L1

L12

L2

L3

 L4
  runfordawn

KPP Main

 

หัวใจของการปฏิรูปการศึกษา ตามแนวพระราชดำริ
ยุวะ แปลว่า เยาวชน สถิร คือ มั่นคง คุณ คือ ความดี

นพ.เกษม วัฒนชัย ประธานมูลนิธิยุวสถิรคุณ


ความหมายโดยรวมของมูลนิธิยุวสถิรคุณ ก็คือ ต้องการให้เยาวชนมั่นคงอยู่ในความดี ความหมายดังกล่าวเปรียบเป็นจุดหมายของมูลนิธิฯ ที่ต้องการเสริมสร้างสนับสนุนให้โรงเรียนต่างๆ สร้างคนดีให้กับบ้านเมือง ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นพ.เกษม วัฒนชัย ประธานมูลนิธิยุวสถิรคุณกล่าวว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้ตั้งกองทุนการศึกษาขึ้น และมีรับสั่งให้ประธานองคและองคมนตรีส่วนนึ่งเข้าเฝ้า มีพระราชประสงค์ว่า อยากให้ใช้พระราชทรัพย์ส่วนหนึ่งไปพัฒนาโรงเรียนหรือสถานศึกษาให้สร้างคนดีคืนสู่บ้านเมือง
โรงเรียนเป้าหมายในการสร้างรูปแบบการพัฒนาสร้างคนดีคือโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร ยากจน และขัดสนในเขตภาคกลาง ก่อนจะขยายไปภาคอื่นๆ โดยจัดตั้งโครงการกองทุนการศึกษาขึ้น และได้รับความร่วมมือจากทีมอดีตข้าราชการเกษียณอายุ หรือคณะกรรมการอาสาสมัครนำโดย ดร.กษมา วรวรรณ และข้าราชการผู้ใหญ่จากกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมถึงครูต้นแบบในพื้นที่ต่างๆ มาช่วย
“โรงเรียนส่วนใหญ่จะติดชายแดน บางแห่งอยู่ในอำเภอที่ทุรกันดาน เราจะใช้พระราชทรัพย์ที่พระราชทานมา สนับสนุนให้เขามีฐานะที่ดีพอสมควร เช่น สิ่งที่ครูเดือดร้อนมากก็คือบ้านพักครู เพราะว่าครูส่วนใหญ่ เป็นครูที่มาจากที่อื่น แล้วมีนโยบายสมัยก่อนว่าถ้าครูไปสอนที่ไหนเกินสองปี มีสิทธิ์ย้าย ดังนั้นครูทุกคนวันๆ ก็จะพูดแต่เรื่องย้าย ความสนใจที่จะสอนก็ไม่มี อันนี้เป็นปัจจัยลบของคุณภาพการศึกษา เราก็ไปเจอเขาและพบว่า การกินการอยู่เป็นสิ่งสำคัญ ก็ขอพระราชทานพระราชทรัพย์แล้วสร้างบ้านพักครูให้ ทุกคนจึงถอนใบย้ายหมด ปลูกผักสวนครัว ปลูกสวนดอกไม้ ทั้งครูนักเรียนก็มีความสุข”
นพ.เกษม กล่าวว่าการเข้าไปช่วยพัฒนาโรงเรียนต่างๆ ให้มีความเป็นอยู่ที่พร้อมทั้งในการเรียนและการสอน เป็นสิ่งที่เข้าไปแบ่งเบาภาระของกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ผู้สอนและผู้เรียนมีความพร้อม เมื่อครูและนักเรียนมีความพร้อมก็สามารถลดปัญหาพฤติกรรมที่ไม่พึ่งประสงค์ของโรงเรียนลงได้ ผลที่ตามมาก็คือคะแนน O-NAT ดีขึ้น เด็กจบมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 มีโอกาสเข้าเรียนมหาวิทยาลัยต่างๆ ของประเทศมากมาย
“เราไปทดสอบโรงเรียนคุณธรรมที่อื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนลาดบัวหลวงเป็นโรงเรียนมาลาอีสงเคราะห์ โรงเรียนของเด็กมุสลิม เดิมในอำเภอมีโรงเรียนประถมศึกษาอยู่ประมาณ 27 โรง คะแนนสอบ O-NAT ของเขาจะอยู่ที่ 27 26 25 เพราะไม่มีใครสนใจ พอเข้ามาในโครงการพระเจ้าอยู่หัว (โครงการกองทุนการศึกษา) ผ่านไปปีเดียวจากที่ยี่สิบกว่าขึ้นไปเป็นที่สาม คะแนนขึ้นมาพรวดเลย เด็กทุกคนมีความหวังอยากจะเรียนต่อ ปีที่ผ่านมาได้ข่าวว่าเด็กประถมศึกษาปีที่ 6 มีคะแนนเป็นที่ 1 ของจังหวัดอยุธยา ไม่ใช่เฉพาะอำเภอลาดบัวหลวง ทั้งจังหวัด ประสบการณ์ชี้ให้เห็นผลดีที่เกิดขึ้น เหตุที่มันเกิดมูลนิธิยุวสถิรคุณก็เพราะว่า โรงเรียนที่อยู่ในโครงการของพระเจ้าอยู่หัวมีจำกัด เพราะว่าพระราชทรัพย์มีจำกัด
“พอตอนหลังมาตั้งเป็นศูนย์สถานศึกษาพอเพียง และโรงเรียนคุณธรรมที่จะมาพัฒนา เน้นการเรียนการสอน ยกตัวอย่าง เราไปเอาโรงเรียนวัดรางบัวเป็นตัวอย่างปีแรกๆ วัดรางบัวก็อยู่ในสลัม แล้วก็ไม่มีใครอยากส่งลูกไปเรียน แต่ตอนนี้ก็เป็นที่ชื่นชมของโรงเรียนใน กทม.
“แล้วคุณหมอธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ก็เอาเรื่องแนวคิดใหม่ๆ ของการเรียนการสอนเข้าไปที่โรงเรียนนี้ เกิดผลดีมากมาย ตอนนี้รุ่นพี่สอนรุ่นน้องแล้วก็มีครูเป็นผู้ช่วยสอน แล้วเอาสามคนคือ พ่อแม่ นักเรียนและครูมาพูดคุยทำความเข้าใจกัน เพราะว่าเป็นเด็กในสลัม ที่ผ่านมาสามคนหันหลังให้กัน แล้วกล่าวโทษอีกสองฝ่าย พอช่วงหลังจึงหันหน้ามาหารือ ชีวิตเด็กจึงเปลี่ยนไปหมดเลย พ่อแม่ในชุมชนสลัมก็มองลูกในแง่ของสิ่งมีค่า
“ผมเชื่อว่า ตรงนี้จะลบเรื่องความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงในโรงเรียน สิ่งที่งผมคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ในบ้านเรา เมื่อเร็วๆ นี้ข่าวเรื่องผู้บริหารไปตบศรีษะลูกศิษย์ แต่ในจดหมายพระเจ้าอยู่หัวฉบับหนึ่งมีใจความว่า ครูต้องรักศิษย์ ครูต้องรักนักเรียน นักเรียนต้องรักครู ประโยคนี้มีพลังมาก ถ้าทำแบบพระอยู่หัวได้ ก็จะไม่มีความรุนแรง
“ที่ครูปฏิบัติต่อลูกศิษย์ เรื่องนี้เราควรต้องเรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัวมากๆ ท่านพระราชทานมาให้สามเรื่อง เป็นหัวใจการศึกษาไทย
“หนึ่ง คือครูต้องรักนักเรียน นักเรียนต้องรักครู ซึ่งเราก็มาคิดกันว่า ถ้าครูรักนักเรียนรับรองได้ว่าการสอนต้องดีแล้วการอบรมลูกศิษย์ก็ดี ถ้าจะให้นักเรียนรักครูได้ การเรียนก็ต้องดีถูกไหมครับ ถ้านักเรียนเกลียดครูเรียนยังไงก็ไม่รู้เรื่องครับ ข้อที่สอง ท่านรับสั่งว่า ให้ครูสอนนักเรียนให้มีน้ำใจต่อเพื่อน ยกตัวอย่างเช่น ในชั้นหนึ่งๆ ไม่ควรไปส่งเสริมให้แข่งที่หนึ่งที่สอง แต่ให้นักเรียนที่เรียนเก่งไปติวเพื่อนที่เรียนช้า และรับสั่งว่าเพราะทุกคนต้องแข่งกับตัวเอง ตรงนี้จะเป็นหัวใจของการปฏิรูปในการศึกษา
“มูลนิธิยุวสถิรคุณ เราประมาณตนเองว่าเราไม่ใช่กระทรวงศึกษาธิการ แล้วเงินที่ทำก็เป็นเงิน CSR ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เราจะทำเป็นรูปแบบโดยอันเชิญพระราชกระแสของพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นหลักในการทำงานทำอย่างไรให้ผู้บริหารเป็นคนดี มีความพร้อม แล้วบริหารโรงเรียนให้ดีที่สุด ทำอย่างไรให้ครูเป็นคนดีคนเก่ง ตั้งใจสอนให้ดีที่สุดทุกชั่วโมง ทำอย่างไรให้นักเรียนมีความพร้อมแล้วกลายเป็นคนดีและคนเก่ง มีน้ำใจกับเพื่อน อันนี้คือสามข้อของเราในโครงการพระราชดำริ เราจะต้องได้คนไทยรุ่นใหม่ที่ดีมาก่อนเก่ง” นพ.เกษมกล่าว


