L1

L12

L2

L3

 L4
  runfordawn

KPP Main

 

ทางชีวิต จากดินสู่ดาว


พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ภาพชีวิต
แม่เที่ยวหาบผลผลิตจากไร่นาของเราไปแลกข้าวเปลือก ข้าวสุก หรือเนื้อชนิดต่างๆ ใครจะซื้อแกก็ขาย แตงกวา ฟัก ชะอม พริก และพืชผักสวนครัวตามแต่ฤดูกาล ถ้าเป็นสมัยนี้เขาเรียกกันให้ดูมีราคาว่าผักปลอดสารเคมี แต่สมัยของเราเมื่อห้าสิบปีที่แล้วนั้นยากจน ไม่มีถนนและไฟฟ้าใช้สะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน เราไม่เอาเงินที่มีอยู่น้อยนิดไปเสียให้ปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลง อะไรจะดีไปกว่าดินและน้ำ และหยาดเหงื่อแรงกายที่เรามีอยู่ ตั้งแต่ปลูกไว้กินในครอบครัว พอเหลือก็เก็บมาหาบขาย ปากท้องในครอบครัวผลักดันให้เราต้องดิ้นรน ไม่มีใครอยู่เฉยได้โดยไม่ช่วยงาน
เสียงพ่อปลุกพวกเราแต่เช้าตรู่ พวกเราพี่น้องทั้งหกคนต่างลุกขึ้นเพื่อไปทำงานที่ไร่เหมือนทุกวัน ไร่นาของพ่อก็เปรียบดั่งตู้เย็นหรือตู้กับข้าวให้เราได้อิ่มหนำ ดูเหมือนพื้นดินจะมีสัมพันธ์ซึมซับกับชีวิตจิตใจของเราตั้งแต่การทำนา ปลูกพืชผัก การจับปลาตามหนองน้ำและบึงต่างๆ ชีวิตของเราสัมผัสกับสิ่งเหล่านั้นมาตั้งแต่เด็กๆ มันไม่ใช่การทำเพื่อหวนกลับไปใช้ชีวิตพอเพียงแบบที่คนสมัยนี้เรียกกัน แต่สิ่งที่เราทำคือชีวิต คือปากท้อง และหน้าที่ที่ปฎิเสธไม่ได้
ครอบครัวเราผลิตอะไรได้ก็ต้องทำ นั่นคือสิ่งที่พ่อกับแม่ปฎิบัติให้เห็นตั้งแต่เราจำความได้ ปลาแห้ง พริกป่น มะนาว ข้าว และอะไรอีกหลายๆ อย่างของกินของใช้เล็กๆ น้อยๆ เราพยายามทำเอง แล้วก็เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วทำได้ โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ พ่อใช้วิธีนี้เพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด ลำพังเงินเดือนครูประชาบาลสองพันบาทในยุคนั้นไม่มากพอจะซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ให้ลูกทุกคนใส่ได้มากมาย เสื้อผ้าบางตัวผ่านลมหนาวมาแล้วไม่รู้กี่ฤดู เราก็ยังสวมใส่มันอยู่ แล้วก็พบว่ามันให้ความอบอุ่นแก่เราทุกๆ ครั้งที่ใส่ นี่คงเป็นวิธีสอนลูกของพ่อให้คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารูปลักษณ์สวยงาม
ที่เราต้องประหยัดอดออมถึงขนาดนี้ เพราะพ่อรู้ว่ายังมีเรื่องสำคัญกว่าชีวิตประจำวันที่สุขสบาย นั่นคือการศึกษา เงินและหนี้สินทั้งหมดในครอบครัวเราเพื่อการศึกษาของลูกทุกคน เมื่อสบตาใครแล้วลูกคนนั้นต้องได้เรียนหนังสือเท่าเทียมพี่น้อง ไม่ว่าพ่อจะเป็นหนี้ทั้งในและนอกระบบเท่าใดก็ตาม ทว่าการศึกษาที่ลูกทุกคนได้มาก็ต้องแลกกับความยากลำบากที่พ่อทุ่มเทด้วยชีวิต พ่อไม่รู้หรอกว่าลูกคนไหนจะได้เรียนหนังสือจนโตไปเป็นรัฐมนตรี เป็นนักกฎหมาย หรือเป็นอะไรก็ตามที่มีหน้ามีตาในสังคม สิ่งเดียวที่พ่อต้องการคืออยากให้ลูกมีภูมิคุ้มกันชีวิตในอนาคต
เวลาว่างของเราหมดไปกับงานไร่นา หาเล็กผสมน้อย ไม่ใช่เวลาวิ่งเล่นเหมือนเด็กคนอื่น เราจะมีพอกินพอใช้ได้ก็ด้วยสองมือสร้างทำ ระบบของพ่อซึมซับอยู่ในชีวิตจิตใจลูกทุกคน เมื่อพ่อกู้เงินให้เรียนแล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือไปเรียนให้คุ้ม แม้ระยะทางจากบ้านไปโรงเรียนในตัวอำเภอจะยาวไกลถึงยี่สิบกิโล แต่เราก็ปั่นจักรยานไปจนถึง บนถนนดินตามธรรมชาติ แน่นอนว่าเมื่อถึงฤดูฝนทีไรมันลำบากและเหนื่อยล้าหาที่เปรียบไม่ได้ เมื่อกลับมาถึงบ้านเราก็วางกระเป๋านักเรียนหันมาช่วยงานบ้านเหมือนเดิม พอปิดเทอมเราก็ไปรับจ้างตัดอ้อย แบ่งเบาเท่าที่จะทำได้ กว่าถนนดินแดงที่เขาว่าสะดวกสบายจะเข้าถึงหมู่บ้าน เราก็เรียนจนถึงชั้นมัธยมศึกษาแล้ว
พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หยุดเล่าครู่หนึ่งระหว่างการให้สัมภาษณ์ นึกถึงเรื่องราวชีวิตอันยากลำบากที่ผ่านมากว่าจะถึงวันนี้ หมู่บ้านยาง อำเภออู่ทอง ตำบลบ้านดอน อันเป็นแหล่งเกิดกายของเขา อยู่ห่างจากตัวเมืองสุพรรณราว 60 กิโลเมตร เมื่อ 50 ปีที่แล้วที่นี่ไม่มีฟ้าฟ้าใช้ ไม่มีถนนหนทางสะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ เด็กชายไพบูลย์นึกเห็นภาพตัวเองช่วยแม่ถือผักหาบไปขายได้ดี

สู่โลกกว้างโรงเรียนเตรียมทหาร
ทว่าถ้าโลกนี้มีพระเจ้าคอยประทานพรให้แก่มนุษย์จริงๆ พลเอกไพบูลย์คงมีพรสวรรค์ในด้านการเรียน เขาอาจเรียนอยู่บนความลำบากจากพื้นฐานครอบครัวก็จริง แต่กลับสอบได้ทุนการศึกษาเป็นที่หนึ่งมาตลอด ทั้งยังมีทัศนะรู้เท่าทันสถานการณ์ชีวิต ดังช่วงชั้นมัธยมศึกษาก่อนที่จะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้เป็นคนแรกของโรงเรียน
“ผมเรียนประถมที่โรงเรียนวัดยางสว่างอารมณ์ จนจบ ป.7 ก็มาเรียนต่อที่อำเภออู่ทอง ช่วงแรกปั่นจักรยานยี่สิบกว่ากิโลไปเรียน ก็เหนื่อยเริ่มไม่ไหว พอ ม. 3 ก็ไปอยู่วัด ต้องอยู่วัดเพราะว่ามันมีเวลาดูหนังสือ ก็ได้กินบ้าง ไม่ได้กินบ้าง แต่เราต้องการดูหนังสือ เพราะมันเริ่มที่จะต้องเข้าไปสอบแข่งขัน
อาศัยเป็นเด็กเรียนเก่งพ่อก็เลยให้ไปสอบโรงเรียนเตรียมทหาร ก็สอบได้เป็นคนแรกของโรงเรียน ตอนสอบก็นั่งขำ คือสอบแล้วผมก็ไม่อยากไปฟังผลนะ มีความรู้สึกว่ามันคงสู้เขาไม่ได้ พอไปดูรายชื่อก็สอบได้เลยได้เรียน พ่อแม่อยากให้ลูกเป็นนายร้อย ผมสอบได้ชื่อดังทั่วหมู่บ้าน ผมคิดว่าเป็นต้นแบบให้น้องๆ หลังจากนั้นมาโรงเรียนผมไปสอบโรงเรียนเตรียมทหารตลอด ”
ไม่ง่ายที่เด็กคนหนึ่งจะรู้หน้าที่และความสำคัญของการเรียน พลเอกไพบูลย์ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านั้น การย้ายมาอยู่วัดเพื่อทุ่มเทให้กับการเรียนและท่องตำรา ทำให้ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงเรียน แม้ช่วงหลังจะมีถนนดินแดงเข้าถึงหมู่บ้าน มีรถโดยสารรับส่งนักเรียน แต่มันก็ต้องใช้เงิน ต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อให้ทันรถ ขากลับจากโรงเรียนต้องรอเพื่อนๆ ที่โดยสารไปด้วยกันมาขึ้นรถจนครบถึงจะออกเดินทางได้ เวลาเหล่านั้นหมดไปโดยเปล่าประโยชน์ กว่าจะถึงบ้านก็เย็นมากแล้ว กว่าจะทำงานบ้านเสร็จก็หมดแรงทบทวนตำราและหลับไหลไปด้วยความอ่อนเพลียในที่สุด
เมื่อเข้าไปอยู่ในโรงเรียนเตรียมทหารได้ พลเอกไพบูลย์ไม่ค่อยเข้างานสังคมมากนัก อาทิเช่น งานเต้นรำ หรืองานที่ต้องใช้เสื้อผ้าสวยๆ เพราะตัวเองเป็นเด็กบ้านนอกที่ยากจน มีเสื้อผ้านอกเครื่องแบบอยู่สองตัว และอีกปัญหาคือเรื่องการเรียนที่มีพื้นฐานมาจากโรงเรียนต่างจังหวัด ซึ่งใครที่ย้ายเข้ามาเรียนในเมืองคงจะสัมผัสได้ไม่ยาก
“ต้องยอมรับว่าโรงเรียนต่างจังหวัดกับโรงเรียนในกรุงเทพฯ มันก็เหมือนปัจจุบัน คนอยากจะหนีเข้ามาเรียน แต่วันนี้ผมกลับไปโรงเรียนเก่าผมว่าเขาพัฒนาไปเยอะ คือความเท่าเทียมกันในด้านวิชาการ ความเท่าเทียมกันในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก เมื่อก่อนครูบาอาจารย์จะอยู่กรุงเทพฯ แต่เทคโนโลยีทำให้เด็กต่างจังหวัดมีการพัฒนาใกล้เคียงกันมากขึ้น
ผมเรียนวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนเก่าผมไม่มีเครื่องมือ ถามเพื่อนที่เรียนในเมืองมีห้องแล็บตั้งแต่มัธยม ผมไม่มีครูภาษาอังกฤษ ที่อื่นครูฝรั่งมาสอน ของผมครูพละมาสอนภาษาอังกฤษ แต่ใช่ว่าท่านไม่มีความสามารถ แต่มันขาดแคลนทั้งครูวิทยาศาสตร์ ครูสังคม แต่ท่านก็ถ่ายทอดให้ผมโตมาทุกวันนี้นะ ผมอยากให้เห็นภาพความแตกต่าง”
เมื่อถึงช่วงปิดเทอม พลเอกไพบูลย์กลับมาช่วยงานที่บ้านเหมือนอย่างเคย ภาพที่ชาวบ้านพบเห็นคือลูกชายคนที่สองในหมู่พี่น้องหกคนกลับมาช่วยงานที่บ้านด้วยการรับจ้างตัดอ้อยโดยไม่เหลือเงาของนักเรียนนายร้อยโก้เก๋อย่างที่ใครปรารถนากัน เพราะรากฐานที่แท้จริงของครอบครัวคือเกษตรกร เงินที่ใช้เรียนหนังสือได้ล้วนเป็นหนี้สินกู้ยืมทั้งนั้น จริงๆ แล้วเขายอมรับว่าอยากเรียนกฎหมายมากกว่า เพราะชอบความเป็นเหตุเป็นผลและมีตรรกะ แต่ถ้าไม่เข้าไปสู่โลกของนักเรียนเตรียมทหารตามคำของพ่อวันนั้น วันที่ขึ้นมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมอาจไม่ปรากฏ

