L1

L12

L2

L3

 L4
  runfordawn

KPP Main

 

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการศึกษาชาติ
พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ


มองกระจกถามตัวเอง : เหนื่อยได้ ท้อไม่ได้
“เคยคิดไหมว่าวันหนึ่งจะได้มานั่งอยู่ตรงนี้”
เป็นคำถามที่พอจะทราบคำตอบอยู่แล้ว แต่ก็อดถามไม่ได้เมื่อมีโอกาสได้เข้าสัมภาษณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ณ ห้องรับรองภายในอาคารกระทรวงศึกษาธิการ
“ไม่เคย” เขาส่ายหน้าและยิ้ม
นั่นแหละ ใครจะเคยคิดว่าในวันใกล้เกษียณอายุราชการสถานการณ์บ้านเมืองในยุค คสช.จะพาให้มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนจะย้ายมากระทรวงศึกษาธิการ มันตรงข้ามกับแผนพักผ่อนพาครอบครัวเที่ยวหลังเกษียณอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นภาระใหญ่ที่ต้องการคนเสียสละ เพราะขึ้นชื่อกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ปัญหานานับประการรอผู้แก้ไขเยียวยาอยู่ คนๆ นั้นต้องเหนื่อย สละความสุขส่วนตัวเพื่อนำทางการศึกษาชาติ ขับเคลื่อนครูและบุคลากรในสังกัดกว่า ๘ แสนคน
“ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยมากๆ จนหลายครั้งต้องไปยืนหน้ากระจกถามตัวเองว่า ‘เราทำอะไรอยู่’ เราเหนื่อยอย่างนี้เราไม่มีเวลาให้ครอบครัวเรา แต่สุดท้ายมันมาลงที่มีคนพูดกับผมเสมอว่า ‘ให้ทำเพื่อประเทศ’ แต่ผมคิดเลยไปกว่านั้น เพราะว่าพอได้มาจับงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มาอยู่กระทรวงศึกษาธิการ ผมได้เห็นสิ่งที่มันเป็นอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในกระทรวงฯ ทั้งส่วนข้าราชการในกระทรวงเองเขายอมรับในความที่ยังไม่สมบูรณ์ของตัวเองแล้วก็เสียงสะท้อนจากคนข้างนอกทั้งสังคม ทั้งสื่อมวลชน ทั้งนักวิชาการ ทำให้ผมรู้ตัวเองว่าผมต้องยอมเหนื่อย เพราะว่าถ้าปล่อยไปแบบเดิมแล้วลูกหลานเราจะอยู่ยังไง ก่อนหน้านี้ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมมีหลานสาวอยู่คนหนึ่ง ตอนนี้อายุขวบแปดเดือน แต่ตอนนั้นเขาขวบหนึ่ง ผมอุ้มเขาเดินที่สนามหญ้าที่บ้าน แล้วก็มองต้นไม้มองนกที่บินไปมา หลานผมยังไม่รู้เรื่องหรอกแต่ผมพูดกับเขา เขาชื่อชีวา ‘ชีวา ปู่กำลังมาดูเรื่องรักษาป่าให้หนูลูก รักษาสิ่งแวดล้อมให้หนู เพราะหนูโตมาหนูจะได้มีต้นไม้ ถ้าปู่ไม่ช่วยเดี๋ยวมันจะหมดไปจากประเทศไทย แล้วหนูจะอยู่ยังไง’ นี่คือสิ่งที่ผมคิดแล้วผมพูดกับหลานผม”
เมื่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลเอกดาว์พงษ์พบว่ายิ่งต้องเหนื่อยมากกว่าเดิมเพื่อลูกหลานรุ่นหลัง เพราะการศึกษาเป็นเรื่องต่อเนื่องระยะยาว แม้จะคิดได้ดังนั้นก็ไม่ทำให้ความเหนื่อยที่พบเจอหายไป แต่พลเอกดาว์พงษ์ยอมรับว่า “ความรู้สึกท้อมันหายไป” มีพลังทำเพื่อเด็กรุ่นหลังอย่างน้องชีวา ซึ่งเป็นตัวแทนของเด็กไทยทั้งประเทศที่จะต้องเติบโตเวียนว่ายอยู่ในระบบการศึกษาชาติตลอดจนเข้าทำงาน
“ทุกครั้งที่เราเหนื่อยเรามองพระเจ้าอยู่หัวเราจะรู้ว่าพระองค์ท่านเหนื่อยยิ่งกว่าเราเหลือเกิน พระองค์ท่านอยู่ในฐานะที่จะสบายได้แต่ไม่ทรงสบายเลยตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ท่านตลอดเวลาที่ครองราชย์ แล้วเราเป็นตัวเล็กๆ แค่นี้ เป็นใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทำไมเราจะทำแค่นี้ไม่ได้ ก็มาลบล้างความเหนื่อยของเราออกไป นั่นคือสิ่งที่มันเกิดขึ้นในใจ มันเป็นความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆแล้วหลายครั้งที่ท้อเราก็กลับไปยืนที่กระจก ผมใช้วิธีนี้จริงๆ ผมจะดูกระจกแล้วผมถามตัวเองอย่างนี้ แล้วก็ยืนอยู่อย่างนั้นแล้วมันจะกลับมา เคยใช้แบบนี้ตั้งแต่ตอนกระชับพื้นที่ ศอฉ.ด้วย ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะจบลงยังไง เราอยู่ ศอฉ.ที่ร.๑๑ มีม็อบที่ราชประสงค์ ก็สู้กันเป็นเดือน ไม่รู้จะทำยังไง ไม่รู้จะปราบยังไง เพราะเขาคือคนไทยด้วยกัน ชาวบ้านที่มาชุมนุนก็เป็นคนไทยด้วยกันที่มา ปี ๕๓ ก็เครียดมาก เพราะเขาไม่ใช่ศัตรูไง ถ้าเป็นศัตรูนี่ง่าย แต่เป็นคนไทย แล้วเป็นคนไทยที่ถูกหลอกไปอีก ยิ่งยากไปอีกสิบเท่าร้อยเท่า ผมก็ยืนคิด มันจะออกยังไง จะทำยังไงดี แล้วก็ถูกโจมตีกล่าวหาจากคนที่ไม่ชอบก็มี เพราะมีสองฝ่ายใช่ไหมครับ ก็เกิดความรู้สึกได้ แล้วชีวิตตัวเองก็เปลี่ยนไปเลย ความเป็นส่วนตัวในชีวิตผมหายไปเลยตั้งแต่นั้นมา ไปที่ไหนคนจำได้ก็จำไป คนรักก็รัก คนเกลียดก็เกลียด
ธรรมดาถ้าเป็นนายดาว์พงษ์ไปเดินห้างก็สบายๆ แต่ทำไมต้องมาเป็นอย่างนี้ เอาหละ แต่พอสุดท้ายมันพิสูจน์แล้วถ้าไม่ทำประเทศเราก็จะไปไม่ได้ ยิ่งมาถึงช่วงนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ผมก็รู้สึกมากขึ้นถึงความจำเป็นที่จะต้องพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่าง ใช้สติปัญญาที่มีอยู่ให้เต็มที่ ทุ่มเทกับมันเพื่อจะแก้ปัญหาการศึกษาของชาติ ซึ่งเป็นความคาดหวังของทุกภาคส่วนเลยก็ว่าได้ สิ่งที่ผมต้องเผชิญก็คือว่า ในภายใต้ความคาดหวังก็คือว่า สังคมไม่ชอบรออะไรช้า ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งต่างๆทั้งหลายมันหมักหมมมานานเหลือเกิน แต่เมื่อเข้ามาแก้ต้องทำให้เร็ว เราต้องสู้กับสิ่งนี้ด้วย”

ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ผลพวงจากการศึกษาในวัยเด็ก
พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็นคนจังหวัดลพบุรี เป็นลูกทหารโดยกำเนิด เกิดในกรมทหารราบที่ ๓๑ รักษาพระองค์ บ้านดงสวอง ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ในวัยเด็กเรียนชั้นอนุบาล ๑ ที่โรงเรียนอนุบาลลพบุรีได้เพียงปีเดียว ก็ย้ายตามคุณพ่อมาเรียนที่โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ในสมัยนั้นคุณแม่เป็นอาจารย์สอนโรงเรียนสตรีวิทยา
“ประถมผมเรียนใกล้บ้าน ช่วงนี้แหละผมอาจจะโชคดีอยู่อย่างหนึ่ง ชื่อโรงเรียนนารีนิรมล เป็นโรงเรียนเอกชนครับ เจ้าของเป็นคนญี่ปุ่น คือทำให้ผมได้รับอะไรหลายอย่างที่โรงเรียนนี้ ก็ไม่ได้สอนอินเตอร์นะ สอนปกติ ก็ไม่น่าเชื่อว่าผมเล่นเบสบอลตั้งแต่ประถม ๕ เพราะเบสบอลเป็นกีฬาที่คนญี่ปุ่นเขาชอบกัน ผมก็ได้เล่นเบสบอลตั้งแต่ ป.๕ ซึ่งเด็กรุ่นเดียวกับผมไม่รู้จักเบสบอลหรอก ผมได้เล่นละ ก็ได้สัมผัสคุณครูซึ่งเป็นคุณครูสอนภาษาอังกฤษ ได้สัมผัสเพื่อนๆ ก็เป็นช่วงชีวิตที่ผมได้บทเรียนสมัยเด็กที่ดีมากส่วนหนึ่ง จากนั้นก็มาเข้าสาธิต มศว ประสานมิตรเรียนมัธยม
มีพี่น้อง ๗ คน ผมเป็นคนที่ ๔ แต่เป็นผู้ชายคนแรก มีพี่สาว ๓ คน ก็มาเข้าสาธิตประสานมิตรกันหมด ๗ คน เพราะคุณแม่ย้ายมาเป็นอาจารย์สาธิตประสานมิตรด้วย พอได้เรียนสาธิตมันก็ได้เห็นรูปแบบใหม่ ผมได้แนวคิดลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ มาจากประสานมิตร สมัยนั้นผมได้ใช้เวลาช่วงบ่ายได้เรียนรู้ในสิ่งต่างๆ ที่เขาสอนตั้งแต่ มศ.๒ มันก็ช่วยอะไรผมได้ในอนาคต ก็เป็นแนวทางหนึ่ง หลังจากนั้นน่าจะเป็นเพื่อนในรุ่นสาธิต มีสองคนที่มาสอบเตรียมทหาร เพราะเด็กสาธิตไม่ค่อยมาสอบเตรียมทหาร ก็มีทหารเรือเพื่อนผมคนหนึ่ง แล้วก็มีผม ในปีนั้นจนถึงเป็นทหารจนทุกวันนี้”
พลเอกดาว์พงษ์เผยถึงที่มาของโครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ว่า กระทรวงศึกษาธิการพบเด็กไทยมีจำนวนชั่วโมงเรียนในห้องมากเกินไปเป็นอันดับต้นๆ ของโลกในหลายช่วงอายุ จากผลสำรวจของ UNESCO (ป.๓/อายุ ๙ ปี เรียนมากเป็นอันดับ ๒ ของโลกมีเวลาเรียน ๑,๐๘๐ ชั่วโมง/ปี, ป.๕/อายุ ๑๑ ปี เรียนมากเป็นอันดับ ๑ ของโลก มีเวลาเรียน ๑,๒๐๐ ชั่วโมง/ปี, ม.๑/อายุ ๑๓ ปี เรียนมากเป็นอันดับ ๘ ของโลก มีเวลาเรียน ๑,๑๖๗ ชั่วโมง/ปี)ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าเด็กๆ เรียนในห้องเรียนมากเกินพอดี ทำให้เกิดความเครียด ไม่มีความสุขในการเรียน ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนต่ำ นั่นเกิดจากความไม่พอดีในจำนวนเวลาเรียนในห้องเรียนที่โรงเรียนต่างๆ จัดการศึกษาให้เด็กนั่งฟังในห้องอย่างเดียวและสอนเนื้อหาวิชามากเกินกว่าจำนวนชั่วโมงที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด
จึงเป็นที่มาของแนวคิดในการลดเวลาเรียนโดยการนั่งฟังในห้องเรียนให้มีจำนวนชั่วโมงที่มีความพอดี และใช้เวลาที่ปรับลดไปด้วยการปรับวิธีสอนใหม่ให้เด็กเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริงที่ไม่ใช่การนั่งฟังในห้องเรียน โดยยังคงเวลาในการศึกษาในโรงเรียนในแต่ละวันตามเดิม ไม่ทำให้ผู้ปกครองต้องเดือดร้อนในเรื่องเวลาที่ต้องฝากลูกไว้ที่โรงเรียน
โครงการนี้มีกิจกรรมหนึ่งคือ Heart เป็นกิจกรรมที่สอนให้เด็กรู้จักคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต มีสติปัญญาในการดำเนินชีวิต นอกจากนี้ยังสามารถใช้กิจกรรมนี้ปลูกฝังค่านิยมให้กับเด็กๆ เพื่อให้เด็กไทยได้เติบโตเป็นคนดีของสังคม สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข กิจกรรม Heart ในโครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้นี้ จึงเป็นกิจกรรมที่ปลูกฝังให้เด็กมีความรู้ควบคู่คุณธรรม เพื่อนำไปใช้ในการสร้างสังคมไทยที่ดีต่อไปในอนาคต
โครงการนี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๘(พ.ย.๕๘)ในโรงเรียนนำร่อง ๔,๑๐๐ โรงเรียนทั่วประเทศ ผลการดำเนินการโครงการเมื่อสิ้นปี ๒๕๕๘ พบว่ามีความพึงพอใจร้อยละ ๗๕ และกำลังรอการประเมินผลการศึกษาเมื่อจบภาคการศึกษา