มูลนิธิยุวสถิรคุณ ก่อตั้งขึ้นเพื่อ
1.ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เสริมสร้างความสัมพันธ์และการเรียนรู้ระหว่างครูและนักเรียนในสถานศึกษากลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้มีความรู้และคุณธรรมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงการปลูกฝังอบรมจริยธรรมให้เด็กและเยาวชนเป็นคนดีมีคุณธรรม รวมทั้ง กิจกรรมด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปลูกฝังและบ่มเพาะความซื่อสัตย์สุจริต
2.ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครู และเด็ก ให้ครูรักเมตตาและห่วงใยเด็ก และให้เด็กเคารพนับถือครูตามจารีตประเพณี
3.ส่งเสริมและสนับสนุนการเสริมสร้างเกียรติยศศักดิ์ศรี และอุดมการณ์ของครูเพื่อให้ครูเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องของคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
4.ส่งเสริมและสนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี ให้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย และทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาสาขาครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ เพื่อให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่เป็นครูหรือบุคลากรทางการศึกษาในชุมชนหรือท้องถิ่นภูมิลำเนาของตน
5.ส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และการสื่อสารเพื่อการสร้างภาคีเครือข่ายครู บุคลากรทางการศึกษา เด็กและเยาวชน รวมทั้ง จัดทำและผลิตสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลาย และการจัดอบรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและเห็นคุณค่าในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
6.ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดตั้งสถาบันการเรียนรู้เพื่อการศึกษาและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายให้เด็กและเยาวชนมีความรู้และคุณธรรมทั้งในและนอกประเทศ
7.ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัยและให้ทุนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนที่สนับสนุนให้ครูและเด็กมีความรู้และคุณธรรม สามารถน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้และเผยแพร่ขยายผลอย่างมีประสิทธิภาพ
8.ดำเนินการ หรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อการสังคมสงเคราะห์ การส่งเสริมการศึกษา การสาธารณสุข และกิจกรรมสาธารณประโยชน์อื่น
9.ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด

“..ที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานให้กับประชาชนคนไทย คำนี้จริงๆ เอาไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกเรื่อง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ทุกคนฟังแล้วคงคุ้นเคย ท่านสุเมธบอกว่ามันคือการเข้าใจน้ำ เข้าถึงน้ำ และพัฒนาน้ำ เข้าใจน้ำหมายถึงก่อนที่เราจะทำเรื่องน้ำ ไม่ใช่เราบอกจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ไปชี้นิ้วแล้วสั่งการเลยนั่น ทำไม่ได้ เราต้องมีข้อมูลทั้งหมด เราต้องมีข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหมด และไม่ใช่เราจะมองด้านเดียวเป็นคำตอบทุกอย่าง มันต้องมีเหตุและผล อะไรคือสาเหตุของปัญหา อะไรคือทางแก้ แล้วใช้แผนที่ให้เป็นประโยชน์ พระองค์ท่านทรงงานโดยใช้แผนที่มาตลอด..”
ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ

ปกฉบับนี้เป็นสุภาพสตรี ต้องบอกว่าหลายปีมานี่ มีแต่ท่านสุภาพบุรุษขึ้นปก จนผู้อ่านและสมาชิกหลายท่านสงสัยว่า นิตยสารของเราเชียร์แต่สุภาพบุรุษ ไม่ใช่นะค่ะเพียงแต่ว่าท่านสุภาพสตรีที่มีความดีและเก่งมักจะไม่ค่อยมีเวลา หาเวลายากมากจริงๆ และฉบับนี้ถือว่าเราโชคดี ท่านสุภาพสตรีท่านนี้ได้ให้เกียรติกับนิตยสารเรา ภาพที่ปรากฏบนปกนั้นสวยงามมากทีเดียวแต่เมื่อเราได้สัมภาษณ์และพูดคุยกับท่านสุภาพสตรีท่านนี้เรียบร้อย เราต้องบอกกับท่านผู้อ่านว่าความงามบนใบหน้าของท่าน ยังงามไม่เท่ากับจิตใจของท่าน ที่ท่านมีต่อหน้าที่ เพื่อประชาชน ในสิ่งที่ท่านทำหลายพื้นที่ แม้บางที่บางแห่งขนาดเจ้าหน้าที่เอ่ยปากว่าไม่ปลอดภัย ท่านยังไป ไปเพื่อช่วยชาวบ้าน ไปเพื่อนำความของพระเจ้าอยู่หัวไปบอกเพื่อเป็นแนวทางสู่การแก้ไข นำเรื่องที่ท่านสุเมธได้มอบหมายไปแก้ไขให้ประชาชนอยู่รอด อยู่ได้และพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด
ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความร่วมมือและสื่อสารองค์กร สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและเกษตร (องค์การมหาชน) คือสุภาพสตรีที่เราจะนำเรื่องราวและแนวคิดการทำงานของท่านมาให้รับทราบ
ที่มาของมูลนิธิอุทกพัฒน์
สืบเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเงินจำนวน ๘๔ ล้านบาท ที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงิน เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ให้เป็นทุนประเดิมสำหรับการก่อตั้งมูลนิธิน้ำ เพื่อสนองพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาเรื่องน้ำ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อมูลนิธิน้ำว่า อุทกพัฒน์ และตราประจำมูลนิธิฯ พระราชทานพระมหากรุณาให้มูลนิธิฯ อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยชื่อของมูลนิธิอุทกพัฒน์ มาจากคำว่า อุทก ซึ่งหมายถึง "น้ำ" และ พัฒน์ มาจากคำว่า "พัฒนา" เมื่อนำมารวมกันจึงมีความหมายว่า "มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเรื่องน้ำ"
ความหมายโดยรวมของเครื่องหมายมูลนิธิ หมายถึง “น้ำเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิต จำเป็นต้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันในการบริหารและพัฒนา ซึ่งหากจะทำได้ก็ต้องมีข้อมูล ความรู้ และความเข้าใจเรื่องน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำ ทั้งความสำเร็จ ความรู้ เทคนิค ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงศึกษา ค้นคว้า พัฒนา และทดลอง เรื่องน้ำมาโดยตลอดนับตั้งแต่ทรงครองสิริราชสมบัติ และทรงห่วงใยสถานการณ์น้ำที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จำเป็นต้องนำมาบันทึก รวบรวม และเผยแพร่ให้ประชาชนใช้เป็นหลักในการแก้ไข พัฒนา บริหารน้ำของท้องถิ่นและของประเทศต่อไป”

กว่าจะมาถึงวันนี้ : ชีวิตวัยเด็ก
: เป็นคนกรุงเทพฯค่ะ บ้านอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตร บางเขน ปัจจุบันก็ยังอยู่แถวนี้ค่ะ คุณพ่อเป็นอดีตเจ้ากรมจเรทหารบก คุณแม่เป็นครูค่ะ เป็นศึกษานิเทศเขียนหลักสูตรเกี่ยวกับเด็กแล้วก็อยู่กับแวดวงการศึกษา ครอบครัวเป็นครอบครัวใหญ่ค่ะ พี่น้องรวมกัน ๖ คน เราเป็นน้องคนเล็ก เป็นคนเล็กที่ทุกคนห่วง ห่วงว่าเราจะทำอะไรไม่เป็น กลัวเราจะเป็นคุณหนู คุณพ่อสร้างบ้านหลังนี้นานแล้วค่ะก่อนที่จะมีมหาวิทยาลัยเกษตรอีก เมื่อก่อนบริเวณบ้านจะมีบ่อปลา เลี้ยงปลาแต่ไม่ทานปลาที่เลี้ยงนะค่ะ เป็นบ้านแบบโบราณมีพืชผักสวนครัวครบเลยค่ะ เรียกว่าถ้าอยากจะแกงอะไร ตำน้ำพริกอะไรไม่ต้องไปเที่ยวหาซื้อเลยค่ะภายในบ้านปลูกไว้เต็ม พื้นที่ที่บ้านเป็นสระ มีบัวสาย บัวหลวง บัวประดับทั้งหลาย มีล่องสวน สวนกล้วยก็มี อย่างช่วงปิดเทอมจะไม่เหงาเลยค่ะต้นไม้ ใบไม้เยอะมีให้เก็บ ให้กินมากมาย ตอนเด็กๆ เวลาปิดเทอมคุณแม่จะให้ตื่นเช้า ตื่นมาต้องมาถูบ้าน ตอนนั้นเราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เพราะที่บ้านมีคนรับใช้ ตั้ง ๓ คน แต่เราก็ยังต้องทำงานบ้าน ตอนนั้น ๑๐ ขวบเอง พอโตขึ้นมาหน่อยคุณแม่ก็มอบหน้าที่ให้ดูแลเรื่องการจับจ่ายข้าวปลาอาหาร ต้องดูแลเงิน ดูแลสิ่งของในบ้านได้ถูกถ่ายทอดซึมซับมานานแล้วเราถูกสั่งสมนิสัยของการจัดการ สมัยก่อนไม่มีกวดวิชามากมาย เราอยู่กับพี่น้อง คุณแม่ก็คือคุณครูให้ลูกๆ ชอบซื้อหนังสือรอบตัวแล้วให้เราตั้งโจทย์กับพี่ๆ ตั้งโจทย์ถามกันเรื่องความรู้รอบตัว ที่บ้านจะมีห้องสมุดเล็กๆ มารู้สึกตอนโตว่าที่เราต้องตื่นขึ้นมาทุกเช้าทำงานบ้าน และต้องทำทุกอย่างในบ้านเองนั้นเพื่อว่าเราจะได้รู้และสอนแม่บ้านเขาให้ทำอะไรให้ถูกต้อง เราต้องรู้ อย่างเราจะสอนเขาทำกับข้าว เรายังไม่รู้กับข้าวใส่อะไรอย่างไรเราจะสอนยังไง สอนให้เราคุมเงิน ให้เรารู้ว่ามีเงินเท่านี้เราจะบริหารของในตู้เย็นเราอย่างไร มันก็ถูกปลูกฝัง ต้องขอบพระคุณคุณแม่มากๆ ที่สอนให้เราเข้าใจ