จากสนามเรียนสู่สนามรบ
เมื่อจบเตรียมทหารพลเอกไพบูลย์เลือกทหารราบ จากพื้นฐานเป็นลูกชาวนามีชีวิตสัมพันธ์กับพื้นหินดินทรายมาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้เขาตัดสินใจเลือกไม่ยาก ทั้งที่จริงความเป็นนักเรียนเหรียญทองของเขาสามารถเลือกลงได้ทุกที่ ทุกทุนที่ทางการมีให้เขาสามารถสอบพิชิตได้หมดในอันดับต้นๆ แต่ชีวิตคนไม่สามารถกำหนดได้ด้วยตนเองเพียงอย่างเดียว ยังมีโชคชะตาอื่นๆ ประกอบเข้ามาอีกมากมาย พลเอกไพบูลย์มองย้อนชีวิตตัวเองอีกครั้ง ความจริงเขาสามารถสอบชิงทุนไปเรียนที่อังกฤษได้ แต่ทุนนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดคิด อีกครั้งที่เขามีสิทธิ์ไปเรียนแพทย์ทหารได้ แต่ก็มีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2519 เข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบที่เคยเป็นมา เมื่อผิดหวังจากโชคชะตาบางอย่างเขาก็เลือกที่จะอยู่กับปัจจุบัน
“ตอนนั้นเลือกเหล่า ผมเลือกทหารราบก็ยังไม่รู้เลยจะได้ไปอยู่ไหน เพราะว่ามันปรับใหม่ ช่วงนั้นวิกฤตเหมือนกัน มีการตั้งหน่วยทหารขึ้นใหม่เพื่อรองรับสงครามเวียดนามเราก็รู้ว่าต้องหนักแน่ เรื่องคอมมิวนิสต์ยังมีอยู่
ผมเลือกลงที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ที่บางเขน พอลงได้สามสี่เดือนได้ไปอยู่ตำบลตาพระยา จังหวัดสระแก้วเพราะว่าหน่วยต้องออกไปในพื้นที่ที่มีปัญหาสงคราม เขมรเริ่มอพยพกันที่หนองเขาอีด่าง ต้องไปดู ไปตั้งฐานกันตรงนั้น พอมันเริ่มแตก โดมิโน่มันเริ่มมาทีละขั้นๆ”
“ผมว่าผมโชคดีที่เรียนจบไม่กี่วันได้ไปอยู่สนามรบ” จากทฤษฎีในตำรากลายมาเป็นชีวิตจริงในพื้นที่สุ่มเสี่ยงสงคราม พลเอกไพบูลย์มองว่าเป็นเรื่องดีที่เขาได้ใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาทั้งในเรื่องการดูแลลูกน้อง เรียนรู้การเอาชีวิตรอดจากสนามรบ ซึ่งนายทหารชั้นผู้ใหญ่ทุกคนล้วนผ่านสถานการณ์แบบนั้นมาทั้งสิ้น
“ผมว่านายทหารชั้นผู้ใหญ่สมัยก่อนที่รบผมว่าท่านมีประสบการณ์ตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านผู้บัญชาการทหารบก ก็ออกรบกันหมดสมัยนั้น รุ่นผมเรียกว่าสงครามยังมี ทำให้เราเรียนจากตำราเอามาใช้ได้เลย ผมถึงบอกว่าผมโชคดี”
ที่ช่องพระพลัยเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่จำไม่ลืม ในสมัยที่พลเอกไพบูลย์ทำหน้าที่ทหารติดตามพลเอกอิสระพงศ์ หนุนภักดี ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 ขณะนั้น ดูแลแถบอีสานใต้ทั้งหมด พลเอกไพบูลย์เล่าว่าเขาได้เห็นการดูแลการรบ และเกือบจะทิ้งชีวิตไว้ที่นั่น
“กระสุนปืนใหญ่ตกในอ่างเกือบสองร้อยลูกและลูกที่ตกใกล้ตัวเรามันไม่ระเบิด เราจำได้ว่าเราเดินไปแถวนั้น พอเดินกลับมาและทหารช่างเดินไปตรงที่เราเพิ่งเดินกลับมาแต่ระเบิดเกิดทำงานทหารช่างคนนั้นขาขาด เราก็ว่าเราเพิ่งเดินไป โชคชะตาคน ผมก็เรียนรู้จากตรงนั้น
จากนั้นก็กลับมาเรียนเสนาบดี แล้วก็ไปบรรจุที่กรมยุทธการทหารบก เพราะผมเห็นว่ากรมยุทธการทหารบกยุคนั้นคือประเทศไทยจะใช้ยุทธการนำกองทัพในความรู้สึกผมเพราะว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง การกำหนดแนวทางจะใช้ยุทธการนำเรื่องอื่น ผมอยากไปอยู่กรมนี้เพราะได้เรียนรู้ ปีสองปีก็กลับมาเป็นผู้พันในกรมทหารราบ 11 แล้วก็เป็นผู้การ
ผมเป็นคนแรกที่เป็นผู้การกรมสามกรม เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 1 เป็นแม่ทัพที่ 1 แล้วก็มาเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งมันเป็นช่วงเดียวกับเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมด้วย”

ภารกิจกระทรวงยุติธรรม
“วันนี้ผมพยายามทำให้ประชาชนเรียนรู้เรื่องการพิสูจน์หลักฐานเข้ามาใช้ในกระบวนการยุติธรรม”พลเอกไพบูลย์มองว่า นิติวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังเข้าไม่ถึงความเข้าใจของประชาชนทั่วไป เช่น สิทธิในการเป็นพลเมืองไทย เรื่องสัญชาติ การตรวจสอบการทุจริต การติดตามคนหาย รวมถึงการพิสูจน์อัตลักษณ์ต่างๆ แต่ดูเหมือนว่านิติวิทยาศาสตร์ยังไม่ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายนอกเหนือจากโรงพยาบาล และหน่วยงานตำรวจเกี่ยวกับคดีความ ทั้งที่นิติวิทยาศาสตร์สามารถนำมาช่วยเหลือประชาชนในด้านการเข้าถึงสิทธิต่างๆ ได้
“นิติวิทยาศาสตร์มีบทบาทมาก แต่เราใช้กันน้อย ไม่แพร่หลาย จึงกระจุกตัวอยู่ตามโรงพยาบาล และตำรวจ แต่การนำนิติวิทยาศาสตร์เพื่อใช้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำกับสิทธิประชาชนไม่มีใครทำเรื่องนี้ เช่น การคืนสัญชาติ การพิสูจน์อัตลักษณ์ต่างๆ เพื่อติดตามคนหาย รวมถึงสามารถพิสูจน์หลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับนิติกรรม การฉ้อโกงด้วยลายมือ การปลอมแปลงเอกสารต้องใช้นิติวิทยาศาสตร์เข้าไปช่วยในการตรวจพิสูจน์ทั้งนั้นเรามักจะเคยชินกับการพิสูจน์ศพ หรือไปใช้ในโอกาสที่มีภัยพิบัติต่างๆ แต่เราจะไม่เข้าใจในเรื่องธุรกิจที่ใช้นิติวิทยาศาสตร์เข้าไปเชื่อมโยง ผมพยายามให้ออก พรบ.นิติวิทยาศาสตร์ที่จะตรวจสอบเรื่องเหล่านี้”
ต้องยอมรับว่าภารกิจของกระทรวงยุติธรรมมีมากมายหลายเรื่อง ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับประชาชนแทบทั้งสิ้น หนึ่งในนั้นคือกรมราชทัณฑ์ ซึ่งมีจำนวนผู้ต้องขังล้นเรือนจำด้วยคดียาเสพติด จากที่รองรับได้ไม่เกิน 200,000 คน ปัจจุบันมีผู้ต้องขังจำนวนกว่า 350,0000 คนพลเอกไพบูลย์มองว่าการจับผู้ต้องคดียาเสพติดทั้งหมดไม่ใช่วิธีบำบัดหรือเยียวยาผู้ต้องขังที่ตรงจุด การลงโทษเฉพาะรายใหญ่จริงๆ น่าจะลดจำนวนผู้ต้องขังได้มากขึ้น ส่วนผู้เสพรายย่อยควรถูกบำบัดรักษาในที่ที่เหมาะสม
“ประเทศไทยใช้ระบบการปราบ การจำคุก การลงโทษ เราก็พยายามทำเรื่องพวกนี้โดยการปรับปรุงเรือนจำที่แออัดให้เป็นเรือนจำความมั่นคงประมาณ 4-5 แห่ง นำผู้ต้องขังที่มีโทษสูงออกไปคุมขังภายในเรือนจำความมั่นคงและแยกเรือนจำพิเศษ เรือนจำเบาหรือเรือนจำชั่วคราว โดยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงประทานคำแนะนำให้หาภาคเอกชนมาร่วมกันทำ มีทั้งหมด 17 แห่งทั่วประเทศเพื่อดึงคนที่มีโทษลหุโทษ เพื่อจะพักโทษก่อนปล่อย แต่จะมีการฝึกอาชีพเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย
ผมกำลังให้ทบทวนโดยขอความร่วมมือกับศาล อัยการ เพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน วันนี้กระทรวงยุติธรรมแก้ไขร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด และร่างพระราชบัญญัติราชทัณฑ์พ.ศ. ...ซึ่งจะหนักตรงกระบวนการพิจารณาโทษโดยอัยการและศาล กฎหมายฉบับนี้ต้องยกย่องศาลยุติธรรม ท่านอัยการสูงสุดที่เปิดใจแก้ปัญหาผู้ต้องขังร่วมกับกระทรวงยุติธรรม กราบขอบพระคุณท่านเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งพระกรุณาธิคุณของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาที่ท่านทรงงานเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด และท่านทรงเป็นทูตประจำ ณ กรุงเวียนนา ท่านทรงเป็นองค์ประธานและดำริกับพวกเราในหลายเรื่องรวมทั้งการทำความเข้าใจกับศาลยุติธรรม อัยการ ทำให้เราเห็นภาพการแก้ปัญหาที่ถูกต้องทั้งเรื่องของการบำบัดเยียวยาการแยกประเภทของผู้กระทำผิด
ท่านทรงประทานความเห็นว่าการแก้ปัญหาไม่ได้ง่ายเท่ากับการซึมซับเพื่อทำความเข้าใจในคนประเทศ เพราะหลายคนอาจถูกผู้ที่ใช้ยาเสพติดกระทำต่อเขา มักจะใช้การปราบ การใช้กฎหมาย การบังคับใช้ด้วยวิธีรุนแรง ซึ่งผมเรียนว่าไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา
เราเห็นแล้วว่าเรือนจำมีความแออัดและไม่ใช่แหล่งฟื้นฟูผู้ต้องขังแต่ถ้าใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์หรืออีเอ็มมาใช้กับผู้ถูกคุมประพฤติดึงชุมชนครอบครัวมาช่วยในการบำบัดเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เราต้องให้ครอบครัวหรือสังคมเข้าใจอย่างเราเข้าใจ ไม่ให้รังเกียจบุคคลกลุ่มนี้ผมกำลังไปเน้นที่ชุมชน เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด”