ก้าวสู่โลกทหารด้วยความท้าทาย
หลังจากเรียนจบ ม.๓ ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตรพลเอกดาว์พงษ์ก็ท้าทายตัวเองด้วยการสมัครสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า “จะสู้เขาได้ไหม” โดยไม่รู้เลยว่าเส้นทางที่ตนท้าทายอยู่ในวันนั้นจะทอดยาวมาไกลจนวันนี้
“อาจจะเป็นเพราะคุณพ่อเป็นทหารอยู่แล้วก็เห็นอยู่ คือผมชอบท้าทายเหมือนกัน ทราบมาว่าเตรียมทหารคนสอบเยอะ อยากจะไปดูสิว่าจะไหวไหม สู้เขาได้ไหม ก็ไปสอบ ก็โชคดีที่สอบได้ ส่วนหนึ่งคุณพ่อเป็นทหารอยู่แล้ว แล้วก็ชอบที่จะท้าทาย ตอนนั้นเตรียมทหารจะสอบก่อนเตรียมอุดมนะ สอบไม่ตรงกัน พอเข้าเตรียมทหารได้ก็โอเค ก็เต็มใจมาเป็นทหาร ‘ไม่เคยคิดเลยว่าเลือกอะไรผิดเลือกอะไรถูก’แต่ผมย้อนไปนะ ผมจะใช้ประสบการณ์ตัวเองในตำแหน่งหน้าที่ด้วย ผมมองว่าตอนผมเป็นเด็ก ผมรู้ตัวตอนไหนว่าผมชอบอะไร ถ้าเรารู้ตัวได้เร็ว เราก็จะเดินถูกเส้นทางได้เร็ว ผมถามตัวเองว่าตอนนั้นเรารู้ตัวตอนไหน ผมแทบจะไม่รู้เลย การที่มาเลือกเตรียมทหารก็เพราะสองเหตุผล ความที่คุณพ่อเป็นทหารและความท้าทายที่ตัวเองชอบ แต่ก็ยังไม่รู้ตัวเองว่าเหมาะกับทหารรึเปล่า”
เมื่อย้อนดูทางเดินของตัวเองในชีวิตการเรียนที่ผ่านมา จนกระทั่งการสอบเข้าเตรียมทหารได้ทั้งที่ตัวเองยังไม่รู้เลยว่าชอบหรืออยากเป็นทหารมากน้อยเพียงใด จากจุดนี้ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการฉุกคิดว่า “แล้วเด็กสมัยนี้หละ” พวกเขาจะหันไปปรึกษาใครเกี่ยวกับทางเดินชีวิตในการเรียนจนถึงทำงาน ถ้าไม่ใช่ “ครูแนะแนว”
“ผมก็ย้อนดูว่า เอ แล้วเด็กสมัยนี้หละ เด็กสมัยนี้อาจจะมีโอกาสที่ดีกว่าผม เพราะว่าเขาจะมีสื่อหลายสื่อที่เขาจะเข้าถึงได้ สมัยก่อนเราไม่มีหรอกครับ ก็ฟังจากคุณครูเท่านั้นเอง แล้วไม่มีครูแนะแนวด้วย สมัยนี้ดีขึ้นแล้ว แต่อันนี้เป็นแรงจูงใจให้ผมหันมาดูเรื่องการแนะแนวในกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งหายไปนานแล้ว แต่เรื่องแนะแนวจุดตัดสินใจสุดท้ายคือวันที่ ยุวโฆษกของรัฐบาลมาพบผม แล้วเด็กคนหนึ่งเขายกมือ เขาอยู่มหาวิทยาลัย เขาบอกเขาเรียนภูมิศาสตร์ อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขาไม่รู้จะไปทำงานอะไร เอกภูมิศาสตร์ เขาต้องการการแนะแนว ผมก็เลยบอกขอบคุณมาก จุดประกายผมทีเดียว ผมต้องหันมาให้ความสำคัญเรื่องการแนะแนว และทุกระดับด้วยนะ ไม่ใช่แค่ ม.ต้น อาชีวะ อุดมศึกษาก็ต้องให้ความสำคัญ”

สิ่งที่ได้จากโรงเรียนนายร้อย
“ข้าพระพุทธเจ้าจะรักษามรดกของท่านไว้ด้วยชีวิต” เป็นถ้อยปฏิญาณของเหล่านักเรียนนายร้อยต่อหน้าพระบรมรูปรัชกาลที่ ๕ ซึ่งกึกก้องในความทรงจำของพลเอกดาว์พงษ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คือความจงรักภักดีที่ถูกฝังในสายเลือด พลเอกดาว์พงษ์ใช้คำว่า “เป็นทุกอย่างในการประพฤติปฏิบัติ”
“คำพูดนี้ติดอยู่ในใจตลอดเวลา ผมก็ยังใช้มาตลอดทุกวันนี้ คือไม่ได้สักแต่ว่านึกหรือว่าปฏิญาณ แต่เราถูกสอนให้ฝังสิ่งนี้ในสายเลือด เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่มาเกิดกับพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์เราก็จะถวายชีวิตให้ คือปกติต้องถวายชีวิตอยู่แล้ว ต่อคนไทย ต่อพระมหากษัตริย์ แต่เผอิญเราได้พระมหากษัตริย์ที่ประเสริฐที่สุดแล้ว พระองค์ท่านไม่เคยมีจุดใดที่ไม่ดีเลย ผมได้มีโอกาสใกล้ชิดสองพระองค์ในช่วงชีวิตหนึ่ง ตอนที่ผมเป็นผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเพชรบุรี ซึ่งตอนนั้นพระเจ้าอยู่หัวยังไม่ประชวรขนาดนี้ พระองค์ท่านก็ประทับที่วังไกลกังวล ผมต้องไปถวายงานทุกวัน ช่วงเย็นที่พระเจ้าอยู่หัวทรงออกกำลังพระวรกายก็จะไปยืนเป็นแถวพระองค์ท่านก็จะเสด็จพระราชดำเนินเดินรอบพระราชตำหนักวังไกลกังวล และผมก็ได้เฝ้าสมเด็จพระนางเจ้าฯสลับวันกัน
ที่ผมได้เห็นพระองค์ท่านคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมได้เห็นพระอัจฉริยภาพ บางคนใช้คำว่าพระองค์ท่านเป็นปราชญ์นะ แต่จากที่ผมได้สัมผัสพระองค์ท่านเป็นเทพในความรู้สึกผม และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมี ‘Sensible’ มากทีเดียว ใครได้ใกล้ชิดพระองค์ท่านแน่นอนก็จะกลัว แต่พระองค์ท่านก็จะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและได้ถวายงานในความรู้สึกผมนะ
ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระองค์ท่าน ‘ไม่เคยมองใครไม่ดีเลย’ บางคนทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ดี แต่พระองค์ท่านว่าอย่างไรรู้ไหม ทรงรับสั่งทำนองที่ว่า ‘เราก็ต้องพยายามหาส่วนดีทำให้เขาทำดีสิ’ ไปชวนให้เขาทำดี หาทางให้เขา คือหน้าที่เรา ทั้งที่คนนี้มันไม่ดีนะ แต่ท่านก็ไม่ได้ว่าคนนี้ไม่ดีนะ ถ้าใครได้ใกล้ชิดก็ต้องทำให้เขาดี ผมก็โอ้โห เจ้านาย แล้วใครที่ให้ร้ายเจ้านายทั้งสองพระองค์นี่เราก็ทนไม่ได้อยู่แล้ว นอกเหนือจากงานปกติที่เราปฏิญาณแล้วได้ถวายงานด้วยทำให้เรารู้สึกอย่างนั้น ฉะนั้นแนวทางทุกแนวทางที่พระองค์ท่านพระราชทานมาทั้งสองพระองค์จนมาถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯหรือเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ก็แล้วแต่ ใช้คำว่าทุกแนวพระราชทาน ‘Visible’ หมด แล้ว ‘Sensible’ ด้วย ผมยืนยัน
ในช่วงที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมได้มีโอกาสไปกล่าวในเวทีประชุมนานาชาติ ทุกครั้งผมจะให้เจ้าหน้าที่ไปดูว่าเรื่องนี้เข้าคู่กับแนวพระราชดำริเรื่องไหนไม่เคยมีครั้งไหนที่ไม่ได้เลยนะ ได้ทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม มาอยู่กระทรวงศึกษาธิการก็ได้อีกครับ ผมก็ต้องอ้างอิงแนวพระราชดำริไปพูดให้ชาวโลกเขาฟังทุกครั้งแล้วก็ได้ผลทุกครั้ง อันนี้ผมว่าเป็นที่ยืนยันอยู่แล้ว จากสหประชาชาติ แม้กระทั่งท่านโคฟี อันนันท่านก็มาถวายรางวัลให้พระเจ้าอยู่หัว ผมจึงบอกว่าทุกอย่าง Visible และ Sensible”

เอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต ?
“ถ้าตอบชัดเลยก็อาจจะไม่ใช่ คือต้องยอมรับตรงๆ ว่าก่อนหน้านี้ก็ใช้ชีวิตปกติ มีเกิดปัญหาบ้างและก็ไม่เกิดปัญหาบ้าง” เมื่อมองย้อนอดีตชีวิตที่ผ่านมาพลเอกดาว์พงษ์มองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต เมื่อเอามาจับคู่กับหลักเศรษฐกิจพอเพียงในปัจจุบันก็พบว่าสามารถเป็นทางออกของปัญหาได้ แต่น่าเสียดายตอนนั้นแนวทางตามพระราชดำริยังไม่เป็นที่เข้าใจและนำไปปฏิบัติเท่าที่ควร
“พอมาศึกษาแนวทางตามพระราชดำรินี้ได้ชัดเจนขึ้น ย้อนกลับไปดูครับ ถ้าผมใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาตั้งนานแล้ว ปัญหาที่เคยเกิดมันจะไม่เกิด พอย้อนกลับไปดูจะรู้ว่ามันไม่เกิดถ้าเราทำอย่างนั้น ที่เราทำแล้วไม่มีปัญหาเราจับคู่แล้วมันใช่นี่นาแนวทางพระเจ้าอยู่หัว พูดง่ายๆ แม้กระทั่งจะเล่นหุ้นนะ พูดตรงๆ เราก็ต้องมีภูมิคุ้มกัน ต้องเรียนรู้ให้จริง ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้หน่อย ไม่ใช่หลับหูหลับตาแห่ตามเขาไปโดยไม่คิดถึงอะไร แต่ว่าสามารถเข้าได้หมดถ้ารู้จักหยุดคิดสักนิดหนึ่ง และแนวของพระองค์ท่านก็ไม่ได้หนีแนวของพระพุทธศาสนา
เศรษฐกิจพอเพียงที่ท่านพระราชทานให้เราคนไทยได้ตระหนัก มีอยู่ช่วงหนึ่ง ช่วงต้นๆ คนไทยไม่เข้าใจ แม้กระทั่งส่วนราชการเอง คือไปเข้าใจว่าต้องประหยัดโน่นประหยัดนี่อยู่ในมุมเดียว แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น พระองค์ท่านให้รู้จักพอกินพอใช้ มีมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย ทำไป แล้วยืนยันได้เลยว่า ยิ่งเราเห็นภายใต้สภาวะโลกที่มันเปลี่ยนแปลงทุกวันนี้นะ ภัยแล้งที่เกิดขึ้น น้ำมันลดราคาบ้างหรือแพงบ้าง แล้วก็รบกัน ถ้าเรายืนตามแนวพระองค์ท่านเราอยู่ได้ แต่ที่ผ่านมาเราทำน้อยไป คนไทยทำน้อยไป ลืมไป อาจจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ แต่ว่าส่งผลถึงปัจจุบัน แต่ยังไม่สายครับที่เราจะปรับตัว
ผมทำงานมาตลอดช่วงชีวิตตั้งแต่เด็กๆ จนถึงโตผมก็ใช้หลักพระพุทธศาสนาเหมือนกัน ผมจะใช้แนวอริยสัจ ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค)ในการทำงาน คือ เวลาลงทำงานผมจะต้องลงลึกในรายละเอียดของปัญหาให้แตกฉานเลย ว่ามีกี่ปัญหา พอได้ปัญหาแล้วก็ต้องหาสาเหตุของมัน ในทุกปัญหาย่อมมีสาเหตุมาจากอะไร พอได้สาเหตุมาแล้วก็มาดูว่าแนวทางแก้ไขเป็นอย่างไร พอได้แนวทางแล้วก็จะมาถึงวิธีการแก้ปัญหา ใช้วิธีนี้มาตลอดชีวิตผมเลย ถึงปัจจุบันก็ยังใช้อยู่ แล้วยิ่งปัญหาที่มันยุ่งยาก ปัญหาที่มันมากมายถ้าไม่ใช้ระบบนี้จัดมันจะแก้ไม่ได้ ถ้าแก้เป็นชิ้นๆ มันจะส่งผลกระทบต่ออีกด้านหนึ่ง ผมต้องเอาตัวนี้มาใช้แล้วก็ใช้ได้ผล ได้หรือไม่ได้ไม่รู้แต่อย่างน้อยก็ทำให้ผู้ร่วมงานผมได้เข้าใจวิธีการทำงานมากขึ้น แล้วก็ชัดเจนในการทำงาน เป็นสิ่งที่ผมใช้อยู่”

โครงสร้างการศึกษา ปัญหาระยะยาว
การจะปรับโครงสร้างการศึกษาได้ หัวใจสำคัญพลเอกดาว์พงษ์มองว่า ต้องสร้างความเชื่อมั่นในผู้ร่วมงานให้ได้ กล่าวคือกระทรวงศึกษาธิการมีบุคลากรรวมทั้งครูทั่วประเทศทั้งสิ้นประมาณ ๘ แสนคน หากทุกคนเชื่อมั่นในผู้นำก็จะทำให้งานมีประสิทธิภาพ และสามารถเดินไปในทางที่ถูกต้องได้พร้อมๆ กัน เพราะบุคลากรทางการศึกษาเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถอยู่แล้ว
“สิ่งที่ผมต้องทำคือ ๑ แสดงให้เขาเห็นว่าผมไม่มีอะไรซ่อนเร้นในการที่มาทำงานที่นี่ ๒ แสดงให้เห็นว่าผมไม่มีผลประโยชน์ หรือจะมาหาผลประโยชน์ในกระทรวง สองอย่างนี้ถ้าเขาเชื่อ ที่เหลือคือความรู้ที่ผมต้องปล่อยออกมา ก็จะไปกันได้ถึงเวลานี้ผมก็ไม่รู้ว่าได้แค่ไหน แต่ผมก็ขอบคุณในความร่วมมือของข้าราชการทั้งหมด พอย้อนไปถึงการปรับโครงสร้าง มันคงต้องมีครับ ผมต้องหารือร่วม ต้องฟังทั้งข้าราชการข้างใน แล้วก็ต้องฟังทั้งคนนอกที่เขามองเข้ามา ข้อดีมีอยู่อย่างหนึ่งที่ท่านนายกส่งผมมา ผมไม่ได้อยู่กระทรวงศึกษามาตั้งแต่เกิด ทำให้ผมไม่ยึดติดกับอะไรในนี้ ผมสามารถจะมองนอกกรอบได้ กล้าคิด กล้ามองนอกกรอบ และต้องเห็นผลภายในช่วงโรดแม็ปนี้
เอาปัญหามาดูก่อนเลยครับ ถ้าปัญหามันแก้ได้ด้วยตัวของมันเองก็ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน แต่ดูแล้วมันไม่ใช่ แล้วการแก้ปัญหา การแก้โครงสร้างไม่ใช่เพื่ออำนาจ เชื่อไหม เราเอาเด็กนักเรียนเป็นตัวตั้งก่อนเลยนะ แล้วถอยกลับมา จากนักเรียน มาครู มาผู้อำนวยการโรงเรียน มาเขตพื้นที่ มาเลขาธิการแต่ละท่าน ย้อนกลับขึ้นมาว่ามันอยู่ตรงไหน อะไรทำให้เด็กเรียนไม่เก่ง อะไรทำให้เด็กเครียด อะไรทำให้เด็กไม่มีความรู้ นั่นแหละคือตัวแก้ นำมาซึ่งการแก้โครงสร้าง ไม่ใช่แก้โครงสร้างเพื่อการมีอำนาจหรือรวบอำนาจ ตัวนั้นไม่เคยมาคิด
ถ้าผมจะแก้ผมจะอธิบายได้หมดว่า“มันจะโยงถึงเด็กยังไง ต้องมีคำตอบนี้เท่านั้น ไม่งั้นผมไม่ทำ”

แนวทางสร้างเสาเข็มให้กระทรวงศึกษาธิการและเยาวชน
ปัญหาที่กระทรวงศึกษาธิการพบหลักๆ มีถึง ๓๑ ปัญหา แบ่งได้เป็น ๖ กลุ่มคือ ๑.หลักสูตรการเรียนการสอน ๒.ปัญหาเรื่องการผลิตและพัฒนาครู ๓.ปัญหาเรื่องการประเมิน ทั้งครู โรงเรียน นักเรียนรวมถึงการสอบโอเน็ตและการสอบต่างๆ ๔.เรื่องของ ICT เพื่อการศึกษา ๕.การผลิตคนไม่ตรงกับความต้องการของประเทศ ๖.ปัญหาการบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการ
ทุกปัญหาพลเอกดาว์พงษ์กล่าวว่า มีแผนงานที่จะรองรับเรื่องการแก้ปัญหาทั้งหมด ทั้งระยะสั้นระยะยาว
“มีบางคนมาบอกผมว่า ครูเป็นหัวใจ ต้องแก้ปัญหาครู ผมไม่เถียงเลยว่าครูเป็นหัวใจ แต่ต้องถามคุณครูจะดีได้ คนที่จะทำให้คุณครูดีได้คือใคร ผู้อำนวยการโรงเรียนใช่ไหม คือผู้อำนวยการนี่แหละเป็นกุญแจสำคัญ ถ้าผู้อำนวยการดีเก่ง ใช้ได้ ครูก็ไปได้ คือผมยังเชื่อมั่นว่าครูผมเป็นคนมีความรู้ แต่เขามีปัจจัยอื่นมากระทบผมต้องแก้ให้เขาก่อน การเรียกครูมาอบรมกระทรวงศึกษาทำมาเยอะแล้ว อบรมคุณลักษณะใช้เงินที ๑-๒ พันล้าน ในการเรียกครูมาเวิร์คช็อป ค่าโรงแรมค่าอะไร แต่เราพบแล้วว่ามันไม่ตอบโจทย์นี้ เพราะว่าสภาพแวดล้อมอื่นไม่ได้ถูกแก้ พอผมไม่ได้เร่งสปีดตัวนี้สังคมก็อาจจะมองว่าผมไม่ได้แก้ที่ครู ผมกำลังแก้ที่ครูเลยตอนนี้ หัวใจเลย ไม่ว่าจะเป็นการปรับหลักสูตรให้มันกระชับขึ้น ตรงขึ้น ตรงกับวัยเด็กมากขึ้น การปรับวิธีการประเมินคุณครูเอง โรงเรียนเอง เพื่อลดภาระของครูในการทำงานที่เกี่ยวกับการประเมินนอกจากนี้ยังมีโครงการหาครูมาเติมให้ในสาขาที่ขาดแคลนในพื้นที่ที่ขาดแคลน
การหาครูมาเติมเรามีอยู่สองแผนหลัก ระยะสั้นกับระยะยาว ระยะสั้นคือโครงการคืนครูผู้ทรงคุณค่า ก็คุณครูที่เกษียณนี่แหละครับ เกษียณแล้วก็เชิญท่านกลับมาสอนหน่อย ตอนนี้บางโรงเรียนก็มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะทางต่างจังหวัด คือครูที่เกษียณแล้วก็ยังมาช่วยสอนโดยไม่คิดค่าตอบแทน แต่เรามีเงินให้แล้วคราวนี้ เราตั้งเป้าไว้ปีนี้ เนื่องจากเป็นโครงการที่เพิ่งเริ่มใหม่การจัดตั้งงบประมาณก็เลยไม่ได้เตรียมการไว้ ก็ใช้วิธีเกลี่ยมา ก็จะได้ประมาณหนึ่งพันที่ เฉพาะสาขาที่ขาดนะครับ วิทย์ คณิตฯ ภาษาอังกฤษ ก็เชิญครูเกษียณที่มีโปรไฟล์หน่อย ให้ท่านอยู่ใกล้บ้านท่าน ปี ๕๙ นี้ ๑,๐๐๐ อัตรา จะเริ่มพฤษภาคม ๕๙ แต่ปี ๖๐ ตั้งไว้ ๑๐,๐๐๐ อัตราเลย คุณครูที่เกษียณทั้งหลาย เพราะปีหนึ่งเกษียณ ๒๐,๐๐๐ คนนะ แล้วที่เก่าๆ อีกที่ยังเก่งๆ อีกหลายคน แล้วก็จะได้มาเป็นโค้ชให้กับครูใหม่ด้วยในตัว นี่คือระยะสั้น”
ในส่วนการแก้ปัญหาระยะยาวคือการจัดสรรหาครูเก่ง ครูดี คืนสู่ท้องถิ่นที่ขาดแคลน ชื่อเดิมคือคุรุทายาท ภายหลังเปลี่ยนใหม่เป็นโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เป็นการแก้ปัญหาครูที่มีคุณภาพระยะยาว โดยคัดเลือกนักเรียน ชั้น ม.๖ และนักเรียนระดับ ปวช. ที่มีผลการเรียนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐ มาเข้าโครงการ โดยมีการประกันการมีอาชีพในท้องถิ่นของตัวเองหลังจากจบการศึกษาและจะกำหนดเวลาให้ทำงานในท้องถิ่นนั้นในห้วงระยะเวลาหนึ่งโดยไม่มีการปรับย้ายไปท้องถิ่นอื่น โครงการนี้จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครูในโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลได้ และทำให้เด็กได้รับความรู้จากครูเก่งที่มีคุณภาพ
“นี่คือสิ่งที่ผมกำลังแก้ให้คุณครูอยู่ ย้อนกลับไปที่โครงการคุรุทายาท ผมถามสภานักเรียนที่มาพบผมนะครับ ถามทั้งยุวโฆษกเด็กๆ ที่เขามาจากทั่วประเทศ บอกผมมีโครงการนี้หนูเอาไหม ยกมือกันใหญ่เลย ทำไมจะไม่ยกมือล่ะครับ พอจบ ม.๖ ถ้าคะแนนเกรดเฉลี่ย ๓.๐๐ ขึ้นไป เข้าโครงการเลย รู้อยู่แล้วบรรจุเป็นครูรออยู่แล้ว ทุกคนเฮหมดเลย ก็เป็นโอกาสของเรา เราก็จะช้อนเด็กเก่งมาซะก่อนก่อนที่เขาจะเลี้ยวไปทางอื่น อันนี้ใช้เวลาปีละ ๔ พันคน เอามาจาก ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของครูที่เกษียณ อีก ๗๕ ก็สอบเหมือนเดิม แข่งกันเหมือนเดิมสอบครูผู้ช่วย ที่เขาแข่งกันอยู่ แต่เราเอามา ๒๕ เปอร์เซ็นต์”