ถวายงานเป็นเกียรติกับชีวิต
: ตั้งแต่อนุบาลเรียนที่สาธิตเกษตร พวกพี่ๆ อยู่สาธิตจุฬาฯ เรามาอยู่สาธิตเกษตรไม่ต้องมีรถอะไรเลยแค่ข้ามถนนก็ถึงแล้ว จริงๆ ก็มีรถรับส่งตลอด พอโตขึ้นก็ขอไปเองอยากเดินเองเพราะว่าโตแล้ว สาธิตเกษตรก็สอนให้เราติดดิน ผักตบที่อยู่คลองหน้าโรงเรียนเราเก็บมาเพาะเห็ด แล้วก็มีปลูกผักอะไรต่างๆ เหล่านี้ เราจะมีชีวิตอยู่กับเรื่องเกษตร ทุกอย่างมันอยู่ในระบบเรียนรู้โดยปริยาย พอจบที่เกษตรก็มาต่อโทที่สหรัฐที่ฟลอริดา เนื่องจากพี่สาวอยู่ที่นี่ ก็เลยบอกคุณแม่ว่าขออยู่ใกล้ๆ พี่สาว ฟลอริดาจะมีทะเลสวยมาก มีหาดเป็นแก้วเลย ตอนเรียนที่เกษตร เอกคณะสังคม พอโทไปเรียนคณะมนุษย์ เรียนจบก็แต่งงาน คือทางสามีรู้จักกันตั้งแต่เป็นเพื่อน ประถม ๑ ด้วยกันก็ไปสนิทกันตอนไปเรียนสหรัฐ อยู่รัฐเดียวกันแต่คนละเมือง พอกลับมาเมืองไทย ตอนแรกใจอยากมาทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตร แล้วบังเอิญทางคุณพ่อเองรู้จักกับ ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ เป็นเจ้าของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทางอาจารย์ไสวก็บอกให้ไปช่วยงานที่คณะนิเทศฯ ก็เลยให้มาช่วยศูนย์นิเทศศาสตร์พัฒนาการ เลยเริ่มรู้ตัวเองว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เราชอบคือนิเทศศาสตร์เพื่อการพัฒนา พอหลังสามีจบปริญญาเอกเราก็ได้มาทำงานที่ สวทช. ภายใต้ศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ปรากฏว่าอยู่ที่นี้แล้วโชคดีที่ผู้ใหญ่ให้โอกาส คือรอยบุญจะเจอโจทย์ทั้งนโยบายต่างประเทศ เจอโจทย์เรื่องของศูนย์สารสนเทศชุมชน ก็เลยได้เจองานพัฒนาชุมชน ก็เริ่มเข้าใจ
พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงงานเรื่องแก้ไขปัญหาน้ำท่วมปี ๒๕๓๘ ด้วยพระองค์เอง แล้วก็ทรงเห็นปัญหาเรื่องข้อมูลน้ำที่ขาดการบูรณาการ พระองค์ท่านทรงมองเรื่องข้อมูลเจ้าพระยาตอนล่าง ทางทีมอาจารย์รอยล ก็เริ่มบูรณาการข้อมูลเจ้าพระยาตอนล่างกับหลายหน่วยงาน จนสำเร็จปี ๒๕๔๕ พระองค์ท่านก็รับสั่งให้ตั้งเป็นองค์กรภายใต้รัฐ ส่วนทีมวิชาการขาดคนมาบริหารในเชิงเซ็ทองค์กรอะไรต่างๆ จึงเป็นโอกาสซึ่งตอนนั้นทีมของรอยบุญที่ทำงานชุมชนอยู่ก็ไปร่วม ทีนี้ก็มองว่าพอมีทีมวิทยาศาสตร์ก็มาตอบโจทย์ประชาชน ตอบโจทย์ชุมชน ก็เดินงานเรื่องน้ำชุมชนมาโดยตลอด
ตอนนั้นผู้ใหญ่จะให้เราทำเอกสารมาโดยตลอดเรียกว่าศึกษาค้นคว้าข้อมูลต่างๆ แล้วก็มาทำเรื่องเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยรู้จึงต้องมาเรียนรู้มาสัมผัส คุณแม่เองก็บอกทีมอาจารย์รอยล ชวนให้เราเข้ามาอยู่มาช่วยงานในพระองค์ท่าน ซึ่งเรามีความผูกพันเพราะตั้งแต่เด็กเห็นคุณพ่อสวดมนต์ประจำเลย คุณพ่อบอกว่าสวดมนต์ถวายแด่พระองค์ท่าน สวดเป็นประจำแล้วคุณแม่ก็บอกมันเป็นเกียรติของชีวิตนะได้มาทำงานตรงนี้ ไม่คิดว่าเป็นภาระแต่คิดว่าเป็นโอกาส คงไม่มีใครสักเท่าไรที่ได้เห็นมุมมองของทั้งต่างประเทศกับเห็นมุมมองของต่างจังหวัด ทำให้เรามองออกว่าโจทย์บางอย่างจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการถ่ายทอดให้คนเข้าใจมันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เพราะเรามีมุมมองหลายมุมมากเลย แล้วก็มองว่าท้ายที่สุดก็เอาเรื่องนี้มาทำเป็นเรื่องเป็นราว ต้องมีสารสนเทศเกษตรแล้วพอตอนหลังมีโปรเจคสำคัญๆ ใหญ่ๆ ทั้งหลายที่ผู้ใหญ่โยนโจทย์ยากๆ มาให้รอยบุญเสมอ ต้องทำให้เสร็จ ต้องทำให้เร็ว ไม่มีเงินนะ ต้องไปหาเองอย่างนี้ตลอด