ความพอเพียงกับครอบครัวของเรา
“ครอบครัวผมไม่ใช่ครอบครัวที่ร่ำรวย ครอบครัวผมต้องกู้เงินมาเรียนหนังสือ เด็กๆ พ่อแม่ต้องทำนา ต้องขายข้าวเพื่อผ่อนหนี้ แต่หนี้นั้นเกิดจากการที่พ่อลงทุนให้กับพวกเรา” ถึงวันนี้จากเด็กที่มีชีวิตอยู่กับพื้นหินดินทราย จนมาเป็นพลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้นับว่าผ่านอะไรมามากมาย แต่ที่สุดแล้ว พลเอกไพบูลย์เพียงหวังว่าจะกลับไปใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุราชการอย่างเรียบง่ายที่บ้านเกิด แบบที่พ่อเคยทำให้เห็น ชีวิตในวัยเด็กที่ผ่านมาคือภาพแขวนที่เขาและพี่น้องหวนระลึกไม่ลืมเลือน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยืนยันว่าพี่น้องทั้งหกคนถูกหล่อหลอมเหมือนกันหมดทุกคน นั่นคือพื้นฐานจากวัยเด็กที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับความลำบาก ครอบครัวจึงเสมือนโรงเรียนที่มีพ่อคอยสอนด้วยการกระทำ แม้จะมีบางครั้งคราวที่พี่น้องทั้งหกคนมานั่งคุยกันถึงความน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่มีเสื้อผ้าสวยๆ อย่างคนอื่นเขา มีแต่งานและงาน
เมื่อเวลาผ่านไปจึงรู้ว่าสิ่งที่พ่อทิ้งไว้ให้คือภูมิคุ้มกันชีวิตที่ไม่มีวันหมดอายุ ชีวิตพ่อและแม่คือตัวแทนแห่งความพอเพียงอย่างแท้จริงทั้งที่คนในครอบครัวเองก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
“แม้แต่เสื้อผ้าลูกก็ไม่ได้ซื้อให้อย่างมากมายทั้งๆ ที่ลูกก็อยากจะได้ แล้วลูกก็เกิดความรู้สึกว่าพ่อไม่ได้ดูแลเราด้วยซ้ำไป แล้วก็โตมาเราก็เข้าใจในสิ่งเหล่านั้น เพราะเขาต้องการให้ครอบครัวเราอยู่รอดมีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งได้ แล้วสิ่งที่พ่อทำก็คือภูมิคุ้มกันที่ในหลวงมีพระราชดำรัสไว้เป็นภูมิคุ้มกันให้กับพวกเรา เพราะเราอดทน ทำไร่ทำนา วันนี้เรารับราชการ เรามีเงิน เราไม่ไปกอบโกยในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเป็นภูมิคุ้มกันที่ผมอาจจะไม่ได้รู้สึกตัวด้วยก็ได้ แต่มันถูกซึมซับที่พ่อสอนเรามาทุกคน”
แม้ผู้เป็นพ่อจะจากไปแล้ว แต่คำสอน การกระทำต่างๆ ลูกหลานได้ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น วิถีชีวิตของพ่อเป็นแนวทางให้กับลูกหลานนำไปใช้ในสังคมยุคไหนก็ตามแต่ พวกเขาจะเรียนรู้วิธีการอยู่รอดจากพ่อไม่มีจบสิ้นซึ่งมีค่ายิ่งกว่าสมบัติล้ำค่าใดๆ เสียอีก
“ผมรู้สึกได้ว่าคนในหมู่บ้านอิจฉาแม่ผมมาก เขาพูดกันว่า “ลูกหลานจันเป็นรัฐมนตรี เป็นนักบิน ไม่มีใครมีความสุขเท่ายายจันหรอก” แม่ผมชื่อจันครับ ผมกับแม่เอาแตงกวาไปแลกข้าวเปลือก แลกข้าวสุก เอาผลผลิตจากไร่ กินเหลือ แม่ก็หาบไป ตอนเย็นหลังเลิกเรียนผมก็แบกไปกับแม่ผม เป็นลูกชายที่เดินไปกับแม่เอาผักเอาอะไรไปแลกข้าวกิน”
ทุกวันนี้ตำแหน่งหน้าที่วันหนึ่งก็ต้องโรยราไปแต่สิ่งที่เหลือคือเกียรติยศชื่อเสียงต่างหากที่จะดำรงอยู่ ไม่ใช่ตำแหน่งหน้าที่ แต่ตำแหน่งหน้าที่สร้างเกียรติยศได้ แล้วแต่ใครจะฉวยโอกาสเท่านั้นเอง เมื่อผมเกษียณอายุราชการเหลือไว้คนรุ่นหลังมาสานต่อ เขาจะคิดถึงผมในเรื่องงานที่ผมทำก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมก็อยากจะไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมเหมือนที่ผมเคยเกิดมา ผมเกิดกะดินกะทราย ผมเกิดกับต้นไม้ ผมเกิดมาปลูกผักปลูกหญ้าผมก็อยากกลับไปใช้ชีวิตตรงนั้น” พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา ยิ้มให้กับชีวิตตัวเองอีกครั้ง.
*******************

ปรัชญา ชีวิต แนวคิดและจิตใจ รัฐมนตรีมังสวิรัติ


นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้หนึ่งที่มีผลการเรียนดีมาตั้งแต่เด็ก ติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทยในสมัยของท่าน ทั้งยังร่วมกับภรรยา ทญ.สุภาพร เจริญเศรษฐศิลป์ ส่งต่อความรู้ความสามารถสู่ลูกชายทั้งสองให้เป็นคนไทยสองคนแรกที่ได้ไปเรียนคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษในระดับปริญาตรี ท่านเป็นจิตแพทย์เด็กชาวไทยที่ทำงานในประเทศอังกฤษ และเป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาวิทยาลัยลอนดอน หนังสือ “คำภีร์การเลี้ยงลูก” จึงเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ผ่านสายตาผู้อ่านมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2537 หลายท่านใช้เป็นแนวทางในการเลี้ยงลูกจนถึงปัจจุบัน ประวัติความเป็นมา ตลอดจนแนวคิดในการดำเนินงานและชีวิตจนประสบความสำเร็จของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ เป็นอย่างไร เชิญท่านผู้อ่านค้นคว้าเอาในบทสัมภาษณ์ดังต่อไปนี้เถิดครับ