ความหวัง : ความร่วมมือในหน่วยงาน
เมื่อถามถึงความหวังในการขับเคลื่อนการศึกษาชาติท่ามกลางปัญหาที่พบมากมาย ทั้งยังเป็นปัญหาที่หมักหมมสะสมเรื่อยมาเป็นเวลานาน อีกทั้งเป็นความคาดหวังของคนในประเทศที่อยากให้มีการแก้ไขให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตามพลเอกดาว์พงษ์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการย้ำว่า “ยังมีความหวัง” เพราะยังมีฟันเฟืองตัวเล็กๆ ที่พร้อมจะสนับสนุนร่วมมือ แม้จะเหนื่อยยากปานใดก็ตาม
“ผมมีความหวังมากนะ เพราะผมเห็นในความร่วมมือของลูกน้องผม ตั้งแต่ท่านปลัดไปถึงคุณครู แต่ผมต้องทุ่มเทให้กับเขา วันนี้มีลูกน้องมาเตือนผมนะ ทำไมผมจะไม่ขอบคุณลูกน้องผม ผมบอกว่าเราประชุมสั่งโน้นสั่งนี่ทั้งวันเลยตั้งแต่เช้าถึงเย็น แฟ้มไม่เคยได้เซ็น ต้องกลับไปเซ็นบ้าน เขาบอกใช่ครับพี่เหนื่อยผมรู้ แต่พี่ทราบไหมครับว่าที่พี่สั่งไปหนึ่งเฟืองตัวน้อยๆ ต้องไปหมุนอีกร้อยๆ คน ฉะนั้นทุกคำสั่งที่ผมสั่งไป ลูกน้องผมจะต้องไปปั่นจี๋กันอีกเท่าไหร่ เออจริง แต่งานมันออกแสดงว่าเขาเต็มที่
เพราะผมเคยทำงานมาก่อน ผมเคยตัดต่อวีดีโอมาแล้วด้วยนะ ผมจำได้เลยว่าผมไปตัดต่อวีดีโอเรื่องการสวนสนาม เป็นผู้ช่วยฝ่ายกิจการพลเรือนพล. ๑ รอ. คือทุกวันเฉลิมพระชนมพรรษาเราจะต้องเอาเทปของ ผบ.พล. มาออก เราก็เตรียมสคริปต์ไว้ เหลือตอนสุดท้ายคือการสวนสนามวันที่ ๓ ธันวาคม ต้องรอเอาเทปสุดท้ายมาใส่ แล้วการตัดต่อสมัยก่อนเครื่องมันไม่ค่อยดี ผมทำตั้งแต่ทุ่มหนึ่งถึงเจ็ดโมงเช้า เพื่อจะเอาแค่สี่นาทีช่วงการสวนสนามใส่ลงไปเพื่อจะฉายก็เคยทำมาแล้ว เลยรู้ถึงเบื้องหลังว่าลูกน้องต้องเหนื่อยขนาดไหน ก็เลยเข้าใจ ผลที่เราได้รับคืองานมันค่อยๆ ออกมาจะช้าบ้างเร็วบ้างก็เป็นหน้าที่ที่ผมจะต้องช่วยเขาขับเคลื่อน ช่วยแก้ปัญหา ผมนึกอย่างนี้ ผมไม่เคยโกรธลูกน้องว่าช้าหรือเร็ว
ผมเข้าในเฟืองตัวน้อย ผมเคยตัดหญ้านะ คุมทหารตัดหญ้าเพื่อเตรียมงานผมรู้เลยว่า จะถึงวันสถาปนาหรือวันสำคัญ สภาพต้องเรียบ ที่นายเห็นกว่าจะมาเป็นวันนี้ต้องทำกันขนาดไหน ผมเคยทำมาแล้ว เคยคุมทหารมาแล้ว จึงรู้เบื้องหลังของลูกน้อง คือสิ่งหนึ่งที่อาจเป็นเพราะว่าช่วยให้ผมทำงานผ่านมาได้แล้วลูกน้องเข้าใจผมคือ ผมเอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นหัวใจที่ผมคิดมาเสมอ เวลาคิดอะไรทีจะนึกถึงใจลูกน้องว่าเขาจะเป็นยังไง เขาจะทำอะไร
แต่ผมมีความหวังที่จะไปได้ไม่มากก็น้อย อย่างน้อยในช่วงเวลาที่คาดว่าผมจะอยู่ที่นี่อีกปีครึ่งตามโรดแม็ป ถ้าเป็นไปตามนั้น จะมีอะไรออกมาเป็นแนวทางของกระทรวงการศึกษาธิการ จะถูกใจหรือไม่ถูกใจก็ต้องพยายามทำให้มันถูกต้อง”

สิ่งที่อยากฝาก : การให้และเสียสละ
สำหรับเด็กและเยาวชนรวมถึงผู้คนในสังคมปัจจุบัน พลเอกดาว์พงษ์มองว่า การให้และการเสียสละซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญในการอยู่รวมกันภายใต้การพัฒนาไปข้างหน้า ปัญหาในสังคมในวันนี้เกิดขึ้นจากการไม่ยอมเสียสละซึ่งกันและกัน ดังจะเห็นได้ตามสื่อต่างๆ จากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ลุกลามเป็นเรื่องใหญ่โตส่งผลเสียถึงอนาคต เมื่อมองย้อนไปถึงสาเหตุก็พบว่า เกิดจากการไม่ยอมให้หรือเสียสละกันแค่นั้นเอง
“มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ คือเรื่องการให้เผื่อแผ่แบ่งปัน ผมถือเป็นนโยบายของกระทรวงฯ ผมต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็กจนถึงอุดมศึกษา ผมมองว่ากลุ่มอุดมศึกษาเป็นกลุ่มหัวเลี้ยวหัวต่อถ้าเขาแข็งแกร่งมีภูมิคุ้มกันที่ดีและมีความรู้ เขาจะนำน้องแล้วจะนำสังคม ผมก็มองอย่างนี้ ผมก็มองเรื่องการให้ลองดูสิปัญหาหลายปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมมันเกิดจากการไม่รู้จักเสียสละ เผื่อแผ่แบ่งปัน ผมว่าถ้าตัวนี้มามันจะนำอะไรหลายๆ อย่าง”
“ผมเป็นทหารมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษาธิการ ผมไม่เคยคิดหรอกว่าจะมาเป็น เคยคิดแต่ว่าเมื่อเกษียณแล้วก็จะไปเที่ยวกับท่านนายกนี่แหละ ตั้งเป้ารอกันอยู่ ผมเกษียณก่อนท่านปีหนึ่ง (เพื่อนเตรียมทหารรุ่นเดียวกัน) แต่นายกเรียนเก่ง นายก pass ชั้นตั้งแต่เด็กๆ ถ้าปกติต้องจบพร้อมผมนี่แหละ ก็ตั้งใจว่าพอเกษียณแล้วจะไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่กัน ก็ไม่ได้เที่ยวหรอกครับ ก็ทิ้งไปละ สุดท้ายก็กลับมาทำงานกันอย่างนี้ ก็เคยคุยกับท่านนายกครับ ก็มันเป็นดวงชะตาลิขิตที่เราต้องมาทำงานร่วมกัน” พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

กศน.กับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง : ความเชื่อมโยงสู่ประชาชน


โดย เลขาธิการ กศน.นายสุรพงษ์ จำจด

กศน.ย่อมาจาก การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
ก่อนนี้คำว่า กศน.ย่อมาจาก “การศึกษานอกโรงเรียน” แต่ปัจจุบันหลังจากมีพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 เกิดขึ้น กศน.จึงหมายถึง “การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย”
นิตยสาร IS AM ARE ครอบครัวพอเพียงยังคงนำเสนอบทสัมภาษณ์ของผู้ที่ประสบความสำเร็จในทุกสาขาอาชีพอันหลากหลายโดยมิได้คำนึงถึงชื่อเสียงเป็นสำคัญ ด้วยหวังเพียงว่าจะเป็นแนวทาง “ในชีวิตจริง” ให้กับน้องๆ เยาวชนสมาชิกครอบครัวพอเพียงและประชาชนทั่วประเทศได้มองเห็นแนวทางความคิด แนวทางในการดำเนินชีวิต ดำเนินงานต่างๆ ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นเสมือนเข็มทิศสำหรับทุกคน
ฉบับนี้เราได้รับเกียรติจาก ท่านเลขาธิการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย นายสุรพงษ์ จำจด หนึ่งในผู้ที่ขับเคี่ยวอยู่ในวงการ กศน.มายาวนาน ประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาพร้อมถ่ายทอดสู่ผู้อ่านโดยตรง โดยเฉพาะการดำเนินงานที่ผ่านมาภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ท่านนำมาใช้เป็นหัวใจในการขับเคลื่อน กศน.ให้เข้าถึงประชาชนทุกภาคส่วน เปิดทางเดินให้กับผู้ด้อยโอกาสได้รู้จักวิถีพึ่งพาตนเอง โดยใช้การศึกษานำทาง เรื่องราวชีวิตและแนวคิดต่างๆ ของท่านจะเป็นอย่างไรบ้าง เชิญท่านผู้อ่านร่วมค้นคว้าในบทสัมภาษณ์นี้ครับ