การจัดการน้ำ โอกาสร่วมกัน
: คือถ้าทุกคนมองวิกฤตเป็นโอกาสด้วยกันแล้ว ทุกคนชนะหมดอันนี้เป็นโจทย์ที่พระองค์ท่านพระราชทานมากับท่านสุเมธและอาจารย์รอยล แล้วก็มาวิเคราะห์ร่วมกัน พระองค์ท่านทรงชี้ลงในแผนที่เลยว่าบริเวณนี้ เราก็ไปดูพบทั้ง นิคมอุตสาหกรรม สนามกอล์ฟอะไรต่างๆ ถ้าเกิดเรามองแบบชนะกันหมดสนามกอล์ฟได้น้ำดีไม่ต้องชื้อน้ำ แต่ใช้พื้นที่เขาเป็นแก้มลิง คุยกันเลยว่าเวลาน้ำมาเยอะผันเข้าไปได้เท่าไหร่ เขาก็บอกผันเพิ่มเข้าไปได้เลย ๖ แสนลูกบาศก์ แล้วก็ทางบ้านจัดสรรเอาแผนที่มาดู คุณฟื้นคลองตรงนี้ได้ไหม ในขณะเดียวกันนิคมอุตสาหกรรมสต็อกน้ำไว้ได้ไหมคุณจะได้ไม่ขาดน้ำ แล้วทำประตูเสริมผันน้ำเข้าออกได้ อย่างนี้เราก็ไม่ต้องมาลงทุนมากมายแล้ว ส่วนหนึ่งพระองค์ท่านก็พระราชทานเงินมา อันนี้ก็มาแก้เติมประตูเติมอะไรนิดหน่อย แล้วก็ภาคเอกชนที่มีร้านค้าก็ทำแก้มลิงตัวเอง อย่างโรงเรียนอัสสัมชัญเองก็มาปรับผังกันใหม่ทำคลอง ที่สมุทรสาครพอตั้งโรงเรียนก็ทำคลองล้อมโรงเรียนเลย ถ้าทุกคนมาร่วมกัน ช่วยกันคิดแล้วก็ปรับกันใหม่มันก็ไม่มีปัญหา
พอมาทำท้ายที่สุดปี ๘๔ พรรษา บังเอิญปี ๒๕๕๓ เริ่มเกิดปัญหาหนักๆ น้ำไม่ท่วม แต่แล้งเลยไม่มีน้ำใช้ จนกระทั่งอาจารย์รอยลให้โจทย์ว่าปี ๘๔ พรรษา ขอให้รอยบุญมาเสริมงานไปอีกหนึ่งงาน งานแบบทำถวาย ๘๔ พื้นที่เรื่องการจัดการน้ำชุมชน เอาแนวคิดของพระองค์ท่านไปประยุกต์ใช้เรื่องการจัดการน้ำ สรุปเป็นเนื้อหาว่าเราจะต้องเดินยังไง วิเคราะห์ยังไง แต่มันยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เลยมาจัดระบบใหม่ มองเป็นระบบเลย คือทุกคนจะเดินได้
เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา
: ท้ายที่สุดคำว่า อุทกพัฒน์ ที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานให้กับประชาชนคนไทย คำนี้จริงๆ เอาไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกเรื่อง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ทุกคนฟังแล้วคงคุ้นเคย ท่านสุเมธบอกว่ามันคือการเข้าใจน้ำ เข้าถึงน้ำ และพัฒนาน้ำ เข้าใจน้ำหมายถึงก่อนที่เราจะทำเรื่องน้ำ ไม่ใช่เราบอกจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ไปชี้นิ้วแล้วสั่งการเลยนั่น ทำไม่ได้ เราต้องมีข้อมูลทั้งหมด เราต้องมีข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหมด และไม่ใช่เราจะมองด้านเดียวเป็นคำตอบทุกอย่าง มันต้องมีเหตุและผล อะไรคือสาเหตุของปัญหา อะไรคือทางแก้ แล้วใช้แผนที่ให้เป็นประโยชน์ พระองค์ท่านทรงงานโดยใช้แผนที่มาตลอด..” แล้วก็ใช้ผังน้ำดูทิศทางน้ำไหลไปทางไหน เชื่อมโยงอะไ รแล้วในขณะเดียวกันทำตารางจัดเก็บข้อมูลว่าจะเดินงานกันยังไง ตารางว่าแหล่งน้ำโครงสร้างน้ำที่มีอยู่ต้องปรับแก้ สิ่งที่พระองค์ท่านทรงมองทั้งกรอบคิดและกรอบงานมีคุณค่ามาก สุดท้ายความมั่นคงทางทรัพยากรมันเป็นคำตอบของทุกอย่าง ถ้ามั่นคงในทรัพยากร เขาจะมั่นคงในชีวิต เพราะว่าถ้าน้ำกับป่าทรัพยากรไม่มั่นคง ไม่มีทางที่จะไปต่อยอดเรื่องอื่นๆได้เลย ปกติคนจะมองที่ปลายคือสินค้าจะไปต่อยอดอะไรต่างๆ แต่ถ้าน้ำกับทรัพยากรไม่มั่นคงเขาไปต่อไม่ได้เลย

เรียนรู้กับชาวบ้าน ไม่ใช่เข้าไปสอน
: ที่เราจะทำให้เขาได้คือสร้างตัวอย่างความสำเร็จ พอสร้างตัวอย่างความสำเร็จหลายกรณีที่มีเคสคล้ายๆ กันแล้วเราพาเขามาเจอกัน บางที่อย่างชาวเขาที่อำเภอกัลยาณิวัฒนาเขาเรียนรู้เรื่องการใช้แผนที่ ปรากฏเขาไปทำสำเร็จทั้งอำเภอ แต่เราเห็นคนเมืองบางคนเดิมเขาเรียนรู้แต่ในห้อง เราทำใหม่ให้ไปเรียนรู้ที่ป่าเลย ไปเรียนของจริงที่ป่าเลย เห็นว่าชาวเขายังทำได้เลย
เคยได้มีโอกาสตามท่านสุเมธและท่านอาจารย์รอยล เข้าเฝ้าพระองค์ท่าน แล้วพระองค์ท่านรับสั่งถาม “รู้ไหมว่าภูมิสังคมหมายถึงยังไง” ภูมิสังคมนี้เป็นคำที่คลอบคุมหมดเลย รับสั่งว่าเวลาเราไปลงพื้นที่ไม่ใช่เราไปสอนชาวบ้าน แต่ให้เราเรียนรู้กับเขา พอเราเรียนรู้แล้วเราจะเข้าใจถึงบริบทและความเป็นมาของพื้นที่ด้วย แล้วบางอย่างเอาสิ่งที่เรามีอยู่กับขอเท็จจริงมาเรียนรู้แล้วก็มาปรับด้วยกัน จะเป็นคำตอบให้สังคม เพราะคำว่าเข้าใจของพระองค์ท่านก็คือ เรามีข้อมูลข้อเท็จจริงที่มีคำตอบว่าจะทำอะไร ข้อมูลข้อเท็จจริงนั้นก็มาจากคนในพื้นที่เก็บรวบรวมเองแล้ววิเคราะห์ตนเองจนมาถึงคำว่า เข้าถึง เข้าถึงก็คือการมีส่วนร่วมที่จะคิด ทำ แล้วแก้ด้วยกันภายในพื้นที่ของเขา ท้ายที่สุดมันก็จะเกิดการพัฒนาคนกับพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งเรื่องน้ำและคน
พอปี ๒๕๕๓-๒๕๕๔ หลังปีน้ำท่วมพระองค์ท่านรับสั่งกำชับว่าเราทำสำเร็จแล้ว ขอให้ขยายผลสำเร็จอันนี้ พูดง่ายๆ ว่า สสนก.จะเน้นเรื่องการใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ประยุกต์ใช้กับชุมชนที่มีศักยภาพ พอมาถึงอุทกพัฒน์ก็เป็นชุมชนที่มองเรื่องการขยายผลกับเรื่องการร่วมมือเอกชนหรือหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่วิกฤต ทำร่วมกับกองทัพบก แล้วพอมีอุทกพัฒน์คำหนึ่งที่เกิดก็คือ “เครือข่ายลุ่มน้ำตามแนวพระราชดำริ” ซึ่งอันนี้จะมีค่ามากสำหรับภาคประชาชน มันเหมือนเป็นความผูกพัน คือกลุ่มเราเขาไม่ย่ำอยู่กับที่ คือน้ำมันไม่ได้อยู่หมู่บ้านเดียวทุกปีต้องมีการขยายผลคุยกันแต่แรกเลยว่าถ้าจะเดินกับเราต้องขยายผล ตอนนี้มี ๖๐ แกนนำเครือข่าย แล้วก็ขยายกลับไปได้ ๔๒๑ ชุมชน

