐานที่จะทำให้ป่าไม้ของพวกเรายั่งยืน และฟื้นตัวได้ และเพิ่มจำนวนประชากรของสัตว์ป่า และต้นไม้ได้ครับ”

DSC 0242
          เมื่อเยาวชนมารวมตัวกันเรียนรู้การดูแลรักษาป่าอันเป็นสมบัติส่วนรวมในครั้งนี้ ดร.สุเมธ มองว่าเป็นสิ่งที่มีความหมายมาก เพราะนักเรียนแต่ละคน แต่ละโรงเรียน ล้วนเดินทางไกลมาจากภูมิลำเนาของตนทั้งสิ้น สิ่งนี้ไม่อาจหาได้ง่ายดายนัก ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนชื่อดังจากกรุงเทพฯ หรือโรงเรียนห่างไกลจากยะลา ล้วนไม่มีกำแพง หรือความเหลื่อมล้ำกั้นกลางทั้งสิ้น ทุกคนล้วนเท่าเทียมสามารถเป็นมิตรต่อกันได้อย่างยั่งยืน
          “สามวันสองคืน ในสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ แห่งนี้ อันที่จริงมีความหมายมากเลยนะครับ เพราะอ่านรายชื่อโรงเรียนทั้งหลายแล้ว เป็นร้อยโรงเรียน นักเรียนที่อยู่ไกลโพ้น อยู่ทั้งบนเขาทางภาคเหนือลงมาสู่สุดทะเลในภาคกลาง ตะวันออก ตะวันตก จนกระทั่งภาคใต้ที่แสนไกลนั้น ได้มีโอกาสได้มาอยู่ร่วมกัน กินนอนและประกอบกิจกรรมร่วมกัน ผมคิดว่าสิ่งนี้จะจารึกไว้ในใจน้องๆ ทุกๆ คน และเมื่อจารึกแล้วสิ่งที่มีค่าต่างๆ คงจะหวังไว้นะครับ หวังว่าคงจะต้องออกนำมาใช้เป็นเครื่องนำทางในชีวิตของน้องๆ ทุกคนชั่วกาลนาน”
          สิ่งที่มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาดคาดหวังไว้ก็คือการที่เยาวชนจากทั่วประเทศมีความเข้าใจธรรมชาติ นำไปสู่การทะนุถนอมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่ตนอาศัยอยู่ กล่าวคือมีความพอเพียง ไม่ทำลายธรรมชาติอย่างไร้สาเหตุ ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุดเท่าที่จะคุ้มได้ ทั้งยังคำนึงถึงลูกหลานในอนาคตต่อไป
          “สิ่งที่สมเด็จพระเทพฯ ได้ทรงรับสั่งไว้ว่า เมื่อเยาวชนได้เรียนรู้เรื่องธรรมชาติ เข้าใจว่าธรรมชาติมีความสำคัญต่อชีวิตเราอย่างไรแล้ว เมื่อรู้ความหมายอย่างลึกซึ้งแล้วจะได้ลงมือปฏิบัติ ลงมือทำ ไม่ใช่ปลูกเป็นพิธีหรืออะไรทั้งสิ้น หวังว่าสองสามวันที่อยู่ที่นี่นั้น คงจะซึมซับ เข้าใจธรรมมะอยู่สองคำด้วยกัน คำแรกคือเข้าใจธรรมชาติ ไม่ใช่เข้าใจเฉยๆ นะ ให้เข้าถึงธรรมชาติด้วย นอกจากเข้าใจแล้ว ต้องเข้าถึงต่อการปฏิบัติ ตอนนี้เราต้องรักษา รักษาอากาศ รักษาต้นไม้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นชีวิตเราทั้งสิ้น มันจะนำไปสู่การพัฒนา ที่เราเรียกว่าพัฒนาอย่างยั่งยืน คือหมายความว่ามีใช้ต่อจนถึงลูกถึงหลาน เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันอยู่ที่สติปัญญาของเราที่จะเข้าใจมัน” ดร.สุเมธกล่าวทิ้งท้าย
          ก่อนที่น้องๆ จากโรงเรียนสตรียะลาจะขึ้นรถไฟกลับบ้านที่หัวลำโพง พวกเขามีน้ำตาซึมออกมาด้วยรอยยิ้มอันปีติน้องๆ หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การมาค่าย “รู้ป่า รักษ์ป่า ปลูกป่าเริ่มที่ใจ” ในครั้งนี้ แม้จะเหนื่อยล้าจากการเดินทาง เพราะบางคนไม่ใช่ระยะทางเพียงสองร้อยหรือสามร้อยกิโลฯ แต่เดินทางกันข้ามวันข้ามคืน ทั้งยังต้องมาทำกิจกรรมกลางแดดร้อนหฤโหดของเดือนเมษายน บ้างเป็นลม บ้างท้องเสีย แต่ทุกคนก็สู้จนจบค่าย และสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับไปก็คือความรู้และมิตรภาพดีๆ จากเพื่อนๆ ที่มาจากทั่วประเทศ อันจะทำให้พวกเขาสานต่อกลายเป็นภูมิคุ้มกัน เป็นการพึ่งพาอาศัยกันในภายภาคหน้าต่อไป สิ่งเหล่านี้เองที่เงินไม่อาจซื้อได้.

เรื่อง : วรินทร์ชยธร นิลนิธิวัฒน์
ภาพ : กรวิก อุนะพำนัก

 

 

แผนที่มูลนิธิครอบครัวพอเพียง

Map