ชั่วดีต้องรักกัน : การศึกษาคือโอกาสสูงสุด
ผมเป็นคนจังหวัดปราจีนบุรี อำเภอศรีมหาโพธิ ตำบลบ้านทาม คุณพ่อทำงานรับจ้างทั่วไป คุณพ่อทำงานคนเดียว คุณแม่เป็นแม่บ้านครับ ก็ดูแลลูก 3 คน ผมเป็นคนโต
ถึงจังหวะหนึ่งผมมาเรียนต่อที่วิทยาลัยครูพระนครที่บางเขนในกรุงเทพมหานคร ก็มาเรียนมีเพื่อน ได้ประสบการณ์ในมหาวิทยาลัย จบปริญญาตรี วิทยาลัยครูพระนครเอกอุตสาหกรรมศิลป์รุ่น 12 อุตสาหกรรมศิลป์เขาถือรุ่นนะครับ เรามีพี่น้องอุตสาหกรรมศิลป์เต็มประเทศเลยครับ ไปไหนบอกอุตสาหกรรมศิลป์จะได้รับการต้อนรับ ได้รับการไว้วางใจเพราะมันมีคำของเราของรุ่นครับ “ชั่วดีอย่างไรเราต้องรักกัน” เป็นเพลงมาร์ชของอุตสาหกรรมศิลป์ในท่อนหนึ่งของเพลง ชั่วดีอย่างไรเราต้องรักกัน เราทุกคนที่เรียนอุตสาหกรรมศิลป์จะร้องเพลงนี้ได้ขึ้นใจ เป็นที่รู้กัน ผมรุ่น 12 ปัจจุบันผมไม่มั่นใจครับว่ารุ่นที่เท่าไรแล้ว แต่ในช่วงที่ผมเรียนคณะอุตสาหกรรมศิลป์มีที่เดียวในประเทศไทย ที่วิทยาลัยครูพระนครเท่านั้น ในช่วงนั้นเขาจะคัดเกรดมาเรียนด้วย แต่ช่วงหลังไม่ได้คัดแล้ว ผมก็ไม่ถึงกับเก่ง พอเข้าใจบ้างเล็กน้อย คณะก็คัดเข้ามาเรียน พอเรียนจบก็สอบบรรจุเข้ารับราชการ จะว่าไปก็เพราะเราไม่มีทุน ชีวิตก็ไม่ได้มีทุนอะไร พ่อแม่ให้ความรู้แล้วก็ให้โอกาสในการเรียน ก็ถือว่าสูงสุดแล้วครับ
เราเรียนอย่างเดียวแล้วก็ต้องประหยัด พอจบมาก็สอบเข้ารับราชการที่กรมการศึกษานอกโรงเรียนในปี พ.ศ. 2524 ครับ ในตอนต้นเลยช่วงที่ผมไปศูนย์การศึกษาประชาชนจังหวัด อุดรธานี หมายถึงป้ายนะครับ ป้ายเดิมเขายังไม่ได้เอาออก แต่จริงๆ ตอนที่ผมไปเขาเปลี่ยนชื่อแล้วเป็นศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดอุดรธานี แต่อยู่ระหว่างเปลี่ยนป้ายมีโอกาสได้เห็นป้ายเดิม ก็ได้รับราชการ กศน. ตั้งแต่ช่วงนั้นครับ ก็เริ่มต้นที่จังหวัดอุดรธานี คืองานผมก็เพิ่งเข้าใจชีวิต มาทำงานผูกพันกับชาวบ้านตั้งแต่วินาทีนั้นแหละที่เริ่มรับราชการที่ กศน. เพราะว่างานที่ทำเขาเรียกงานส่งเสริมหรือการจัดการการศึกษา โดยตัวเราไม่ได้เป็นผู้สอนเองนะครับ แต่ว่าต้องค้นหากระบวนวิธีการที่จะออกแบบเพื่อจัดการการศึกษาให้กับประชาชนให้ได้ ด้วยความที่จบในด้านช่างมาตั้งแต่ตอนต้น ทาง กศน. อุดรธานีก็เลยมอบงานแรกให้ผมทำชื่อว่า เทคโนโลยีที่เหมาะสม งานนี้ก็เป็นงานที่เรียกว่าต้องไปค้นคว้าแล้วก็หานวัตกรรมหรือวิธีการที่จะมาเป็นเทคโนโลยีแบบชาวบ้าน ให้ชาวบ้านได้ประหยัดได้คุ้มค่า แล้วก็เป็นการประหยัดแล้วลดพลังงาน ไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อมอะไรอย่างนี้ครับ ก็ไปทำหลายเรื่อง ยกตัวอย่าง เตาแกลบ ชุดเจาะน้ำบาดาลด้วยมือ แล้วก็ปั๊มน้ำมือหมุน ก็คือใช้มือแล้วก็ดึงน้ำจากข้างล่างขึ้นมาข้างบน ปกติปั๊มน้ำต้องปั๊มใช่ไหม แต่เราใช้มือหมุนประมาณนี้ที่คิดที่ทำเพราะเราจบด้านช่างพอดี

ประสบการณ์ความรู้สู่ประชาชน
ในช่วงหนึ่งของการทำงานในปีที่ 2 ก็มีโอกาสลงไปทำงานในพื้นที่อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี ในตอนนั้นก็มีเหตุการณ์คอมมิวนิสต์อยู่นะครับ มีการสู้รบกันอยู่แต่ผมไปปี 2525 คืออยู่สำนักงานในจังหวัดที่ปากคาดในตัวเมือง ทำงานเทคโนโลยีสักประมานเกือบปีก็ลงไปทำงานเป็นหัวหน้าหน่วยฝึกวิชาชีพเคลื่อนที่ หัวหน้าหน่วยฝึกเคลื่อนที่ก็ตั้งหน่วยอยู่ที่ตัวอำเภอ ในอาคารอเนกประสงค์ของอำเภอก็มีทีมงานมีลูกน้องไป 4-5 คน ก็เป็นแผนกไฟฟ้า เสริมสวย เครื่องยนต์เล็ก ตัดเย็บเสื้อผ้า อาหารขนม แบบนี้นะครับ ก็ไปสอนประชาชนห่างไกลนะ แล้วก็ไปผจญภัยกับเหตุการณ์ วันดีคืนดีก็ต้องวิ่งลงมาข้างล่างเพราะคอมมิวนิสต์บุก แต่จริงๆ ไม่ได้บุกมันเป็นข่าวแล้วก็วิ่งกัน ก็ช่วงนั้นเป็นส่วนสำคัญในชีวิตเพราะทำให้เรารู้จักชาวบ้าน แล้วทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจเยอะในการทำงาน เพราะได้เห็นอะไรต่างๆ ความเดือดร้อน ที่สำคัญเราเห็นความบริสุทธิ์ของชาวบ้านที่มาเรียนกับเรา เพราะว่าเวลาเขามาเรียนกับเราเขาจะมีอะไรติดไม้ติดมือมาตลอด ผักที่บ้านเขาแหละติดไม้ติดมือมาให้คุณครูที่สอน ผมก็ไปสอนวิชาไฟฟ้า ผมจบด้านไฟฟ้ามาพอดี อันนั้นเป็นประสบการณ์ได้เข้าใจได้รู้สึกในเรื่องของการทำงาน ชาวบ้านแปลว่าอะไร จะต้องทำยังไงกับชาวบ้าน วิธีการสอนแบบชาวบ้านใช้วิธีการสอนแบบพวกเราไม่ได้ อย่างผมสอนวิชาไฟฟ้า แต่เดิมเวลาเขียนวงจรเขาเขียนเส้นเดียววงจรไฟฟ้าภายในบ้าน แต่เราไปอยู่โน้นเราต้องปรับต้องเขียน 2 เส้น ข้างในสายนี้มันมี 2 เส้น เรียกว่าต้องอธิบายลึกเลย ไม่งั้นถ้าเส้นเดียวชาวบ้านก็จะงง พอเปลี่ยนวิธีการโยงให้เห็นสองเส้นตอนหลังไปได้ เทคนิคเหล่านี้เวลาทำงานครับต้องลึก

มีไก่ไม่กี่ตัวที่กล้าเดินออกจากสุ่ม
หลังจากนั้นก็ทำงานอยู่ถึงปี 2529 ครับ แล้วก็ย้ายจากอุดรธานีมาปราจีนบุรีเพราะว่าพ่อแม่อยู่ปราจีนบุรี ตอนหลังคุณพ่อคุณแม่มาอยู่ที่อำเภอสระแก้วจังหวัดปราจีนบุรี ต่อมาสระแก้วก็ยกระดับเป็นจังหวัดสระแก้วจนปัจจุบันนี้นะครับ ก็เป็นห่วงพ่อแม่ก็เลยอยู่สัก 5 ปี ก็เลยย้ายมาอยู่ที่ปราจีนบุรี มาดูแลพ่อแม่แล้วก็ได้ทำงานที่นั้นสักระยะหนึ่งประมาณ 4-5 ปี ก็ขึ้นตำแหน่งผู้บริหารครั้งแรก ก็เป็นตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการจังหวัดจันทบุรี ในปี 2534 ก็ไปทำงานสัก 10 ปี ก็ขึ้นเป็นผู้บริหารไปอยู่จันทบุรีสัก 2 ปีครับ ปี 2536 เขาตั้งจังหวัดสระแก้วเขาก็เลยย้ายผม เป็นผู้ช่วยที่จันทบุรีมาเป็นผู้ช่วยที่จังหวัดสระแก้วครับ ที่สระแก้วก็ได้ทำงานเยอะมากเลย เราได้ทำงานเพราะว่าสระแก้วเป็นจังหวัดตั้งใหม่ ประชาชนคือต้องการได้รับการเรียนรู้เพราะยังเข้าไม่ถึงการศึกษากันเยอะ ทั้งในเชิงพื้นที่ คนที่หลากหลาย เพราะว่าสระแก้วกลายเป็นจังหวัดใหม่ที่คนเกือบทั่วประเทศโดยเฉพาะคนอีสานย้ายจากจังหวัดอื่นมาอยู่จังหวัดสระแก้ว จะมีคุ้มอุบล คุ้มร้อยเอ็ด ในบางพื้นที่โดยเฉพาะแถบวังน้ำเย็น แถบวังสมบูรณ์ แถบเขาฉกรรจ์ แถบคลองหาด เยอะเลยครับ แม้แต่ตาพญาอะไรต่างๆ ทุกอำเภอ โดยเฉพาะแถบอีสานเข้ามาอยู่เยอะ แล้วก็คนเหล่านี้จะมาพร้อมกับการมุ่งมั่นจับจองที่ดินทำกิน คือผมถือว่านกที่บินไกลนี้คือคนเก่งนะ จะมีเฉพาะคนเก่งนะที่มาที่สระแก้ว เหมือนท่านเอาสุ่มครอบไว้ ถูกไหมครับ พอเปิดแล้วจะมีไก่ไม่กี่ตัวที่กล้าเดินออกจากสุ่มนะ ส่วนใหญ่ไม่กล้าไป หงอยอยู่ต่อไป เพราะฉะนั้นคนที่มาอยู่สระแก้วเป็นไก่หรือนกที่กล้าบินออก บินสูง บินไกล กล้ามาผจญภัย บางที่ย้ายครอบครัวมา บางคนก็มาบุกเบิกตอนต้น คนชุดแรกพวกนี้เป็นคนกล้า

สร้างศรัทธาให้ประชาชน
สระแก้วเป็นพื้นที่ดินใหม่มีความอุดมสมบูรณ์ คนก็มาทำเกษตร ส่วนใหญ่จะเป็นพืชไร่ นาบางส่วน ผมอยู่สระแก้วนานครับเป็นจังหวัดที่ผมรับราชการนานที่สุด ผมย้ายจากสระแก้วตั้งแต่ปี 2536 อยู่สระแก้วก็เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ ต่อมาก็เป็นกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดสระแก้ว กรรมการเลือกตั้งก็เป็น 2 สมัยนะ เป็นตั้งแต่อายุ 40 จนถึง 48 ครับ ก่อนออกมาเป็นประธานอนุกรรมการเขตพื้นที่ แล้วก็เป็นผู้อำนวยการปี 45 จากผู้ช่วยก็เป็นผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดสระแก้ว ในช่วงที่อยู่สระแก้วก็ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายหลายส่วนนะครับ ภาคีเครือข่ายก็จะมีเยอะตั้งแต่มูลนิธิกสิกรธรรมชาติของอาจารย์ยักษ์ ก็สนิทกัน แล้วก็มี มศว.ประสานมิตร ภาคธุรกิจก็จะมีบริษัทน้ำตาล KSL แล้วก็ กศน.ของผมนี่แหละ แล้วก็ทางราชภัฏฉะเชิงเทรา เป็นภาคีจังหวัดสระแก้วโดยท่านผู้ว่าจับมือทำงานขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวฯ ในปี พ.ศ. 2546 พอผมเป็นผู้อำนวยการผมก็ศรัทธาในงานปรัชญาของพระเจ้าอยู่หัว เรื่องของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผมมีส่วนได้เรียนรู้จากท่านอาจารย์ยักษ์ ได้มีโอกาสได้คุยกันกับอาจารย์ยักษ์สองคน ได้ถ่ายทอด ได้ความเข้าใจจากตรงนั้นเยอะ พอฟังก็ศรัทธาผมรู้สึกว่าองค์ความรู้นี้จะช่วยประชาชนได้ อย่างที่ผมได้เล่าให้ฟัง จากการสัมผัสกับประชาชนก็รู้สึกมีพื้นฐานตรงนั้นอยู่แล้ว คือเรารู้สึกว่าประชาชนยังเดือดร้อนเยอะ แต่ประชาชนยังเป็นคนที่ยังบริสุทธิ์ ถ้าให้โอกาสเขาเขาสามารถไปได้นะ พอมาเห็นทางออกของปรัชญาในหลวงก็คิดว่าจะต้องสร้างการเรียนรู้ให้กับชาวบ้านให้ได้ ต้องสร้างศรัทธาให้กับชาวบ้านให้ได้ สร้างความเข้าใจให้ได้