การพัฒนา รู้แล้วต้องขยายผล
: พระองค์ท่านรับสั่งตอนตั้งมูลนิธิอุทกพัฒน์ การจัดการน้ำชุมชนถึงความสำเร็จชุมชนแล้ว ชุมชนชาวบ้านมีความรู้ประสบผลสำเร็จ มีประสบการณ์พัฒนา ช่วยขยายผลไปยังชุมชนอื่น อย่างบุรีรัมย์เราไปเริ่มตั้งแต่เขาคิดที่จะเริ่มบริหารน้ำเลย ตั้งแต่ ๓,๗๐๐ ไร่ ตอนนี้เกือบ ๕ ตำบลตั้งแต่เริ่มงานมาเป็น ๑๐ ปี การเดินงานแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างคลองรังสิต ปี ๒๕๕๔ ปรากฏว่าคลองรังสิตเอง ถ้าท้องถิ่นกับประชาชนเข้าใจมันเดินงานแล้วจะเห็นได้ว่าตรงคลองรังสิตคลองชลประทานแล้ง แต่ในพื้นที่เกษตรกรไม่ประสบปัญหาแล้ง ก็เขาทำสวนปาล์มเลย เป็นสวนปาล์มที่รายได้ดีที่สุดแล้วรักษาคลองได้
ที่บุรีรัมย์ อย่างที่รอยบุญอยากยกตัวอย่างว่าเรามองโครงสร้างน้ำเข้าไปในพื้นที่จริง แต่ให้แนวคิดในการปรับเปลี่ยนทฤษฏีใหม่ในเชิงพื้นที่เขาด้วย คือทฤษฏีใหม่ก็มองในเรื่องเกษตรผสมผสานสัดส่วนของน้ำให้เหมาะกับพื้นที่ในการเพราะปลูก และมองเรื่องความมั่งคงทางอาหาร ตรงนี้เองทำได้ ๒ ปี บางที่ ๑ ปี เขาลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ชัดเจน แต่ก่อนเป็นไร่มันอย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้ปลูกพืชหลายอย่างเป็นการเกษตรผสมผสาน ไร่นาเขาก็มีแต่ว่าปรากฏสัดส่วนน้ำมากขึ้น ผลผลิตพืชไร่ก็มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเขาเพิ่มพืชอย่างอื่นเข้าไป
จริงๆ งานหนักนะคะ ท่านสุเมธท่านก็พูดอยู่ว่าเวลาเราทำดีจุดหนึ่งมันเป็นดาบสองคม เพราะเราไปขัดผลประโยชน์คน โครงการคนอื่นเขาใช่เงินเยอะอันนี้อยู่ไม่ได้เลยนะ หลายเรื่องที่เราไปทำปรากฏไม่ต้องมีงบศึกษาเลย เราไปทำงบศึกษามันศูนย์บาทไงคะ แล้วคนก็เลยไม่ชอบ ก็เลยกลับกลายเป็นดาบสองคม แต่ก็ยังสู้เพราะว่าพลังเราเยอะมาก เรามุ่งที่จะพัฒนา พัฒนาไม่ใช่เอาเงินเป็นคำตอบนะคะ

ครอบครัวอบอุ่นแข็งแรง : สอนลูกด้วยงาน
มีลูกสาวสองคนค่ะ โตแล้ว ตอนนี้คนโตอยู่ที่อังกฤษ แต่ก่อนก็เอาเขามาช่วยงาน พยามให้ลูกเข้าใจงานแม่ แล้วเขาก็จะเป็นเด็กดี คนโตอีกปีหนึ่งจบปริญญาตรี แต่เขาเรียนเร็ว คนเล็กอยู่ ม.๕ ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนปรากฏเขาจับไปอยู่ ม.๖ แล้ว คนนี้เกิดที่สหรัฐเขาเลยไปแลกเปลี่ยนที่สหรัฐ ที่เห็นชัดๆ ดีใจอย่างหนึ่งว่าการที่เราทำงานตรงนี้บางทีลูกก็มีน้อยใจตั้งคำถามเหมือนกัน แต่สิ่งที่ตามมาก็คือถ้าเราไปทำเสาร์อาทิตย์ เราก็พาเขาไปด้วย อย่างงานเยาวชนก็ให้เขามาทำวิจัยงานแม่เลย แล้วก็มาช่วยงานแม่เลย สิ่งที่เขาเห็นเขาก็จะซึมซับไปเอง เคยเห็นเขาตั้งแต่เล็กๆ เขียนเรียงความ แอบไปเจอเขียนวันแม่ว่าคุณแม่ชอบช่วยชาวบ้านไม่ค่อยมีเวลาไปต่างจังหวัด เวลาเขาไปแลกเปลี่ยนเขาก็ไปสมัครอะไรของเขาเอง เขาแค่โทรมาบอกว่า ทะเบียนบ้านอยู่ไหนอะไรอยู่ไหนแล้วไปสมัครเอง เขาบอกว่าจริงๆ คุณแม่ทำอะไรให้สังคมมาเยอะลูกก็คงได้กุศลตรงนั้นบ้าง
เป็นคนที่พอมีเวลาก็จะให้ลูกอยู่แล้ว บางครั้งพอเสร็จงานเสาร์อาทิตย์ก็บอกให้ลูกบินมา ก็พาไปดูไซต์งานเรา ลูกเห็นไหมอะไรอย่างนี้ก็จะพาไป เวลาไปบุรีรัมย์แต่ก่อนขับรถไปก็ไปปล่อยไว้กับพวกพี่ๆ พาน้องไปดูแล้วก็บรรยายให้น้องฟังเลยใช้วิธีอย่างนี้ เลี้ยงลูกให้เขาเข้าใจว่าแม่ทำอะไรอยู่ แต่ก่อนนี้พาไปหมดเลยแม่ไปไหนพาไปหมดเลย ท้ายที่สุดคือคำที่พระองค์ท่านให้ไว้ทุกคนปรับได้หมด อย่างคำ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มันคือคำที่ใช้ได้กับชีวิต เวลาถ่ายทอดให้ชาวบ้านมันใช่ ถ้าลูกเข้าใจเรามันก็จะเข้าถึงจิตใจที่แม่ทำ แล้วความรักความผูกพันมันก็พัฒนาต่อเนื่องไม่มีปัญหาแค่นั้นเอง แล้วเขาจะเป็นคนที่ทำอะไรไม่เห็นแก่ตัว อย่างคนโตเขาไปสอบอะไรไม่รู้จะไปช่วยทางบราซิลเรื่องผู้นำเยาวชน เขาบอกไปสอบทางมหาวิทยาลัยที่โน้น เราก็บอกอย่าเลยลูกมาช่วยแม่เพราะกำลังทำแคมเปญ “เทิดด้วยทำ” ก็เป็นนิมิตรหมายที่ดี
เพราะว่าท้ายที่สุดคำว่า “เทิดด้วยทำ” มีค่ามาก เป็นสิ่งที่พระองค์ท่านคิดกรอบ ถ้ามาใช้ในชีวิตจริงๆ ของเราคนที่ได้ประโยชน์คือสังคมกับตัวเราอยู่แล้ว แล้วทำไมเราไม่ทำ เพราะฉะนั้นการเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านไม่ใช่เราบอกอย่างเดียว ถ้าเราทำมันก็ได้ประโยชน์กับตัวเราทำไมไม่ทำ อันนี้คือสิ่งที่จะถ่ายทอด ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อมเรื่องอะไรมันเป็นสิ่งที่เอาไปใช้ ถึงบอกว่าเยาวชนที่เข้ามาเห็นชัดเลยว่าการที่เราไปเติมเต็มให้เขาเปลี่ยนแปลงทำให้เขามีพลัง ไม่ว่าเยาวชนหรือชาวบ้าน เยาวชนก็ขอทำเองแต่แรก สำหรับรอยบุญไม่ต้องมาพูดเรื่องเงิน ขอทำ ทำแล้วมันเหมือนเดี๋ยวก็มีคนเข้ามาเติมเต็มให้ สนุก ทำงานแล้วมันเห็นผล
ต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เพราะสังคมทุกวันนี้ที่น่ากลัวคือ เราแข่งกันทำดีได้ไหม แทนที่จะกลายเป็นสังคมที่ให้ร้ายกัน ชาวบ้านเราเวลาเขาไลน์มาเขาโชว์ผลงานกัน เขาแข่งกันทำดีนะ แล้วมันหน้ารักกว่าเยอะเลย เพราะไม่งั้นคนโน้นคนนี้ทำไมไม่ทำอย่างโน้นอย่างนี้ ตายเลย ถ้าอยู่กันอย่างนี้ประเทศไม่ไปไหน