ลูกคนจีน ไม่ขยันแต่ไม่ขี้เกียจ
เกิดที่กรุงเทพฯ ครับ ที่บางรัก บ้านอยู่ตรอกซุง เกิดในโรงพยาบาลจีนแห่งหนึ่ง (จำชื่อไม่ได้) เรียนหนังสือในโรงเรียนคริสต์ แล้วก็เรียนแถวบ้านโรงเรียนสัจจศึกษา แล้วไปต่อที่โรงเรียนวัดสวนพลู แล้วก็โรงเรียนวัดสุทธิวราราม เป็นศิษย์เก่าทั้งวัดสวนพลูและวัดสุทธิวราราม ครอบครัวเป็นคนจีน โตมาแบบคนจีนธรรมดาไม่ได้มีอะไรพิเศษครับ มีพี่น้อง 5 คน ผมเป็นคนโต มีน้องสาว 2 คน น้องชาย 2 คน น้องสาวสองคนเป็นหมอ น้องชายคนที่สี่เป็นหุ่นส่วนใหญ่ในเชียงใหม่ ซู อควาเรียม ที่มีอุโมงค์ใต้น้ำที่ยาวที่สุด ถือว่าเป็นนักธุรกิจ น้องชายคนเล็กอยู่กับแม่ ดูแลแม่เพราะแม่อายุมากแล้ว
ตอนเรียนที่วัดสุทธิฯ เรียนดี โรงเรียนเขาเกรงว่าจะได้ที่ 1 ของประเทศไทย เขาก็ไม่อยากให้ผมไปสอบที่เตรียมอุดมฯ ตอน ม.3 เราก็เลือกเรียนที่เดิมเพราะอยู่ใกล้บ้าน ผมคิดว่าเราไม่ได้เกิดในครอบครัวร่ำรวย ก็ต้องเรียนโรงเรียนของรัฐแล้วก็เรียนใกล้บ้าน ก็คิดว่าเป็นโรงเรียนที่ดี มีครูดีๆ หลายคน อาจารย์สมานสอนฟิสิกส์นะครับ อาจารย์เสียชีวิตไปแล้ว อาจารย์ดารุณี สอนคณิตศาสตร์ ผมว่าในโรงเรียนทั้งหมดคนไม่ได้ประทับใจโรงเรียน คนประทับใจครูดี อาจารย์สมานขนาดอาจารย์ป่วยเป็นโรคไต อาจารย์ยังทุ่มเทเรียกว่าทำให้เราเข้าใจฟิสิกส์ได้ดีเลยครับ ผมได้คะแนนฟิสิกส์ระดับต้นๆ ของประเทศ แล้วชอบฟิสิกส์
แล้วก็มาเรียนต่อที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ก็ไปเรื่อยๆ ไม่ได้เป็นคนขยันแต่ก็ไม่ขี้เกียจนะครับ ชอบอ่านหนังสือแต่ว่าไม่ได้เป็นหนอนหนังสือ อ่านแต่หนังสือเรียน ชอบเล่นปิงปอง เตะฟุตบอลเล็กน้อย ตอนนั้นชอบภาษาอังกฤษ ทุกวันนี้เพื่อนๆ ที่วัดสุทธิฯ และเพื่อนๆ ที่คณะแพทย์เขาจะบอกผมว่า คนอะไรไม่รู้ท่องศัพท์ในดิกชันนารีได้ทั้งเล่มเลย สมัยก่อนถ้าจะเป็นแรงบันดาลใจน้องๆ ได้ก็คือ ผมว่างๆ ผมเอาดิกชันนารีมาท่องแล้วก็มีครูภาษาอังกฤษที่ดี มีบุญคุณกับผมมากคือ อาจารย์สงวน วงศ์สุชาติ ตอนผมเรียน ม.3 ผมเริ่มตะหนักว่าภาษาอังกฤษผมไม่เก่ง โดยดูจากผลสอบแล้ว ผมพึ่งโรงเรียนรัฐไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ผมกำลังตามแก้ปัญหานี้อยู่ในฐานะรัฐมนตรี ท่านนายกก็มอบให้ผมดูแลเรื่องภาษาอังกฤษของประเทศ ผมก็รู้ตัวว่าไม่เก่งก็เลยเที่ยวเสาะแสวงหา สมัยก่อนนี้ก็ไม่มีโรงเรียนพิเศษเยอะแยะนะครับ ก็มีอาจารย์สงวน วงศ์สุชาติ ซึ่งสอนโรงเรียนเสริมหลักสูตรผมก็ไปสมัครเรียนที่วังบูรพา ผมก็เป็นลูกศิษย์จนผมอยู่ ม.5 ผมเรียนทุกวันเลย เรียนคอร์สที่สูงสุดของเขา คอร์สโทเฟล สมัยนั้นผมอยู่ ม.5 แต่ว่าเรียนเพราะว่าสนุกมากเลย อาจารย์สอนดีมาก อาจารย์สงวนก็ยังสอนอยู่ทุกวันนี้ ผมได้กลับไปหาท่านแล้วผมชวนท่านมาพักที่บ้านผม มาเที่ยวที่ประเทศอังกฤษ ท่านแก่แล้วแต่ว่าท่านยังเตรียมการสอนอยู่ก็เป็นอาจารย์ที่ทุ่มเท เป็นแรงบันดาลใจที่ดี ก็จากภาษาอังกฤษนั้นที่ทำให้ผมได้ดีจนทุกวันนี้

มีแฟนวัยเรียนใช่ว่าจะเสียการเรียน
พอจบจุฬาฯ ก็ไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่น เพราะว่าเป็นแฟนกันแล้ว (หันไปมองภรรยา) จะได้เดินทางไปมาง่ายหน่อย เขาเรียนคณะทันตแพทย์ ผมจีบเขาตั้งแต่เขาเป็นนักเรียนเตรียมอุดมที่จุฬาฯ ผมอยู่คณะแพทย์จุฬาฯ ผมก็จีบเด็กเตรียมฯ เขาเป็นเพื่อนน้องสาวผมที่เป็นหมอ น้องสาวผมเขาเรียนเตรียมอุดมฯ ก็เลยสนิทกัน ผมก็จีบเขาเป็นแฟนกันตลอดจนกระทั่งเรียนจบแพทย์ ช่วงนั้นช่วยกันเรียน เรียนดีทั้งคู่เลย คือเราทั้งสองคนไม่เที่ยว ไม่ได้หลงแสงสีเสียง

จุดเปลี่ยน ตามรอย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
ตอนนั้นผมอยู่ปี 5 ชีวิตเริ่มเปลี่ยนไปเพราะว่ารู้จัก ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ถึงจุดหนึ่งผมก็เดินลอยตามอาจารย์อาจองตั้งแต่เริ่มทานมังสวิรัติ เริ่มแสวงหาครูอาจารย์ที่สอนเรื่องเกี่ยวกับชีวิต ก็เลยไปอินเดียหลายครั้งมาก ส่วนใหญ่ไปกับ ดร.อาจอง แสวงหาความจริงตั้งแต่ปี 4 ปี 5 จนกระทั้งเรียนจบ รู้จักอาจารย์ตั้งแต่แกมาบรรยายที่ชมรมจิตศึกษาในมหาวิทยาลัย ผมชอบคำสอน แกสอนให้เราทำดี มีชีวิตพอเพียง มีความสงบสุข ผมก็เลยมีครูทางชีวิตที่ดีอีกท่านหนึ่ง เราถือว่าการเรียนพูดง่ายๆ ก็คือปฏิบัติธรรมไปด้วย
อาจารย์สอนเรื่องสมาธิ แต่ผมเองเป็นคนชอบทำงานก็เลยคิดหาสมาธิในงานดีกว่า พอจบปีที่ 6 ผมก็ไปใช้ทุนจิตเวชที่ขอนแก่น อยู่ได้2 ปี ก็สอบได้ทุนรัฐบาลไทยไปเรียนต่อสาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่นที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ เลยไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ตามไปทั้งคู่ ไปแต่งงานมีลูกที่โน้น อยู่ที่อังกฤษเป็นช่วงๆ ช่วงแรก 4 ปี กลับมาเมืองไทยได้ 2 ปี ทางอาจารย์ก็ชวนกลับไปอยู่อีกปี 1 กลับมาได้อีก 4-5 ปี ทีนี้ทางอังกฤษก็ชวนให้ผมไปอยู่ที่อังกฤษเป็นการถาวร ไปเป็นอาจารย์สอนแล้วก็เป็นแพทย์อาวุโส ได้ตำแหน่งสูงสุดที่มหาลัยลอนดอนแล้วก็เป็นจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นระดับอาวุโสสุดของเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งใกล้ๆ ลอนดอนชื่อเมืองโคล์เชสเตอร์

กำเนิดสัตยาไส คำสอนเรื่องคุณค่ามนุษย์
กลับมาจากอังกฤษปีแรกๆ ก็สร้างโรงเรียนสัตยาไสร่วมกับอาจารย์อาจอง สัตยาไสเกิดจากคำสอนเรื่องคุณค่าการเป็นมนุษย์ที่อาจารย์อาจองได้บรรยาย แล้วก็มีอาจารย์ผมอีกท่านคือท่านสัตยาไสที่อินเดีย ท่านบอกว่าเราควรใช้ชีวิตนี้ในการสอนเด็ก ท่านสัตยาไสเป็นนักบุญที่ประเทศอินเดียที่เราเคารพนับถือ เลยเอาชื่อท่านเป็นชื่อโรงเรียนเพราะว่ามีโรงเรียนที่ใช้ชื่อท่านทั่วโลกแล้ว มีปรัชญาหนึ่งคือ เรียนฟรี เสียเฉพาะค่าใช้จ่ายตัวเอง รับเด็กทั่วประเทศ ตอนแรกๆ ไม่ค่อยมีคนมาเรียน ตอนนี้แย่งกัน เพราะเรารับ 30 คนต่อปี ถึงตอนนี้เรามีครบทุกชั้นแล้ว อนุบาลจนถึงมัธยมปลาย ทีนี้ค่าใช้จ่ายเยอะมาก ไม่พอ หลังจากผมกลับมาเมืองไทยผมก็ได้หาเงินให้กับโรงเรียนโดยผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทห้างร้านต่างๆ เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัทปูนซีเมนต์ หลายที่ช่วยกันและความกรุณาจากคุณอานันท์ ปันยารชุน ช่วยให้โรงเรียนตอนนี้อยู่ได้ค่อนข้างดี
เด็กที่โรงเรียนพูดภาษาอังกฤษได้ทุกคนเลย เนื่องจากเรามีครูฝรั่ง โดยเราจะเปิดสอนให้มีปรัชญาทางการศึกษา ฉะนั้นคนฝรั่งเขาก็อยากมาดูมาเรียน สัตยาไสถึงวันนี้ก็ 23 ปีแล้ว

กับตำแหน่งรัฐมนตรีที่ดูแลครูทั้งประเทศ
หนึ่งเราต้องโฟกัส สองเราทำเรื่องใหญ่ๆ ที่เป็นรากฐาน ผมกำหนดที่เป้าหมายเลย เปลี่ยนแปลงการประเมิน เช่น ปีแรกจะมีการออกข้อสอบแบบอัตนัย 20 เปอร์เซ็นต์ เด็กจะได้เขียนเป็น คิดเป็น ไม่งั้นเขาก็นั่งวงอยู่นั่นแหละ ครั้งแรกจะมีการเปลี่ยนแปลงการประเมิน เดี๋ยวเราเริ่มวิชาเดียวก่อน เดี๋ยวเขาไม่เคยชิน เริ่มจากภาษาไทย เขาไม่เคยชินแต่ถ้าเราไม่สอบเขา เขาก็จะไม่เป็นเลย ผมก็ได้รับมอบหมายเรื่องของกลยุทธ์การยกระดับภาษาอังกฤษทั่วประเทศซึ่งก็เดินไปเยอะแล้ว เรื่องการประเมินคุณภาพโรงเรียน เรื่องการดูแลหน่วยประเมินไม่ว่าจะเป็น สมศ.หรือการประเมินภายใน การประกันคุณภาพว่าโรงเรียนเรามีคุณภาพนะ สิ่งเหล่านี้กำลังเดินหน้าอยู่