โพธิวิชชาลัย
หลังจาก 2551 ก็ออกจากสระแก้วมาที่ฉะเชิงเทรา มาเป็นผู้อำนวยการ กศน.ฉะเชิงเทรา ตั้งแต่ปี 2545 ที่สระแก้วงานส่วนใหญ่ที่ผมทำเป็นงานชุมชน ในช่วงที่อยู่สระแก้วผมมีโอกาสเคลื่อนงานไปกับภาคีเครือข่ายสำคัญโดยเราไปสร้างโพธิวิชชาลัยที่สระแก้ว โดยเอาคำสอนของพระราชาไปให้มหาวิทยาลัยสอน โดยเอาเด็กชาวบ้านแถบใกล้ๆ ให้เขามารู้จัก มาเรียนรู้ครับ ตรงนั้นก่อนที่จะเป็นมหาวิทยาลัยเราก็ทำหลายเรื่องนะ ไม่ใช่อยู่ๆ ไปตั้ง ก็เริ่มจากผม แล้วอาจารย์ยักษ์ เราก็ประชุมภาคีทั้งจังหวัดเลย คือเปิดคนทั้งสระแก้วทุกภาคส่วนให้มารู้จักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตอนนั้นท่านองค์มนตรีท่านมาเปิดให้ท่านอำพล เสนาณรงค์ท่านก็มาเป็นประธานให้ครับ คนก็มากันเยอะเกือบๆ พันคน มาทุกอำเภอเลย หลังจากเคลื่อนภาพใหญ่เรียบร้อยก็ทำภาพเล็ก อาจารย์ยักษ์ก็พากันลุย 58 ตำบลของสระแก้ว เชิญผู้นำเชิญแกนนำของทุกตำบล เรามี 58 ตำบล เราลงทุกตำบล แล้วแต่ละตำบลให้นำแกนนำแต่ละหมู่บ้านมาตกลง แล้วแต่ละเวทีขั้นต่ำ 200-300 คนต่อเวที ตระเวนกันอยู่หลายเดือน แต่ตอนนั้นเราทำงานลึกมาก เราก็ได้ใจชาวบ้านเยอะมาก แล้วชาวบ้านก็ได้รู้จักเศรษฐกิจพอเพียงลงลึกในช่วงนั้น
หลังจากลงตรงนี้เสร็จคนสระแก้วก็เข้าใจทั้งจังหวัดเลย แล้วก็ กศน.ผมดูแลอยู่เราก็จะได้การเรียนรู้ต่อก็คืออาจจะมีกิจกรรมการเรียนรู้ย่อยๆ บนพื้นที่ต่างๆ ร่วมกับผู้รู้อะไรต่างๆ ในพื้นที่ ก็เคลื่อนงานกันมาจนเป็นพลังที่ใหญ่พอถึงขั้นตั้งโพธิวิชชาลัยได้ ไม่งั้นตั้งไม่ได้ อันนี้ก็เป็นจุดสำคัญเรายิ่งทำเราก็ยิ่งศรัทธานะ ยิ่งทำก็ยิ่งเรียนรู้ ผมก็มีโอกาสได้เรียนรู้ปรัชญาของพระเจ้าอยู่หัวฯ ลึกซึ้งนะ ทั้งเรื่องของหลักปรัชญาพอเพียงโดยเฉพาะที่บอกว่าในโลกนี้มีระบบเศรษฐกิจอยู่ 2 ระบบคือ 1 ระบบทุนนิยม อันที่ 2 คือระบบคอมมิวนิสต์ สองทางนี้ก็คือสุดๆ ทั้งคู่ ถ้าเป็นระบบคอมมิวนิสต์ก็แปลว่าเราทำที่สุดยังไงก็ไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของธุรกิจในพื้นดิน อะไรต่างๆ ที่เราทำเป็นระบบรัฐที่ต้องดูแลโดยรัฐเท่านั้น แล้วแบบที่ 2 ทุนนิยมก็คือใครมือยาวสาวได้สาวเอา คนตัวเล็กตัวน้อยก็แย่ พระองค์ท่านคงเห็นตรงนี้แล้วพระองค์ท่านรู้จักคนไทยดีที่สุดในโลก เพราะทรงงานโดยตลอด รู้นิสัยคนไทย รู้วิถีคนไทย ถ้าปล่อยให้คนไทยต้องผจญภัยอยู่ในวิถีนี้ ท้ายสุดคนไทยใช้ระบบทุนนิยม ถ้าประเทศไทยอยู่ในระบบทุนนิยมในซีกเดียวโดยที่ว่าไม่มีอะไรเลยเราก็จะแย่ไปเรื่อยๆ เพราะว่าเราไม่ค่อยแข็งแรง

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เข็มทิศในการดำเนินงาน
คนไทยของเราไม่ว่าการเรียนรู้หรืออะไร ผมอยู่ในซีกการศึกษาผมก็เห็นภาพมาตลอดเลยว่าเป็นแบบไหน แล้วก็มีตรงนี้แหละที่จะช่วยได้ พระองค์ก็เลยเอาหลักปรัชญามาสอนคนไทย หลักพอเพียงที่จับได้ก็คือต้องพึ่งตัวเองให้ได้ แล้วกระบวนการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสมมุติว่าเราผลิตอะไรได้ก็คือการพึ่งตัวเองได้ ก็คือปัจจัย 4 อันดับแรกเพราะมนุษย์ต้องกินต้องอาศัยยารักษาโรค พอพึ่งปัจจัยอย่างนี้ก็แปลว่ามนุษย์ต้องสร้างผลิตผลผลิตภัณฑ์มีผลผลิต แต่เวลามีผลผลิตพระองค์ไม่ให้ใช้หลักทุนนิยมไง ผลิตเสร็จคุณก็บริโภค บริโภคไม่หมดก็เก็บไว้กินวันหน้า เก็บแล้วยังเหลืออีกก็เอาไปทำบุญให้ทานฝึกการให้แทนที่จะขาย เพราะว่าขายนี้ก็ยิ่งต่อสู้ยิ่งอะไร แต่ทรงสอนใหม่ว่าให้ให้ ให้ยังเหลืออีก ให้พระบำรุงศาสนาเสร็จก็ให้ทาน ให้ผู้คน ให้ทานแล้วยังเหลืออีกก็ให้ขาย เห็นไหมว่าจะขายได้แต่อย่าลืมว่าเส้นทางตรงนี้คือเส้นทางสำคัญคือไม่ได้เอาเงินเป็นตัวตั้ง เมื่อเอาเงินเป็นตัวตั้งความเป็นมนุษย์จะหายไป แต่ในหลวงทรงสอนว่าต้องให้แล้วการให้ตรงนี้มีพลัง ในการให้ท้ายสุดตีเป็นเงินไม่ได้ มันกลายเป็นยิ่งใหญ่กว่าเงินถ้าคนไม่มีชีวิตจิตใจมันจะมีคนที่กล้าโดดลงน้ำเพื่อไปช่วยคนจมน้ำหรือ ใช่ไหม หรือเวลาเกิดเหตุการณ์ต่างๆ นานามันจะมีคนมาช่วยเหลือสังคมหรือ พระองค์ทรงฝึกตรงนี้เราต้องเข้าใจว่ามันซื้อหาไม่ได้ด้วยเงินแต่มันต้องเกิดจากการฝึก เกิดจากการได้ปฏิบัติมา ดังนั้นพระองค์ท่านอยากให้คนไทยเน้นตรงนี้ หลักคิดที่ดีที่สำคัญสุด มันสามารถทำให้คนพึ่งตัวเองได้แล้วสามารถดำรงชีวิตภายใต้วิถีแบบพอเพียง ไม่ได้มุ่งค้ากำไรแข่งขัน มันจะเกิดความสันติสุขในประเทศเกิดการพึ่งพากัน ดูแลศาสนาช่วยคนตกทุกข์ได้ยากอะไรต่างๆ มันเกิด ถ้าทุกคนได้เข้าใจในหลักปรัชญาลึกซึ้งก็จะทำให้วิถีชีวิตร่วมของประเทศจะดีขึ้น แล้วรายบุคคลก็ด้วยนะครับ ก็คือหลักที่ทรงบอกไว้ว่าใช้เหตุแผล แล้วก็มีภูมิคุ้มกัน แล้วรู้จักพอประมาณ ถ้าหลักตรงนี้ทำให้ก่อเกิดในตัวคนได้ มันก็จะทำให้คนมีหลักในการดำรงชีวิตรายบุคคลว่าเราต้องพึ่งตัวเอง เราต้องรู้จักอย่าทำอะไรเกินตัว
แต่ที่พระองค์สอนที่เป็นเงื่อนไขข้อนี้สำคัญ พระองค์ทรงใช้คำว่าเงื่อนไขคุณธรรมความรู้ ดังนั้นสุดท้ายเลยก็ต้องเข้าใจว่าความรู้ต่างหากคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วความรู้ที่สำคัญส่วนใหญ่ที่สัมผัสก็คือชาวบ้านก็มีหน่วยเดียวที่สามารถเข้าถึงชาวบ้านคือ กศน. เพราะ กศน.คือหน่วยที่จัดการการศึกษาภาคประชาชน นึกออกไหมครับอันนี้เป็นที่มา ผมก็คิดว่า กศน. เองก็ศรัทธามีหัวใจที่ลึกซึ้งแล้วมีความเข้าใจในปรัชญานี้ ทาง กศน.พอผมมาบริหารงานนี้ ผมก็คิดว่าอันนี้เป็นฐานสำคัญของคนไทยเพราะเราเป็นหน่วยที่เข้าถึงประชาชนอยู่แล้ว แล้วเราเชื่อว่าเงื่อนไขคือความรู้ที่ว่านี้ กศน. ต้องเป็นผู้นำความรู้เข้าไปให้ประชาชนทั้งประเทศให้ได้ เป็นนโยบายหลักที่ให้นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักที่จะทำงานของพี่น้อง กศน.ทั้งประเทศ แล้วเราก็ได้มอบนโยบาย ไปอธิบายหลายรอบแล้วเข้าใจว่าตอนนี้ทุกคนพูดได้ว่ารู้จักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ค่อนข้างดีนะครับ