รู้ก่อนทำ หัวใจของความสำเร็จ
: ที่ชัดเจนที่เดินกันต่อเนื่องก็คือ เราจะวิเคราะห์ แต่ละปีเราจะวิเคราะห์ให้หลังจากปีน้ำท่วม พื้นที่วิกฤตควรจะฟื้นยังไง ตอนนี้มีกองทัพบกร่วมแล้ว ก็เริ่มจะมีกองทัพไทยมาบ้าง มันต่างกัน ไม่ใช่ไปขุดเฉยๆ เราต้องให้ชาวบ้านสรุปพื้นที่ก่อน ถ้ายังสรุปไม่ได้เราก็ไม่เดิน เราต้องวิเคราะห์ด้วยกันก่อนว่าหน้างานต้องทำยังไง ถ้าเราไปขุดเฉยๆ จะมีปัญหาเรื่องทิ้งดินอีก บางที่ไปขุดปิดทางคลองอีกอันนี้เราจะมองหมดว่าน้ำเข้ายังไงน้ำออกยังไง ไปจ่ายสำรองยังไง กว่าจะทำได้รายละเอียดเยอะมาก มันไม่ง่าย เรื่องเล็กๆ ก็มีอย่างคลองรังสิตแค่บริหารประตูผันน้ำเข้าซอยย่อยแล้วเข้าล่องสวนได้เขาก็มีน้ำแล้ว มี ๔๐๐ กว่าประตู แต่ไม่ได้รับการบริหารจริงจัง
แต่ปัจจุบันได้รับการแก้ปัญหาเรียบร้อย เพราะว่าตามล่องสวนตามอะไรต่างๆ แทนที่จะต้องไปทำแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ปรับเป็นแบบนี้ที่ผ่านมาบางที่น้ำท่วม มันไม่ได้เกิดจากน้ำเหนือไหลหลากนะ เรื่องคลองไม่ได้ฟื้นบ้างอะไรบ้าง อาจารย์รอยลเคยพูดเมื่อปีที่แล้ว ฝนมันพร้อมที่จะตกเสมอ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งพื้นที่บ้านเราแต่ก่อนคลองมีเยอะมาก แต่ตอนนี้คลองหายไปเยอะ เรื่องการฟื้นคลองใน กทม. อย่างคลองลัดมะยมเราทำมา ๕ ปี แต่ก่อนเป็นตลาดเล็กๆ ยังมีขยะมีอะไรอยู่เยอะเลย ตอนนี้ปรากฏว่าตลาดลัดมะยมขยายขึ้นเยอะแล้ว น้ำดีขึ้นมากเลย ล่องสวนอะไรต่างๆ อยู่ทางฝั่งธนตลิ่งชันอะไรอย่างนี้ แล้วปรากฏที่เราไปทำที่ศาลาดิน พุทธมณฑลด้วย แล้วประชาชนกับเรามามองคลองที่เราจะเชื่อมทั้ง ๒ พื้นที่ที่จะมาคลองบางจาก มาคลองบางหลวง มาคลองบางจากต่อคลองภาษีเจริญ แล้วชาวบ้านทำแผนที่ผังน้ำด้วยกันก็มีโอกาสที่จะฟื้นคลองได้แต่อยากทำตัวอย่างว่าภาคประชาชนทำก็ยังทำได้เลย

พึ่งตนเอง สร้างสรรค์สังคมได้
: เราให้โจทย์เขาแล้วก็เหมือนเราเลี้ยงลูกให้โต ถ้าเราไม่เลี้ยงลูกให้โตเหมือนกับหลายๆ คนถามรอยบุญเหมือนกันว่ามีลูกสาวไม่ห่วงหรือ ปรากฏว่าลูกสาวพวกนี้เขาเก่งบัลเล่ เตะสูงอยู่เนอะ ป้องกันตัวเองได้ ที่เหลือใช้แรงเข้าไปลูกคือป้องกันตัวเองได้ กับอีกอย่างหนึ่งคำว่าพึ่งตัวเองเป็นเรื่องแรกๆ ที่พระองค์ท่านมีพระราชประสงค์ที่จะเห็นพสกนิกรชาวไทยไม่ใช่ไปพึ่งพาระบบรัฐหรือว่ามองว่าเป็นหน้าที่ใคร ถ้าอยากทำคุณต้องสรุปตัวเองให้ได้ คุณต้องมีข้อมูล คุณต้องหาคอนเน็คชั่น อันนี้เป็นแรงผลักแข่งกันทำดีเหมือนชาวบ้านเราพูดว่าเราเอาตัวอย่างขึ้นไปบนเวที เขาบอกปีหน้าผมต้องขึ้นไปอยู่บนนั้นนะอาจารย์ สังคมโวยวายมันต้องเลิกแล้ว เอะอะก็ประท้วงกันไม่ใช่มันต้องสร้างสรรค์แล้วค่ะ