รัฐมนตรี หน้าที่คือหน้าที่
เรามีหน้าที่ก็ต้องทำตามหน้าที่ คือผมไม่อยากจะดัดจริตว่าห่วงประเทศแต่ถือว่า หนึ่ง งานมันท้าทาย สอง งานมันมีปัญหาอยู่ แล้วท่านนายกไว้ใจเป็นเรื่องท้าทายแล้วก็เป็นหน้าที่ที่จะช่วยให้เด็กยกระดับการศึกษาโดยเฉพาะมาตรฐานให้สูงขึ้น ก็คิดว่าใช้โอกาสนี้ทำเต็มที่ ก่อนเปลี่ยนเด็กต้องเปลี่ยนครูก่อน คือมีขบวนการที่จะต้องเปลี่ยนครูเพราะครูจะต้องเกษียณอีกเยอะ สองแสนคนในสิบปี
มันมีหลายเรื่อง เรื่องธรรมาภิบาล เรื่องการทุจริต คือผมสังเกตดูข้าราชการเขาคิดถึงตัวเองก่อนเด็กจำนวนหนึ่งนะครับ ครูดีๆ ก็มีแต่ว่าเราโทษเขาไม่ได้ เราก็สร้างระบบเพื่อให้ระบบมันออกแบบเพื่อเด็ก ไม่ใช่ระบบมันออกแบบเพื่อครู ยกตัวอย่างเช่น เงินที่กระทรวงที่เพิ่มขึ้นไปดูสิครับมันเพิ่มที่ครูมันไม่ได้เพิ่มที่เด็ก
เงินเดือนครูไทยมากไม่แพ้ประเทศอื่นนะครับ คือถ้าแพ้ก็แพ้สิงคโปร์กับมาเลเซีย แต่ที่เหลือเราไม่แพ้ ยืนยัน จริงๆ แล้วครูรายได้มากพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองได้ แต่เราก็มีครูหนี้เยอะที่สุด ของออมสินก็ 5 แสนล้าน รวมทั่วประเทศก็มากกว่านี้
การยกระดับคุณภาพครูก็เป็นเรื่องทาย คิดว่าทำได้ แต่ว่าแค่ในก็ต้องประเมินตัวเองเป็นระยะ พูดตรงๆ คือเราก็ต้องดู หนึ่ง เราได้ผลแค่ไหนเพราะว่านโยบายที่ออกไปบางทีมันไม่ได้ผลตามที่ต้องการ เราก็ต้องค่อยดูว่ามันไปถูกทิศถูกทางหรือเปล่า อันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ผมว่าคนทำงานทุกคนต้องคิด อย่าไปคิดว่าสิ่งที่เราคิดแล้วตั้งใจดีมันจะได้ผลตามต้องการ ต้องถามตัวเองว่าสิ่งเราคิดนี่ทำไมคนอื่นต้องอยากทำสิ่งที่เราคิด นโยบายต่างๆ ทำไมครูต้องทำเรื่องที่ผมบอก ไม่ใช่ไปสั่งแล้วเขาจะเปลี่ยนเราก็คิดแล้วก็ต้องออกแบบระบบ

สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กในระบบการศึกษา
ทราบไหมอย่างผมไปถามทำไมคนถึงอยากเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยรัฐ มีแต่เรื่องไปหมดนะ สุดท้ายผมพึ่งทราบว่าเขาได้สายสะพาย เขาอยากได้สายสะพาย เขาอยากได้เกียรติ สมัยก่อนก็มีเรื่องการซื้อขายสายสะพายคือหลายคนอยากได้ แต่ไม่อยากทำงานหรือเข้ามาทุจริตก็มี เพราะฉะนั้นคำถามของผมก็คือว่า ทำไมเขาต้องทำนโยบายนี้ด้วย เช่น ภาษาอังกฤษ ยกตัวอย่าง ถ้าเราไม่เริ่มจากเรื่องพวกนี้นะ ทำไมเด็กต้องพูดภาษาอังกฤษด้วย ไปบอกเด็กบ้านนอกอาเซียนสำคัญ ทำไมต้องพูด ถ้าเขาไม่มีความจำเป็นต้องพูดเลยเขาไม่สนใจจะเรียนหรอกครับ เขาต้องเห็นตัวอย่างที่ดีว่าเรียนภาษาอังกฤษดี อย่างเช่น สมมุติคนที่เป็นนักศึกษาแพทย์หรือหลายคนที่ทำงานกับผมเขาเห็นผมเป็นตัวอย่างการที่ผมใช้ภาษาอังกฤษได้ดีทำให้ผมประสบความสำเร็จในต่างประเทศ ก็มีรุ่นน้องอยากเป็นแบบนี้ แต่ตัวผมจะเป็นตัวอย่างให้เด็กที่อยู่ไกลก็คงจะยากหน่อย เราก็ต้องหาคนใกล้เคียงเขาที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเดือนหน้าก็จะเริ่มเป็นแคมเปญใหญ่ทั่วประเทศ ทำไงให้เด็กเขาพูดภาษาอังกฤษ อยากเรียนภาษาอังกฤษก่อน
ยกตัวอย่างทีมที่ปรึกษาผมเขาจะเอาคุณจา พนม หรือโทนี่ จา แต่ก่อนเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เดี๋ยวนี้ภาษาอังกฤษสื่อสารระดับชั้นยอด สามารถให้สัมภาษณ์นักข่าวฝรั่งที่ฮอลลีวูดเป็นภาษาอังกฤษได้ เล่นฟาสต์แอนด์เดอะฟิวเรียส จา พนมจากเด็กยากจนตอนนี้ผมว่ารายได้เป็นหลักล้าน เขาก็จะมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้ แล้วก็จะมีอีกหลายคนที่ประสบความสำเร็จ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจแรงกระตุ้น ทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เด็กโดยเฉพาะ ให้เด็กบ้านนอกอยากเรียนภาษาอังกฤษ คือเราสร้างแรงบันดาลใจก่อนไม่ใช่มาร์เก็ตติ้งนะ ฉะนั้นเราก็เตรียมครู
ประเทศไทยจริงๆ เข้าถึงระบบการศึกษาได้เกือบ 100% แต่ว่าหลุดไปกลางทางเยอะมาก ที่หลุดส่วนใหญ่ยากจน ต้องออกมาช่วยถิ่นฐานพ่อแม่เขา คือเด็ก 10 คน พอเข้า ม.1 ตัวเลขที่เป็นทางการก็คือ 4 คนแค่นั้นที่เข้ามหาวิทยาลัย แล้วพอ 4 คนมีคนเดียวแค่นั้นที่พอจบแล้วปีแรกได้งานทำ แต่ตัวเลขที่ชัดเจนที่สุด มันสัมพันธ์กับความยากจน ความเหลื่อมล้ำ จาก 10 ตกไป 6 สำเร็จ 4 มหาลัย 1 แต่ 6 คนที่ตกไป มีบางคนไปเข้าอาชีวะประมาน 2-3 คน ไปเข้าอาชีวะลดลงแต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะให้คนออกจากโรงเรียนกลางคัน มันก็คนละเรื่องกัน ที่นี้ กศน. ก็ไปเกี่ยวข้องกับคนที่หลุดออกไปหรือว่าคนที่ไม่จบ ในระบบเข้าดูก็มีตัวเลขเยอะหรือเด็กบางคนก็เรียน กศน.เหมือนสมัยผมเด็กๆ ไปเรียนสอบเทียบข้ามไปข้ามมามันมีตัวเลขซ้ำซ้อนอยู่เยอะ
เออีซีอย่าไปคิดเรื่องภาษาอังกฤษอย่างเดียว มีหลายเรื่องที่ต้องเตรียม กระบวนการคิด กระบวนการเตรียม เรื่องงาน เรื่องแรงงาน เรื่องเราจะอยู่กันอย่างไร เรื่องกฎหมาย สารพัดเรื่องเออีซี ตอนนี้ไม่เออีซีก็เหมือนเออีซีอยู่แล้ว เรามีแรงงานต่างชาติอยู่ 3 ล้านคน รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลชุดแรกที่จดทะเบียน 2 ล้านกว่าคน เรียกว่ามีตัวเลขที่ชัดเจน บางชุมชนลองไปสิครับ เข้าไปไม่มีคนไทยเลย