โจทย์ใหญ่ของ กศน.
โจทย์ใหญ่ที่ให้พี่น้อง กศน.ที่ทำงานในพื้นที่ โจทย์ที่ผมให้เขาคือว่าผมขอเขาสองอย่างในการทำงานในพื้นที่โดยเฉพาะคนที่ทำงานกับชาวบ้าน หนึ่ง ผมขอให้เขาทำงานด้วยหัวใจกับความคิด หัวใจก็คือหัวใจที่ศรัทธาในงานโดยเฉพาะงาน กศน. ศรัทธาในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เขาต้องเริ่มที่ศรัทธาก่อนในสองตัวนี้ แล้วใช้ความคิดที่สร้างสรรค์ก็ขอเขาสองอย่างครับ วิธีการที่เราจะนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปถึงประชาชนนี้ จะเน้นการปฏิบัติจริงโดยวิธีการเราจะเริ่มสตาร์ทที่การทำบัญชีครัวเรือน ให้เขาระเบิดจากข้างในให้ได้ ตอนนี้เขากำลังทำเป็นฐานทุกครัวเรือน โดยที่เรามีบุคลากรอยู่แล้ว 7,400 ตำบล ที่ว่ามีความเข้าใจ คุณครูเราอบรมไปแล้วส่วนหนึ่ง แล้วเมื่อช่วงที่ผ่านมาคือ กศน. ก็ทำงานนี้ต่อเนื่องไม่ใช่ผมคนเดียวนะ ผู้บริหารหลายท่านก็มีความเข้าใจ ก็จะต้องพัฒนาเพิ่มอีก เดี๋ยวเราก็มีการพัฒนาคุณครูเพิ่มครับ พอคุณครูมีความเข้าใจในเรื่องตรงนี้ชัดเจนขึ้นเราก็จะผ่านกลุ่มเป้าหมายแรกที่สำคัญที่สุดเลยก็คือกลุ่มตัวคุณครูเอง ก็คืออบรมครูจริงจากการปฏิบัติจริงๆ วิธีการอบรมผมก็ให้เขาทำจากบัญชีครัวเรือนก็จบแล้ว ไม่ได้ไปเรียกเขามาอบรมนะ ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะแค่ให้ทำบัญชีครัวเรือนก็แนะนำผ่านอีทีวี เรามีโทรทัศน์ของเราอยู่ ผมสามารถออกทีวีพบ กศน.ได้ทั้งประเทศทุกวันจันทร์ ต้องดูผ่านดาวเทียมครับเวลา 10.00 – 11.00 น. ถ้าพื้นที่ตรงไหนมีปัญหาก็ออกสดยกหูโทรเข้ามา ผมก็ตอบตรงนั้นได้เลย แต่บ้างครั้งไม่สะดวกก็อัดเทปไป ก็ตั้งใจว่าจะออกไปเรื่อยๆ ก็จะชี้แจงเริ่มจากให้คุณครูเข้าใจ
พอเขาทำเสร็จแล้ว กลุ่มแรกตัวเขาต้องทำอันที่สองให้นักศึกษา เรามีนักศึกษาที่เรียนกับเราประมาณ 1 ล้าน 2 แสนคน ที่เป็นระบบประถม ม.ต้น ม.ปลาย ก็หวังว่าคุณครูจะสามารถ ไม่ต้องถึงล้านแต่ได้สักครึ่งหนึ่งหรือ 60-70% ก็หลายแสนแล้ว จะมีนักศึกษาที่เราอีกส่วนหนึ่งคือส่วนที่เป็นวิชาประถม ม.ต้น ม.ปลาย แล้วยังมีหลักสูตรต่อเนื่องย่อยๆ 30 ชั่วโมง 40 ชั่วโมง 50 ชั่วโมง ที่เราเปิดสอนอยู่เต็มประเทศในวิชาชีพย่อยๆ เรื่องวิชาแบบวิธีถนอมอาหารต่างๆหรือไม่ก็ประเภทช่างต่างๆ อีกเยอะ ก็ประมาณหนึ่งล้าน ช่องทางของ กศน.ถึงประชาชนตัวเลขค่อนข้างสูง แล้วไปถึงประชนทุกระดับ ถ้าใครอยากจะลงลึกก็จะมีหลักสูตรอบรมที่เราจะลงไปร่วมกับชุมชนต่างๆ กับผู้รู้ในพื้นที่แล้วก็จัดอบรมในระบบ 2-3 วัน แล้วก็ลงมือปฏิบัติจริง แล้วก็เรียนรู้จริง แต่หลักสูตรการเรียนรู้ต้องรู้ที่รากก่อนนะ รู้ที่มาที่ไปเหมือนที่ผมเล่าให้ฟังต้องรู้แก่นตรงนี้ รู้แล้วก็จะศรัทธา คืออันดับแรกหลักสูตรที่เราจะปลูกฝังสอนประชาชนเราจะปลูกฝังที่ศรัทธาก่อนเป็นสำคัญ ไม่ได้พามาแล้วมาทำปุ๋ยทำอะไรแล้วก็กลับไม่ใช่ เราจะเปลี่ยนวิธีคิดเป็นสำคัญ ปลูกศรัทธาเขาแล้วเปลี่ยนวิธีคิดเป็นสำคัญให้ได้ เรื่องทำไม่ใช่ปัญหา ถ้าเขาศรัทธาเขาก็จะแสวงหาทำด้วยตัวเขาเอง ไม่แน่จะดีกว่าเราด้วย
ที่เราให้ไปแต่เราก็มีให้เขาได้อย่างน้อยก็มีการให้ลงมือก็คิดว่า กศน. ทั้งประเทศซึ่งตอนนี้ผมว่าเขาเริ่มเข้าใจแล้วที่ผมพยายามพูด หลายๆ คนได้ฟังแล้วเริ่มศรัทธาเหมือนกับผม แล้วถ้าครูศรัทธาแล้วไปสร้างต่อที่ประชาชน สุดท้ายแล้วเราก็จะได้เครือข่ายได้คนที่เป็นคนมากขึ้น แล้วก็จะเป็นแบบบอกต่อมากขึ้น ก็คิดว่าจะช่วยได้ดีครับ

กระบวนการให้การศึกษาเรื่องของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
แล้วครูก็จะทำแบบนี้แต่ครูต้องสร้างหลักสูตรนะ แล้วกระบวนการที่ใช้ต้องใช้กระบวนการเดียว กระบวนการให้การศึกษาในเรื่องของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ใช้วิธีการเดียวกันคือ อบรมบ่มนิสัย ฝึกอบรมนี่แหละเราไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ เพราะฉะนั้น 2-3 วันนี้การจัดหลักสูตรที่ถูกต้องจำเป็นครับ ถ้าไม่ผ่านการฝึกอบรมมันจะไม่สามารถทำให้เขาระเบิดหรือสร้างศรัทธาได้ ซึ่งเรามีหลักสูตรของเราอยู่
ก็อันนี้ก็เป็นสภาวะที่ กศน.ก็เป็นห่วง การศึกษาที่เราจัดอยู่ในขณะนี้คนที่มาเรียนอยู่กับเราวัยก็อยู่ที่อายุ 15-30 ปีเป็นกลุ่มใหญ่มากที่ผมบอกว่าที่มีนักศึกษาภาครวมล้านสอง เชื่อไหม ประมาณ 40% มีคนที่มีอายุ 15-30 ปีก็คือเกือบครึ่งนะ แล้วก็อายุ 30 ขึ้นไปจนถึง 45 ปีก็อีกส่วนหนึ่ง คือ 2 กลุ่มรวมกันคือร้อยละ 80 ก็คือประมาณเกือบล้าน สองกลุ่มนี้ กลุ่มนั้นประมาณ 5 แสน เพราะมันประมาณ 40% ส่วนใหญ่ที่มาเรียนตรงนี้ กศน.ก็พยายามให้หลักคิดเขา เรามีหลักสูตรที่จะใช้วิธีสอนแบบที่ว่าให้เขาได้มีการเรียนรู้ด้วยการผ่านสือ โดยมีครูประจำใกล้ชิดก็คือเปิดโอกาสให้เขามาเรียน แล้วสิ่งที่ปรากฏคือคนที่เขากลับมาเรียน กศน.ที่เราเห็นก็คือคนที่คิดได้ เพราะฉะนั้นนักเรียน กศน.จะไม่มีปัญหาตีกัน เพราะว่าช่วงหนึ่งที่เขาต้องออกจากโรงเรียนมาเพราะว่าสภาวะบีบคั้นอะไรต่างๆ หลายคนไม่ได้กลับมาเรียนเลยนะ หลายคนโดนสังคมทิ้งไปนะ แต่หลายคนหันกลับมาเรียน แต่ส่วนใหญ่คนที่หันกลับมาเรียนส่วนใหญ่จะเป็นคนดี คนตั้งใจ คนหวังได้โอกาสครั้งที่สองของชีวิตโดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือ เราจึงพยามที่จะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยอะๆ เพื่อให้คนเหล่านี้เข้าถึงการศึกษาของเราแล้วจะได้ช่วยเขาให้มีโอกาส
รุ่นของ กศน.จะมีหลายรุ่นแล้วจะมีหลายอาชีพ เพราะเวลาเขามาเจอกันเขาได้บทเรียนจากเราส่วนหนึ่ง แต่บทเรียนที่เขาได้มากที่สุดคือเราใช้กระบวนการแบบพบกลุ่ม เน้นการพบกลุ่ม นี่จะทำให้เขาพบเพื่อนที่หลากอายุ หลากอาชีพ เพราะฉะนั้นโอกาสที่เขาจะได้ประสบการณ์ที่ดีมีค่อนข้างสูง

กศน.เปิดกว้างสร้างโอกาส
อย่างที่เรียนว่าท้ายที่สุดสิ่งที่เราคุยกันอยู่ที่เราพยายามทำ การสร้างช่องทางหรือการให้โอกาสคนให้มากที่สุด แล้วผมก็ทำความเข้าใจกับเขานะ ทำความเข้าใจกับทีมงานว่างาน กศน.นี้คืองานที่ต้องเชื่อในเรื่องของความแตกต่างระหว่าง บุคคล เมื่อเชื่อว่าคนแตกต่างกัน การเรียนต้องต่างกันไปด้วยเพราะฉะนั้นงานมันจะหลายหน้ามาก ดังนั้นคนทำงานต้องเชื่อคือเป็นข้อตกลงในการทำงานเลยนะ ที่ผมชี้แจ้งเขาข้อตกลงเบื้องต้น คุณต้องเชื่อว่าคนแตกต่างกันจริงไหม จริงแล้วเชื่อ เชื่อคุณก็ต้องทำตามนี้ตามเงื่อนไขด้วยความรู้สึกที่ดีด้วยความเข้าใจ จะการทำงานกลุ่มโน้นกลุ่มนี้แรกๆ ก็มีบ่น พอเราอธิบายคำนี้ไป เชื่อไหม คือคนเราถ้าคุยกันโดยเข้าใจ เขาโอเคเลย แล้วเขาไม่มีบ่น เรามีช่องทางทำที่สร้างโอกาส
สถานพินิจ สถานคดีเด็กและเยาว์ชนทุกจังหวัด พอศาลตัดสินแล้ว ท่านไม่สั่งให้เข้าสถานพินิจนะ บางครั้งท่านสั่งมาเรียน กศน.สั่งให้มาเรียน กศน.เลย ศาลทั่วประเทศครับตอนนี้เป็นอย่างนี้ เราก็รับมาบางทีให้เขาไปเรียนห้องสมุดประชาชน ใช้สถานที่เรียนนะ ห้องสมุดบ้าง ที่ กศน.ต่างๆ บ้าง คนเหล่านี้ก็มาเรียนแล้วก็เจอเพื่อน คล้ายๆ กับการคุมประพฤติแต่ใช้วิธีที่นิ่มนวลคือให้มาศึกษากับ กศน.เราก็รับนะ แล้วก็แรกๆ ก็อาจมีอะไรกันบ้าง แต่พอเขามาเจอเพื่อนที่หลากหลายคือเพื่อนเขาจะหลอมเขาเอง ฉะนั้นการพบกลุ่มสำคัญมาก แต่ถ้าเรียนแล้ว ใช้สื่อทางไกลแล้วไม่ต้องมาเจอเพื่อนอันนั้นใช้เฉพาะคนที่เก่งๆ อีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเป็นประชาชนทั่วไปแล้ว เราต้องมาเข้าช่องทางพบกลุ่ม แล้วพยายามจัดพบกลุ่มให้มาก โดยตรงนี้ก็ต้องเรียนว่าสถานการณ์คนไทยเรายังมีคนที่ไม่รู้หนังสืออยู่พอสมควรนะ จำนวนที่ กศน. ถืออยู่ประมาณสัก 3 แสนคน แต่ถ้าโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพูดไว้หลักล้านเลยนะ ล้านกว่าคน

“อย่าให้ใครว่าไทย”


แนวทางประชาสัมพันธ์เชิงรุก ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง


กรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติจริงของภาคประชาชน ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล คสช. โจทย์ที่ท้าทายก็คือทำอย่างไรให้แนวคิดเรื่องความพอเพียงเป็นเรื่องที่ไม่น่าเบื่อสำหรับประชาชนโดยเฉพาะเยาวชน ทำอย่างไรคนถึงจะเข้าใจว่าหลักความพอเพียงมิใช่การทำเกษตรผสมผสานเพียงอย่างเดียว หากหมายรวมถึงการมีคุณธรรมนำทางในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ของประเทศไทยก็คือ “การโกง”
นายอภินันท์ จันทรังษี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า กรมประชาสัมพันธ์ได้ร่วมมือกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และคณะกรรมการโครงการประสานงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) รวมถึงกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และส่วนสำคัญอีกหน่วยงานหนึ่งก็คือสมาคมนักโฆษณาแห่งประเทศไทย เพื่อจะทำงานด้านประชาสัมพันธ์เชิงรุกเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่ภาคประชาชน โดยกรมประชาสัมพันธ์มีเครื่องมืออย่างวิทยุ 147 คลื่นสถานี มีช่องโทรทัศน์ 12 แห่ง รวมถึงโซเชียลมีเดียต่างๆ มีประชาสัมพันธ์จังหวัดทุกจังหวัด มีอาสาสมัครประจำหมู่บ้านและชุมชนอยู่ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ส่วนเรื่องเนื้อหาวิชาการที่จะนำมาเป็นส่วนประกอบในการขับเคลื่อนได้จาก กปร. และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
“ทำยังไงให้ประชาชนรู้โดยสนใจ หรือให้เด็กเยาวชนได้เรียนรู้ ไม่ใช่บอกว่าพอพูดถึงปรัชญาฯ ทุกคนหาวแล้ว ทุกคนไม่กล้าสนใจกลายเป็นตำราเล่มใหญ่ที่น่าเบื่อ ทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นการเรียนรู้ที่ง่าย เรียนรู้แล้วน่าสนใจ สมาคมนักโฆษณาฯ เข้ามาช่วยเรา เราทำสัญญา MOU ร่วมกัน บันทึกข้อตกลงว่าเราจะจับมือกันแล้วผลักดันให้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่ประชาชนให้เข้าใจโดยง่าย”