หลักในการทำงาน คือบ้างาน
คือผมยึดหลักอันเดียว น้องๆ ก็คงเห็นผมทำงาน คือผมบ้างาน แล้วเวลาทำงานซีเรียสคือเอาจริงเอาจังต้องศึกษาให้รู้จริง ไม่รู้ก็ถามผู้รู้อย่างผมสนใจเรื่องประเมินผมไม่คิดว่าผมรู้มาก ไปนั่งอ่านหนังสืออ่านแล้วคนไหนเก่งผมก็เชิญเขามาพบ เราก็ขอความรู้ความช่วยเหลือ คือเราก็ต้องทำหน้าที่ของเรา ผมก็ไม่อยากบอกว่าให้ดีที่สุดเพราะใครจะบอกได้ว่าดีที่สุด แต่เราก็มีภาระหน้าที่ ผมไม่ชอบเลยบอกทำหน้าที่ให้ดีที่สุดมันนามประธรรมเกินไป คือเป็นรูปธรรมคือคุณต้องหาให้ได้หน้าที่คุณนี่ คือสิ่งที่เราเข้าไปผูกพันแล้วในกรณีที่ผมเป็นรัฐมนตรีผมก็ต้องดูว่าหน้าที่ผมคืออะไร หน้าที่รัฐมนตรีไม่ใช่ไปล่วงลึกลงไปแล้วทำในรายละเอียด เราเป็นผู้กำหนดนโยบาย บางเรื่องเขาจะลากเราลงไปจัดซื้อจัดจ้างอะไรอย่างนี้มันไม่เกี่ยว คนที่เข้าไปยุ่งเขาต้องการผลประโยชน์ ผมมีหน้าที่วางนโยบายต้องรู้จริงว่านโยบายนั้นมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร จะทำกันอย่างไร ทำไปแล้วมันจะเกิดผลอะไร ทำไมต้องมาทำนโยบาย มันต้องคิดเยอะ
เพราะฉะนั้นการทำหน้าที่ของเราต้องรู้มันจริงๆ ว่าหน้าที่เรามีอะไรเกี่ยวข้อง แล้วเรามีช่องว่างอะไรที่เราต้องการความช่วยเหลือ แต่อย่าอวดเก่ง แต่ถ้าเราทำเพื่องานทำเพื่อหน้าที่มันก็ไม่มีเรื่องของเรา ก็ไม่มีสิ่งที่ท่านพระพุทธทาสสอน ตัวกูของกู แล้วก็ไม่ต้องมีเครดิตอะไรถามว่าคุณมีสิทธิ์ภูมิใจไหม มี แต่ห้ามเคลมเครดิต เพราะว่าคุณมีหน้าที่ทำ แต่เราต้องรู้ว่าเรามีหน้าที่ต่ออะไร
มนุษย์เรามีหน้าที่หลายหน้าที่ ในการทำหน้าที่หนึ่ง หน้าที่อื่นห้ามเสียนะ คนที่ทำงานไม่เป็นคือ พออ้างว่าเป็นรัฐมนตรีบ้างาน หน้าที่ต่อครอบครัวก็เสีย ในฐานะเป็นลูกก็เสีย ในฐานะเป็นพ่อก็เสีย ในฐานะสามีก็เสีย เราต้องแบ่งพูดง่ายๆ มนุษย์เรามีหน้าที่หลายอย่าง ในการทำหน้าที่ในแต่ละด้านนี้ เราต้องใช้ปัญญามันจะเกี่ยวพันธ์กันเวลาเราพูดถึงธรรมะหรือการดำรงชีวิตนี้ การที่เราจะต้องอยู่ด้วยกันเราควรจะทำหรือไม่ทำอะไรมันต้องมาคิด คุณต้องรู้หน้าที่คืออะไร แล้วก็ต้องรู้ตัวเองขาดอะไรที่จะทำให้หน้าที่ตรงนั้นสำเร็จ

ความภูมิใจของพ่อ
ด้วยความภูมิใจคือลูกผมเกิดที่ประเทศอังกฤษทั้งคู่แล้วเขาก็กลับมาอยู่เมืองไทยช่วงหนึ่ง แล้วเขาก็ตามผมกลับไป เรียนแพทย์ทั้งคู่เรียนที่เคลมบริดจ์ เป็นคนไทยสองคนแรกที่ได้เรียนที่เคลมบริดจ์ แล้วเป็นคนไทยสองคนแรกที่ได้เรียนที่เคลมบริดจ์ระดับปริญญาตรี ไปเรียนปริญญาโทเอกมีเยอะแยะ แต่ปริญญาตรีเข้ายากมากคนอังกฤษเองก็เข้ายากมาก คนโตอยู่ปี 6 คนเล็กอยู่ปี 3 แล้ว ลูกก็เหมือพ่อเหมือนแม่มากเลยคือเขาใฝ่หาความรู้ เขาสนใจเรื่องการเมืองการปกครองทั้งคู่เลย อย่างลูกชายผมเล่าให้ฟังวันก่อน ลูกชายผมนั่งรถอยู่กับผมแล้วเห็นรถเบนซ์ข้างหน้าถูกจับแล้วตะเบ๊ะให้รถเบนซ์ คือถูกจับแล้วรอดใช้เส้นใช้สาย ลูกชายก็พูดประเทศไม่มีอนาคตเพราะขาดธรรมมาภิบาล มันไม่ดี ลูกชายคนเล็กก็เตือนผมตั้งนานแล้ว ระวังนะป๋าจะทุจริตได้ ผมถามทำไมหละตอนนั้นเขาอายุสัก 10 ขวบเศษๆ เขาบอกผมสังเกตเมืองไทยยังซื้อดีวีดีที่ห้างเลย ที่มาบุญครองมันของเถื่อนนะป๋า ถ้าเล็กๆ น้อยยังเอาต่อไปจะแย่ เขาก็สอนผมนะ
เพราะฉะนั้นสองหนุ่มนี่ก็เป็นเด็กดีมาก แล้วก็ทานมังสวิรัติตั้งแต่เกิดไม่เคยทานเนื้อ เหมือนกันเขาทำอะไรก็เหมือนผม เอาจริงเอาจัง คนโตจะจบแล้ว จบแล้วก็คงจะอยู่อังกฤษเพราะเขามาเมืองไทยแล้วผมคิดว่าเขาเป็นคนที่ใฝ่รู้ ให้ผมเดาเส้นทางคงใกล้ๆ ผม พอตั้งตัวตัวสติได้เขายังจะหาความรู้อยากจะทำวิจัย เขามาดูเมืองไทยแล้วมันทำไม่ได้ เราไม่พร้อม เขาเลยคิดว่าจะไปอังกฤษหรือว่าสหรัฐอเมริกา อันนี้คือความปรารถนาของเขา แต่ได้ไม่ได้อีกเรื่องหนึ่ง

เทคนิคลูกเก่ง เป็นคนดี พ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกเอง
ผมให้เครดิตสำคัญที่สุดคือภรรยา สำคัญที่สุดพ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกเอง ภรรยาผมเป็นหมอฟัน ถ้าตั้งหน้าตั้งตาหาเงินป่านนี้คงมีเงินเพิ่มขึ้นอีกหลายล้านแต่ไม่มีประโยชน์ เวลาที่ผ่านไปมันซื้อด้วยเงินไม่ได้ ใครจะเลี้ยงลูกได้ดีเท่าเรา สิ่งมีชีวิตเลี้ยงลูกได้เองมีไม่กี่ชนิด เราเอาไปให้คนอื่นเลี้ยงคิดว่าเขาจะรักเหมือนเราหรือ เงินมันซื้อคนใช้มาเลี้ยงลูกได้แต่มันซื้อความรักไม่ได้ เงินซื้อยาได้แต่ซื้อสุขภาพไม่ได้ ก็เหมือนกัน แม่ไม่เลี้ยงลูกใครจะเลี้ยงดีได้เท่าแม่นี่คือปรัชญา สองหนุ่มจะใกล้ชิดแม่มากแต่ไม่ได้ติดแม่นะ การที่แม่เลี้ยงทำให้เขาเป็นตัวของตัวเองสูงขึ้น มั่นใจในตัวเองอะไรต่อมิอะไรโดยไม่หยิ่งยโส เขาเสียสละมาก ทุกวันนี้เขายังบอกผมว่าชีวิตเขาสบายอยู่แล้วที่อังกฤษ เพราะชีวิตเรานั้นสบายที่อังกฤษ สงบ ทำงานเก้าโมงถึงห้าโมง ก็เป็นชีวิตที่ดีครอบครัวอยู่พร้อมหน้า ผมอยู่โคลเชสเตอร์จากเคมบริดจ์แค่ 40 ไมล์เอง คือผมไปหาเขาได้ทุกอาทิตย์ ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงแล้ว เคมบริดจ์ก็เป็นเมืองที่สวยคืออยู่สบายๆ อยู่แล้ว เขาบอกเขาก็มีหน้าที่ภรรยาก็ต้องตามมาไทย เห็นลูกปิดเทอมเขาก็กลับไปอยู่กับลูกที่อังกฤษไปๆ มาๆ ทิวลิปเก่ง ฝึกอบรมมาเยอะจบภาษาอังกฤษสูงสุดของเคมบริดจ์ที่อังกฤษ เทนนิ่งทางด้านการเรียนการสอน
มุมมองด้านปรัชญของเศรษฐกิจพอเพียงตามหลักจิตวิทยา
คือน้องที่ทำงานด้วยกันเขาจะรู้ดีกลางวันผมกินมาม่าผัดเจ 35 บาท ผมกินน้อยไม่ค่อยใช้ตังค์ กินเจตลอด 31 ปีแล้ว ก็ทุกวันมันจะได้ง่ายไง ผมไม่อยากใช้เวลากับการกินเยอะ พระเจ้าอยู่หัวบอกเศรษฐกิจพอเพียงคนมีน้อยก็ใช้น้อย คนมีมากก็ใช้มาก คนมีมากในที่นี้คือเอาเงินมาทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แล้วก็รู้จักประมาณตน คือผมคิดว่าถ้าชีวิตเราไม่ติดอยู่กับเรื่องกินเที่ยวฟุ้งเฟ้อนะ ทุกคนก็จะเหลือมันจะใช้อะไร ทุกวันนี้กินกี่บาทเอง กลางวันผมกิน 35 บาท ตอนเย็นส่วนใหญ่ภรรยาทำ หรือออกไปซื้อร้านเจ ง่ายๆ ไม่เห็นต้องคิด แล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรถ้าไม่มีร้านไหนก็สั่งผัดผักก็ได้ ตื่นขึ้นมาก็คิดแต่เรื่องงานทั้งวันทั้งคืนมาทำงานก็มีรถบริการ ก็ถึงบอกว่าอย่าไปบ้ากับตัวเองเลยมันก็พอเพียงแล้ว ถูกไหม คนที่ไม่พอเพียงเพราะมันบ้าอยู่กับตัวเอง อยากจะให้คนอื่นเขาชมว่าสวยหล่อก็เอาเงินไปซื้อเครื่องสำอางค์เยอะ อยากจะให้ตัวเองมีชื่อเสียงก็พยามทำทุกวิธีทางให้มันดัง อยากจะทำให้ตัวเองมีความสุขทางเพศเยอะๆ ถ้าผู้ชายก็ไปหาเมียน้อย อยากจะกินดีๆ ก็ไปเที่ยวแสวงหากินก็ไม่พอ ก็แค่นั้น
จริงๆ หลักพอเพียงง่ายนิดเดียว ตามหลักจิตวิทยา ประสาทสัมผัสทั้ง 5 นี้ คือทุกครั้งที่คุณกินของอร่อยก็จะติดโดยไม่รู้ตัว มันก็จะเป็นวิถีชีวิต ชอบของอร่อย ของสวยๆ อะไรต่อมิอะไร ชอบของหอมๆ แต่ว่าถ้าเราไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้มากคือดูตามหน้าที่ ผมเป็นรัฐมนตรีวันนี้ไปประชุมเขาก็สั่งมาแล้ว เขาบอกว่าแต่งตัวแบบไหน พอเพียงไม่ใช่ผมใส่ม่อฮ่อมเข้าไปประชุม เขาบอกให้ใส่สูทผมก็ไปหาสูทมาใส่ก็แค่นั้น แล้วเราก็ไม่ต้องมากังวลกับเรื่องพวกนี้ก็พอแล้ว ให้เหมาะกับสถานะตัวเอง ที่เหลือมันก็ไม่ได้ใช้อะไรมาก ผมไม่ได้คิดเรื่องเชิงปรัชญามาก แล้วก็ทำหน้าที่ตัวเองให้ดี
วันก่อนมีคนมาถามผมบอกว่าในที่สุดเราก็ทำเพื่อเด็ก ผมก็บอกว่าผมไม่แน่ใจว่าผมทำเพื่อเด็กหรือเปล่า ตลอดเวลาทำงานเด็กเป็นผลทีหลังว่าหน้าที่เรามีต่อเด็กอย่างไร เราก็ทำหน้าที่ของเรามันก็ไปถึงเด็กเอง แต่ถ้าเราอยากทำเพื่อเด็กจริงๆ มีเมตตา แผ่เมตตาพวกนี้ผมว่ามันนามธรรมเกินไป นึกอะไรให้มันเห็นจับต้องได้ดีที่สุด นี่คือหลักปรัชญาที่ชัดเจน อันนี้ทุกคนก็จะถามว่าถ้านักการเมืองใหม่ไม่เห็นด้วยให้มารื้อได้ไหม ทำไมต้องมารื้อถามต่อ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทั้งนั้น ดูดีๆ นะถ้านโยบายมันดีมนุษย์ที่ดีก็จะไม่ยอมให้รื้อง่ายๆ ถ้านโยบายนี้โดนใจผู้ปกครอง เราได้ช่วยเหลือสาธารณชน คนมารื้อก็ต้องคิดหนักนั้นแปลว่าเราต้องทำสิ่งที่ถูกแล้วดี ซึ่งคนมารื้อทีหลังจะหนักใจมาก อย่างเช่น ตอนนี้ผมทำเรื่องประเมินอยู่ผมก็ต้องมีระบบประเมินที่เป็นธรรมแล้วดีมากจนกระทั่งทุกคนบอกข้อสอบแบบนี้ดีใครจะรื้อให้เลวลงหรือ เราต้องทำสิ่งที่ถูกแล้วสุดท้ายคือเราต้องสร้างระบบให้ในที่สุดคนชั่วมันอยู่ไม่ได้ อย่างที่พระเจ้าอยู่หัวบอก

ระบบที่ดีโปร่งใสทั้งต่อหน้าและลับหลัง
ระบบที่ดีต้องเอื้อให้คนดีๆ เข้าสู่อำนาจได้ ต้องมีระบบตรวจสอบเรียกว่าธรรมาภิบาล ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบใหญ่ๆ หนึ่งคือต้องมีความรับผิดชอบ คือถ้าคุณทำหน้าที่คุณไม่สำเร็จคุณจะอธิบายยังไง คุณจะรับผิดชอบยังไง สองคือโปรงใส่ ใครก็ดูเราได้ผมอธิบายกี่ครั้งๆมันก็เหมือนกัน ใครก็ตรวจสอบได้ข้อมูลเปิดเผย ผมไม่ได้ลับๆ ล่อๆ เราโปร่งใสทั้งต่อหน้าและลับหลัง
สุดท้ายถ้าจะให้ผมสรุปนอกจากสามข้อนี้แปลว่าอะไร ในที่สุดมันเปลี่ยนชีวิตว่า ชีวิตคุณต้องตรวจสอบได้ทั้งในชีวิตส่วนตัวสถานะจะต้องไม่ต่างกัน ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดผมทั้งหมดเขาจะรู้ บางคนมาอยู่บ้านผมเป็นเดือนๆ ก็มีทั้งที่อังกฤษและไทยผมคิดว่าผมได้ใจหลายๆ คนที่นี่เขาเห็นทั้งต่อหน้าและลับหลังเหมือนกัน คือเราไม่สามารถแบ่งต่อหน้าแบบหนึ่ง ลับหลังแบบหนึ่ง พวกนี้ส่วนใหญ่ขี้โกงทั้งนั้นแหละ ต่อหน้าผมเป็นยังไง ต่อหน้าพวกเขาเห็นผมกินมาม่า ลับหลังผมก็กินมาม่าเหมือนกัน ต่อหน้าผมทำเป็นกินมังสวิรัติลับหลังไปแอบกินเนื้อสัตว์อะไรอย่างนี้มันไม่ใช่.
มาถึงบรรทัดนี้ท่านผู้อ่านคงเห็นบางอย่างในตัวรัฐมนตรีท่านนี้แล้วว่าไม่ธรรมดา ตัวท่านทานมังสวิรัติไม่พอ ลูกชายทั้งสองที่เก่งเหลือประมาณก็ทานมังสวิรัติตั้งแต่เกิด โดยมีคุณแม่เป็นลมใต้ปีกเติมเต็มซึ่งกันและกัน เรียกว่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับหลายครอบครัวทีเดียว
เมื่อถาม นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ว่าตอนเด็กๆ คุณแม่เลี้ยงท่านด้วยอะไรมา ถึงได้เก่งขนาดนี้ ท่านตอบว่า
“ต้องไปถามคุณแม่ คุณแม่ก็จะบอกถั่วงอกหัวโต (หัวเราะ) เป็นอาหารที่ผมชอบ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการของเรายิ้มส่งท้าย

การขับเคลื่อนหลักคิดในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่ระบบการศึกษาชาติ

ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา


เรื่องราวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในประเทศไทยเป็นที่รับรู้กันอย่างแพร่หลาย แต่การนำไปใช้เป็นหลักคิดในการดำเนินชีวิตดูเหมือนยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน แม้กระทั่งในตัวผู้ใหญ่หลายคนก็ยังเข้าใจว่าเป็นเรื่องของการทำเกษตร ปลูกผักปลูกหญ้าหล่อเลี้ยงชีวิต คำถามก็คือทำอย่างไรให้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นที่เข้าใจของคนไทยอย่างถ่องแท้ เป็นหลักส่องนำการดำเนินชีวิตให้กับคนทุกชนชั้นได้อย่างยั่งยืน
ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา ผู้อำนวยการศูนย์สถานศึกษาพอเพียง มูลนิธิยุวสถิรคุณ และกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา เป็นผู้หนึ่งที่ขับเคลื่อนเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในประเทศไทยมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2550 โดยมีเป้าหมายหลักให้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงบรรจุอยู่ในหลักสูตรของการศึกษาชาติ เพื่อเยาวชนรุ่นใหม่ได้คุ้นเคยและเข้าใจ เป็นหลักในการดำเนินชีวิตในอนาคตต่อไป
“เรารู้แล้วว่าหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องการดำเนินชีวิต แต่เราก็พบว่ายังมีการนำไปใช้น้อยอยู่ หรือนำไปใช้ก็อาจจะยังไม่เข้าใจ บางทีตัวเองใช้ชีวิตพอเพียงอยู่แต่ไม่รู้ตัว ทำอย่างไรที่จะให้เรื่องนี้อยู่กับสังคมไทยไปอย่างเข้มแข็ง หมายความว่า ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนนโยบาย หรือมีการเปลี่ยนแปลงในสังคมเกิดขึ้นแล้วจะไม่ลืมหายไป เราก็เลยคิดว่าเรื่องนี้ต้องอยู่ในหลักสูตรของการศึกษาชาติ
ในช่วงปฎิรูปการศึกษา ปี 2551 หัวข้อหลักคือต้องมีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรให้เข้ากับสถานการณ์ของประเทศไทย เราได้ทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ก็มีการนำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปเป็นปรัชญาในการนำทางการศึกษาชาติ อันนี้เป็นหัวใจใหญ่ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมีจุดหมายระบุชัดเจนเลยว่า เมื่อจัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาชาติ ตั้งแต่ ป.1 – ม.6 แล้ว นักเรียนจะต้องยึกหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต เป็นเป้าหมายที่ชัดเจนของประเทศไทย ตรงนี้เราก็น่าจะมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า เมื่ออยู่ในหลักสูตรแล้ว น่าที่จะไปทำให้เยาวชนไทยที่เข้าโรงเรียน ตั้งแต่ปี 2550 หรือ ป.1 ขึ้นไป น่าจะนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้”
งานวิจัยต่างๆ ของโครงการวิจัยเศรษฐกิจพอเพียง ถูกนำมาใช้เป็นฐานในการขับเคลื่อน โดยเรียนรู้จากหลักการทำงานของในหลวงคือ ต้องรู้จริง ทำจากเล็กไปใหญ่ ทั้งยังศึกษาตัวอย่างจากโครงการในส่วนพระองค์ ที่สวนจิตรลดา ซึ่ง ดร.ปรียานุชยึดเป็นแนวทางในการดำเนินงาน
“ ยกตัวอย่าง เรื่องปลานิล พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงศึกษาจนกระทั่งพวกเรารู้จริงว่า ถ้าปลานิลไปแพร่พันธุ์ในแม่น้ำในประเทศไทย ลำคลอง หนอง บึงต่างๆ จะไม่เป็นอันตรายต่อพืชและสัตว์พื้นบ้าน แล้วก็เป็นแหล่งโปรตีนได้ สามารถแพร่พันธุ์ได้ ราคาไม่แพงนัก ทดลองจนรู้จริงในพระราชวังสวนจิตรลดา โครงการส่วนพระองค์แล้วก็นำไปเผยแพร่ ทำจากเล็กไปใหญ่ ค่อยๆ ขยายไปเรื่อยๆ เราก็ยึดหลักนั้นมาว่า เราต้องรู้จริง ทำให้การทำงานขับเคลื่อนด้านการศึกษาอยู่บนพื้นฐานของการวิจัยก่อน ตัวอาจารย์เอง นักวิชาการศึกษา สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ ก็จะมาร่วมมือกัน ในบางเรื่องเราก็จ้างนักวิชาการมาวิจัย ที่จุฬาฯ บ้าง ที่ มศว.บ้าง”