หากใครเคยเห็นโฆษณาที่ชื่อว่า “ไทยฮุบ” “ไทยผีสิง” “ไทยเท” “ไทยหัวสูง” ก็คงจำกันได้ นั่นคือผลจากความร่วมมือดังกล่าว รณรงค์ปลุกจิตสำนึกคนไทยด้วยตัวโฆษณาที่ดูแล้วไม่น่าเบื่อ ฝีมือทีมงานจากสมาคมนักโฆษณาแห่งประเทศไทย ซึ่งเคยโด่งดังมาแล้วจากผลงานโฆษณา “ตาวิเศษ” หรือล่าสุด “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” ซึ่งถือเป็นการประชาสัมพันธ์รณรงค์อย่างเห็นผล เพราะเมื่อตัวโฆษณา “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” ออกไปได้ระยะหนึ่ง บรรดากระเช้าของขวัญก็ปราศจากเหล้าทันตา ถือเป็นการปลุกจิตสำนึกอย่างเป็นรูปธรรม
“เขาจะปล่อยคลิปออกมาในลักษณะไม่ให้รู้ว่ามาจากไหน มีคนส่งต่อกัน มันก็เป็นเทคนิคหนึ่งของสมาคมนักโฆษณาฯ เขาช่วยเราได้เยอะมาก ถามว่าถ้าเราทำในแบบราชการ ไม่มีใครอยากดูรูปแบบเก่าๆ เพราะฉะนั้นการทำงานในยุคปัจจุบันก็ต้องเปลี่ยน สิ่งเหล่านี้คือกระบวนการในการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อให้เยาวชน ให้คนรุ่นใหม่ดูกัน ถ้าไม่ทำแบบนี้เด็กเยาวชนไม่ดู หรือแม้กระทั่งผู้สูงวัยก็ตาม เคยมีคนพูดว่า ดูแล้วไม่รู้เรื่อง คนที่ผลิตก็บอกว่าเขาตั้งใจให้คนรุ่นเก่าดูไม่รู้เรื่อง เพราะรุ่นเก่าก็ต้องปล่อยไป ดูแลคนรุ่นใหม่ที่จะต้องเติบโตขึ้นมา”

คำว่า “ไทยฟุ้งเฟื้อ” อันเป็นชื่อหนึ่งของตัวโฆษณาที่ออกอากาศไป อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์พูดถึงที่มาว่า เด็กนักเรียน นักศึกษาเดี๋ยวนี้ต้องมีกระเป๋าแบรนด์เนม ต้องมีของดี บางคนต้องลงทุนไปเช่ามาใช้ ไม่น่าเชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริง อยากจะไปอยู่ในสังคมที่เรียกว่าไฮโซ กลายเป็นแนวคิดที่ผิด ทำให้เห็นว่าคนไทยนั้นต้องเปลี่ยน
“แม้กระทั่งเรื่องของ ‘ไทยเท’ บางคนโยนขยะทิ้งไปตามถนน เป็นเรื่องของคนมักง่าย สิ่งที่สะท้อนกลับมาคือ ณ วันนี้มีคนต่างชาติเปรียบเทียบคนไทยในทางลบ คนไทยจากคนที่มีอารยธรรม เป็นสยามเมืองยิ้ม เดี๋ยวนี้เจอหน้ากันก็ทะเลาะกัน ฝรั่งบอกว่า ‘don’t thai to me’ (อย่าทำเป็นไทยใส่ฉันนะ) กลายเป็นคำที่โจมตีให้คนไทยเสื่อมเสีย คนไทยต้องพลิกฟื้นกลับมาว่า ‘อย่าให้ใครว่าไทย’ อย่าให้ใครว่าไทยขี้โกง อย่าให้ใครว่าไทยมักง่าย อย่าให้ใครว่าไทยฟุ้งเฟื้อ”
นอกจากการรณรงค์ปลุกจิตสำนึก ปลุกจิตวิญญาณให้คนไทยรักศักดิ์ศรี “อย่าให้ใครว่าไทย” ตามหลักปรัชญาฯ ของในหลวงแล้ว นายอภินันท์มองว่าข้าราชการหรือหน่วยงานต่างๆ ก็จำเป็นต้องเอาหลักปรัชญาฯ นี้ไปปรับใช้ เพราะปัจจุบันเกิดเสียงเรียกร้องจากภาคประชาชนมากมายเกี่ยวกับการให้บริการของภาครัฐ (บางส่วน) ที่อาจจะมองว่าตนเองอยู่เหนือประชาชน ทั้งนี้ อดีตนายอำเภอเจ้าของรางวัลนายอำเภอแหวนเพชรหรือนายอำเภอของประชาชน และรางวัลข้าราชการตัวอย่าง ปี 2532 ย้ำว่า ราชการคือผู้ให้บริการประชาชน มิใช่เจ้าคนนายคนดังคำอวยพรจากญาติผู้ใหญ่ที่ว่า “ขอให้เป็นเจ้าคนนายคนนะ”

“ต้องเปลี่ยนทัศนคติกันใหม่ เพราะสอนมาผิดตั้งแต่เล็กๆ อวยพรว่าไปเป็นเจ้าคนนายคน เด็กหลายคนที่เติบโตมาก็เลยเป็นนายหมด บางคนเป็นข้าราชการเด็กๆ ก็รู้สึกว่าเป็นเจ้าคนนายคนแล้ว ซึ่งมันไม่ถูก อันดับแรกต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติก่อนว่าเราต้องเป็นผู้ให้บริการประชาชน ทุกตำแหน่งครับ ไม่ว่าจะเป็นมหาดไท กระทรวง ทบวง กรม คุณจะเป็นหมอ คุณก็มีหน้าที่ให้บริการประชาชน หมอก็ไม่ใช่นายประชาชน นายอำเภอก็ไม่ใช่นายประชาชน ผู้ว่าก็ไม่ใช่นายประชาชน ทุกตำแหน่งถือว่าต้องเป็นผู้ให้บริการประชาชน เพราะเราก็ต้องรับเงินเดือนจากภาษีอากรจากประชาชน”
“คนมาติดต่องานผมสั่งสอนลูกน้องเสมอว่า ‘คนมาติดต่อราชการนั้นทำงานตามหน้าที่ ไม่มีเรื่องบุญคุณ’ เขาจะมาแจ้งเกิด แจ้งตาย แจ้งย้าย ไม่มีบุญคุณ เพราะนั่นคือหน้าที่ที่เราต้องทำ ไม่ใช่ว่าจดทะเบียนสมรสให้คู่นี้แล้วจะเป็นบุญคุณตลอดชีวิต ไม่ใช่ นั่นคือหน้าที่ เราต้องปฏิบัติ นี่คือสิ่งหนึ่งที่เราต้องยึดถือ และเปลี่ยนแนวคิดใหม่ทุกตำแหน่ง”


“คนไปหาหมอ หมอที่โรงพยาบาลคุณก็กินเงินเดือน คุณไม่ใช่บริการฟรีนะ ฟรีนั้นเป็นเรื่องของรัฐ คุณหมอทั้งหลายท่านก็คือผู้ให้บริการประชาชน ทุกตำแหน่งอันดับแรกต้องมองให้ทะลุปรุโปร่งถึงหลักแนวคิดในการดำเนินชีวิตก่อน ฉะนั้นข้าราชการ ณ วันนี้ต้องเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ คุณอยู่ในตำแหน่งใดก็ต้องทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดีที่สุด อยู่กรมประชาสัมพันธ์ ทำประชาสัมพันธ์จังหวัด ทำหน้าที่สนับสนุนหน่วยงานต่างๆ ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร คุณเป็นตำรวจ คุณมีหน้าที่ดูแลปกป้องทุกข์สุขของประชาชน ประชาชนมีทุกข์มีภัยต้องดูแล บ้านไหนถูกยกเค้านั่นคือความบกพร่อง แสดงว่าคุณดูแลไม่ทั่วถึง หน่วยงานทุกหน่วยงานเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่น เทศบาล อบต.ทั้งหลายคุณต้องมีหน้าที่ให้บริการ ท้องถิ่น ขยะ เรื่องน้ำเน่า น้ำเสีย เป็นหน้าที่ครับ ทำแล้วไม่ต้องประกาศว่าเป็นบุญคุณของใคร เพราะไม่ใช่เงินส่วนตัวมาทำให้ประชาชน เป็นเงินจากภาษีของรัฐที่มาทำ สิ่งเหล่านี้ต้องปรับ เราต้องมีจิตวิญญาณของการเป็นผู้ให้บริหารและรับใช้ประชาชน”
หลังจากงานโฆษณาชิ้นต่างๆ ออกสู่สายตาประชาชน ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่เครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างตบเท้าเข้าร่วมมากมาย เพื่อร่วมผลักดันหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในรูปแบบและการปรับใช้กับหน่วยงานของตนเอง โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า

“อย่าให้ใครว่าไทย” ซึ่งถือเป็นวลีเด็ดที่เข้ามากระตุกจิตสำนึกภายในองค์กรต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
“ขณะนี้มีเครือข่ายที่มาร่วมกับเรา 90 กว่าองค์กรแล้ว เช่น SCG หน่วยงานภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชนเยอะมากเข้ามาร่วมขอเป็นองค์กรที่จะผลักดันต่อไป แต่ละองค์กรก็จะนำหลักปรัชญาฯ เหล่านี้ไปสู่องค์กรตัวเอง ซึ่งก็เรียนว่ามันขยายได้อย่างรวดเร็ว เป็นที่น่ายินดีครับว่า การที่ได้จับมือกันทำงานร่วมกับภาคเอกชนสามารถสร้างเครือข่าย ขณะนี้ในแต่ละหน่วยงานเขาก็ไปสร้างแนวคิดของตัวเอง ไปหน่วยงานไหนเขาก็บอกอย่าให้ใครว่าไทยเป็นอย่างนี้ อย่าให้ใครว่าองค์กรนี้ขี้เกียจ อย่าให้ใครว่าเราขี้โกง อย่าให้ใครว่าเราเอาเปรียบชาวบ้าน แม้กระทั่งภาคอุตสาหกรรมก็เอาไปใช้ บางคนบอกเอาไปใช้ยังไง ไม่ลงทุนเหรอ ไม่ใช่ การลงทุนของธุรกิจนั้นก็ต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท เช่น ต้องประเมินสถานการณ์โลกว่าเป็นยังไง ต้องประเมินสถานการณ์ผู้บริโภคว่าเป็นยังไง หลักดีมาน – ซับพลาย ไม่ใช่มีเงินก็ลงทุนอย่างเดียวโดยไม่ประเมิน แล้วต้องไม่เอาเปรียบประชาชนด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถเอาไปใช้ได้อย่างกว้างขวาง”
“ผมอยากจะกราบเรียนว่าพระมหากษัตริย์ไทยไม่มีที่ใดเหมือน พระองค์ดูแลพสกนิกรชาวไทยเหมือนลูกคนหนึ่ง ไม่ว่าจะให้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต หรือช่วยเหลือสนับสนุนเรื่องต่างๆ มากมาย ไม่ใช่เฉพาะพระมหากษัตริย์นะครับ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ถ้าท่านจะดำเนินชีวิตแบบกษัตริย์ทั่วไปก็ได้ แต่ท่านทรงเหน็ดเหนื่อย ทรงดูแลพี่น้องทั่วประเทศ มีคนกล่าวว่า ‘ไม่มีแผ่นดินใดในประเทศไทยที่ไม่มีรอยพระบาท’ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญครับ เพราะฉะนั้นคนไทยต้องตระหนักในเรื่องของความกตัญญูต่อพระองค์ท่านให้มาก” อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์กล่าวทิ้งท้าย

 

แผนที่มูลนิธิครอบครัวพอเพียง

Map