สอดแทรกหลักความพอเพียงคู่ไปกับรายวิชา
จากการขับเคลื่อนที่ผ่านมา ดร.ปรียานุช และทีมวิจัยพบว่า การบ่มเพาะหรือสอดแทรกเรื่องราวปรัชญาของเศษรฐกิจพอเพียงไม่อาจทำได้โดยการให้เด็กท่องจำอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือการนำไปปฏิบัติใช้อย่างเห็นคุณค่า เหล่านี้ ดร.ปรียานุชมองว่าตัวแปรที่สำคัญอยู่ที่ครูผู้สอน

“ช่วงปี 2550-2552 เราจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการให้คุณครูจัดกิจกรรมออกแบบการเรียนรู้ เช่น คุณครูสอนให้เด็กเรียนรู้เรื่องดิน สมมุติครูวิทยาศาสตร์ เด็กต้องทดสอบดินในท้องถิ่นตัวเองเป็นยังไง เป็นกรดเป็นด่างมีประโยชน์อย่างไร มีสารอะไร สมมุติเขาเรียนเคมี แล้วครูวิทยาศาสตร์จะสอดแทรกเรื่องพอเพียงไปได้อย่างไร
คุณครูเขาช่วยคิดกับเรา คุณครูก็บอกเด็กต้องทำการทดลอง จะทดลองอย่างไร จะเอาดินจากไหนมาทดลอง วิธีการทดลองจะต้องเตรียมอุปกรณ์อย่างไรบ้าง (นี่คือภูมิคุ้มกัน) และจะใช้สัดส่วนปริมาณเท่าไหร่ ใช้วิธีการอย่างไร แล้วใช้หลักเหตุผลอย่างไรในการพิจารณาตัดสินใจว่า ดินประเภทนี้เป็นกรดเป็นด่างอย่างไร จะแก้ความเค็มของดินได้อย่างไร ต่างๆ นานาใช้หลักวิชาการหมด พอเด็กเรียนรู้เสร็จก็จะถามว่า ที่เด็กทำงานไปแล้วประสบความสำเร็จ เขาใช้หลักพอเพียงรึเปล่า
ทำไปบ่อยๆ เข้า เด็กก็จะเกิดความตระหนักรู้แล้วก็ซึมซับไปเองว่า อะไรก็ตามแต่ที่สำเร็จ เพราะว่าเขาทำอย่างพอเหมาะพอดีกับกำลังของเขา กับชุมชน กับเวลาที่เขามี ทุกอย่างต้องเป็นเหตุเป็นผล ต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ เขาก็จะเริ่มเห็นคุณค่าของหลัก 3 ห่วงขึ้นมา (พอเพียง มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน) ว่าอะไรที่ประสบความสำเร็จจะสอดคล้องกับความพอเพียง 3 ประการ อะไรที่ไม่ประสบความสำเร็จ เช่น ใช้เวลาสั้นเกินไป มีการเตรียมความพร้อมน้อยเกินไป หรือว่ารีบด่วนสรุป ไม่มีเหตุผล ไม่ประสบความสำเร็จ กระบวนการตรงนี้ทำให้เด็กเริ่มเข้าใจเรื่องความพอเพียงมากขึ้น”

สถานศึกษาพอเพียง
เมื่อเริ่มขับเคลื่อนหลักพอเพียงเข้าสู่สถานการศึกษา ก็เริ่มมีเสียงสะท้อนจากกลุ่มครูถึงบรรยากาศในโรงเรียนหลายแห่งไม่เอื้ออำนวย เพราะเรื่องนี้ไม่สามารถเรียนรู้อยู่แค่ในห้องเรียนได้ ทั้งบางโรงเรียนผู้บริหารไม่ได้เน้นเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างพอประมาณ เช่น การจัดกีฬาสี เด็กๆ ยังไม่รู้จักการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า แข่งขันกันจนบางครั้งทะเลาะกัน เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยังไม่ถูกนำมาใช้ให้สอดคล้องเท่าที่ควร
ดร.ปรียานุช กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยก็พบแนวทางแก้ไข โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการขับเคลื่อน ถึงจะเกิดการบ่มเพาะได้ จึงเป็นที่มาของ “สถานศึกษาพอเพียง”
“แต่ก่อนเราทำแค่ห้องเรียนเพราะเราไปจับที่หลักสูตร แต่หลักสูตรเป้าหมายใหญ่คือ นักเรียนต้องใช้ชีวิตอย่างพอเพียง แต่เราลงไปแค่ในหลักสูตร ในสาระ พอออกนอกห้องเรียนเด็กๆ ไปทำกิจกรรมกีฬาสีบ้าง ทำชมรมบ้าง ไม่เกี่ยวเลย ครึ่งๆ ของชีวิตในโรงเรียน นอกห้องเรียนมันมีอีกครึ่งหนึ่ง เราก็มาคิดนวัตกรรมที่เรียกว่าสถานศึกษาพอเพียงขึ้นมา นี่คือที่มาที่ไปว่า ผู้บริหารต้องเอาหลักพอเพียงไปบริหารจัดการ จนกระทั่งเกิดวัฒนธรรมองค์กรของการอยู่ร่วมกันอย่างพอเพียง ผู้บริหารก็ต้องเป็นแบบอย่าง เท่านั้นไม่พอ ชุมนุมต่างๆ ในโรงเรียนต้องสนับสนุนด้วย เพราะว่าในห้องเรียนอย่างเดียวไม่พอ


เด็กนักเรียนอาจจะได้ไปเรียนรู้เรื่องสวนสมุนไพรในโรงเรียน สวนสมุนไพรนั้นก็ต้องเป็นฐานการเรียนรู้ของความพอเพียงด้วย สมมุติเป็นโรงเรียนในภาคอีสาน อาจจะปลูกสมุนไพรภาคอีสานไว้มากมาย เด็กก็เรียนรู้หลักความพอประมาณ ไม่ใช่เอาสตอร์เบอร์รี่มาปลูกในโรงเรียนทางภาคอีสาน ซึ่งไม่ใช่พืชท้องถิ่น เด็กก็จะ เอ๊ะ ความพอประมาณมันอยู่ตรงไหน ทุกอย่างต้องใช้หลักพอเพียงในการบริหารจัดการการศึกษาทั้งโรงเรียน”
จากการเริ่มประเมินสถานศึกษาพอเพียงครั้งแรกในปี 2551 จนถึงการปรับตัวเกณฑ์การศึกษาในปี 2553 ทำให้เกิดโรงเรียนสถานศึกษาพอเพียงกว่าพันแห่ง หมายความว่ามีโรงเรียนที่เข้าใจและนำไปใช้ได้อย่างโดดเด่น ทั้งกลุ่มบุคลากรผู้บริหารและครูก็เริ่มเข้าใจและตอบรับมากขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียน ทำให้เกิดจิตอาสาจากครูหลายภาคส่วนในการที่จะช่วยขยายผล ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาคือ โรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกระทรวงก็ได้พัฒนาการศึกษา
“โรงเรียนพอเพียงคือโรงเรียนที่พึ่งตัวเองได้ นักเรียนใช้ชีวิตอย่างพอเพียง อยู่อย่างพอเพียง ทำอย่างพอเพียง คิดอย่างพอเพียง พูดอย่างพอเพียง เขาเริ่มเห็นหนทาง เขาก็ค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์เพิ่มความลุ่มลึกไปเรื่อยๆ แต่โรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ฯ ต้องเป็นผู้ที่สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ เขาพึ่งตัวเองได้เขาก็พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่น หลายโรงเรียนอาจจะเก่งทำเองได้ แต่ช่วยผู้อื่นไม่ได้ เพราะการจะช่วยผู้อื่นได้ต้องมีศักยภาพในการเป็นวิทยากรพี่เลี้ยง ต้องมีจิตเมตตา ต้องมีจิตอาสา แล้วช่วยผู้อื่น งานตัวเองก็ไม่ต้องเสีย มัวแต่ไปช่วยเหลือโรงเรียนอื่นให้เป็นโรงเรียนพอเพียง ปรากฏว่าโรงเรียนตัวเองก็แย่ อย่างนี้ก็ไม่ได้อีก มันยาก
ถ้าเราจะวัดความสำเร็จของการขับเคลื่อนเรื่องพอเพียง คนขับเคลื่อนต้องบอกตัวเองได้ว่า การขับเคลื่อนจะสำเร็จเมื่อไหร่ เราต้องบอกตัวเองได้ว่า เมื่อไหร่ที่เราไม่อยู่ ระบบต้องเดินได้ด้วยตนเอง นี่คือประสบความสำเร็จ ถ้าเราไปสร้างระบบที่เขาต้องพึ่งพาเราตลอดเวลา อันนี้ไม่ถูกต้อง เพราะเราก็ไปทำตัวเหมือนคอยไปยื่นความช่วยเหลือให้ ไม่โตสักที อันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคิดทำเรื่องแบบนี้ แต่เราก็พยายามคิดว่า ทำอย่างไรที่ระบบการขับเคลื่อนเรื่องพอเพียง มันมีหลักสูตร มีสถานศึกษาพอเพียง มีโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ ทำอย่างไรจึงจะให้เขาหมุนได้ด้วยตนเอง ตรงนี้กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักปลัด อาจารย์ รจนา สินที ก็มีส่วนร่วมอย่างมากในการนำเรื่องสถานศึกษาพอเพียงและโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินวิทยฐานะของผู้บริหารและครู อันนี้กระทรวงเขาจะไปผูกเอาไว้ด้วย” ดร.ปรียานุชกล่าวทิ้งท้าย
และในฉบับนี้เราก็ได้รับรู้แนวทาง ความเป็นมาและที่กำลังจะเป็นไป ของหลักคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา ซึ่งผู้คุมบังเหียนหรือเจ้ากระทรวง คงต้องสั่งการหาคณะทำงานเพื่อร่วมขับเคลื่อนการทำงานไปพร้อมๆกัน การปฏิรูปประเทศตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวถึงเป้าหมายสุดท้ายคือ ประชาชนมีความมั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืน จะสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรมและสะดวกโยธินก็คงต้องมารับฟังที่ท่าน ดร.ปรียานุชบอกไว้ดังๆ ว่า การปฏิรูปประเทศเพื่อให้ ประชาชนมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนได้นั้น ต้องได้รับความร่วมมือจาก ครูผู้สอน จึงจะสำเร็จได้แน่นอน.

 

 

แผนที่มูลนิธิครอบครัวพอเพียง

Map