ทำจนกว่าจะตาย
: เราเอากรอบคิดกรอบงานพระองค์ท่านถ่ายทอด เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว อย่างต่างชาติเขาไปดูคลองรังสิตกับเราด้วย เขาบอกว่าแนวทางเรามันเป็นคำตอบไม่ใช่แค่ภายในประเทศ แนวทางของพระองค์ท่านเป็นคำตอบของทุกที่ทั่วโลกด้วยซ้ำ แต่ประเทศเราไม่น่าจะเจอปัญหาแล้ว อันนี้ก็อยากฝากว่า เวลาเราจะแก้ปัญหาเราจะไปดูงานประเทศอื่นไปอะไรต่อมิอะไร คิดว่ามานั่งเข้าใจบ้านตัวเองดีกว่าไหม แล้วมาหาคำตอบจริงๆ ทำจริงๆ แค่โครงสร้างที่มีอยู่ให้ใช้งานได้แล้วจัดการได้ก็จะได้ผลขึ้นเยอะ ถ้าเราเอาเงินเป็นตัวตั้งแก้ปัญหาทุกเรื่องมันไม่ใช่คำตอบ แต่กับการที่เราเดินกับประชาชนสำเร็จปรากฏว่าเขาวิเคราะห์ตัวเองได้แล้ว เกิดแผนของตัวเองขึ้นมาว่า ถ้าเรื่องน้ำอะไรเป็นความสำคัญที่ควรจะทำ แล้วเขาควรจะปรับตัวอย่างไร แล้วก็จะมีความสุข
ท่านสุเมธท่านเคยพูดบนเวทีใหญ่ ทำแบบนี้ถ้าเราท้อชาวบ้านยิ่งหนักนะคะ ต้องเดินเพราะงานอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าเราจะตาย ยังพูดกับลูกเลยว่าถ้าอะไรเกิดขึ้นฝากลูกต่อด้วยเพราะชีวิตมันก็เสี่ยงกันทุกวัน ต้องบอกอย่างนั้นเลย เพราะเราอยู่กับผลประโยชน์เรื่องน้ำผลประโยชน์เยอะมากอย่างค่าขุดลอกที่เราเห็นเป็นผักตบงบประเทศจริงๆ เป็นพันล้าน แต่กลุ่มเราเริ่มทำใหม่ เอาผักตบมาทำเป็นดินจาก ๒๐ บาท มาเป็น ๑๐๐ บาท แทนที่จะเสียเงินไปเก็บผักตบ หันมาสร้างมูลค่าเพิ่มจากการเก็บผักตบ หลายๆ อย่างที่เราทำมักไปขัดผลประโยชน์คนอื่น แต่เราก็จะทำเพราะนั่นคือความสุขของประชาชน.

“คนที่ได้ปฏิบัติตามปรัชญานี้ก็จะดีกับตัวเอง ได้พบสิ่งที่ดี เรื่องวิธีคิด เรื่องความเรียบง่าย คือไม่ลำบาก

ปฏิบัติแล้วมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองต่อตนเอง ครอบครัวและหน่วยงาน เป็นหลักประกันที่มีความมั่นคงแน่นอน”

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว

ฉบับนี้นิตยสาร IS AM ARE ครอบครัวพอเพียงได้รับเกียรติจาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้วมาเปิดเผยมุมมอง วิธีคิดต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตและการทำงานทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยเฉพาะการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในบริบทต่างๆ ของชีวิตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ยังไม่เคยได้รับการเปิดเผยจากที่ใด เราเชื่อว่าแนวคิดต่างๆ ของท่านจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและได้นำหลักปรัชญาเป็นแนวคิดในการดำเนินชีวิตที่สำคัญ

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการทำงานที่ผ่านมา
: ผมว่าเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผู้ที่ได้นำไปปรับประยุกต์ใช้เป็นแนวคิดและปฏิบัติจะมีผลดีต่อตัวเองมากรวมทั้งการบริหารจัดการด้วยผมยืนยัน ผมรับราชการตั้งแต่ชั้นผู้น้อย เริ่มต้นทำงานในพื้นที่ป่าเขาทุรกันดาร ตอนนั้นเรียนจบในปี 2519 ผมอยู่นครบาลก่อน แล้วก็ได้ไปทำงานในพื้นที่ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เหตุการณ์ในพื้นที่มีสถานการณ์รุนแรงมาก ผมเป็นผู้บังคับหมวด หน่วยปฏิบัติการพิเศษ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม มีโอกาสได้ร่วมงานกับท่านพลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผบตร. ซึ่งขณะนั้นท่านเป็นสารวัตร สมัยนั้นผมยังหนุ่มอยู่เลย ผมก็มีหลักคิดและใช้หลักการนี้บริหารจัดการกำลังพล เรียกว่าปลูกฝังความคิดของผู้ใต้บังคับบัญชาในเรื่องการครองตน ครองคน ครองงาน โดยเฉพาะหลักคิดเรื่องคงความเรียบง่าย ความประหยัด ความมีวินัย หลักพึ่งตนเอง เรียกว่าให้อยู่ได้อย่างมีเกียรติและสมศักดิ์ศรี สมฐานะ
และเมื่อผมได้ย้ายมาเป็นสารวัตรอยู่ อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ตำรวจรายได้ไม่มากครับ ผมก็พยายามให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของผมพึ่งพาตนเองได้ มีกินมีใช้ตามฐานะตอนนั้นก็ให้ครอบครัวตำรวจช่วยกันปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงไก่ไข่ เอาดินที่อยู่หลังห้องแถวที่พักเพาะปลูกพืชผักสวนครัว หลังบ้านก็ทำเป็นที่เลี้ยงไก่ไข่ แม่บ้านก็มาสานตะกร้าขาย มีสหกรณ์ในโรงพัก เป็นวิถีที่ดีไม่อดนะ ตอนนี้ก็ยังอยู่เพราะพวกเขาเห็นคุณค่า ตั้งแต่ปี 2527 ทำให้ตำรวจเรามีค่านิยมชีวิตที่ถูกต้อง ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสิน อยู่อย่างพอเพียงแล้วก็มีรายได้เพิ่มขึ้น
ที่สำคัญผู้บังคับบัญชาต้องนำ ต้องปฏิบัติเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่เป็นผู้บังคับบัญชาแล้วติดดินไม่เป็น ทำตัวโก้หรูตลอดเวลา ผมว่าพระราชดำรัสเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็นหลักคิดช่วยสร้างคนให้ขยันหมั่นเพียร ประหยัด เรียบง่าย และช่วยชี้ให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของคนในองค์กร เช่นให้ทุกคนช่วยกันประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ ปลูกฝังชีวิตที่ดีงามให้กับข้าราชการตำรวจ ส่วนตัวผมอีกสิ่งที่ผมทำเป็นประจำคือ ทุกเช้าผมจะพบกับผู้ใต้บังคับบัญชา ผมก็จะน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่มาอ่านให้ทุกคนได้ฟัง อ่านเสร็จก็พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดกัน ผมเลือกมาพูดทุกวันเลยนะ ผมคิดว่าพรุ่งนี้จะคุยอะไรกับลูกน้อง จะบอกอะไรกับพวกเขา บอกสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นแนวคิดได้ สำคัญมากนะเรื่องพวกนี้ข้าราชการตำรวจเงินเดือนน้อยครับ บางครอบครัวผมบอกได้เลยว่ายังลำบาก หากพวกเขาไม่มีหลักคิด ไม่เห็นความสำคัญของหน้าที่ของตนเอง ประชาชนจะไปพึ่งใครได้ แต่ถ้าตำรวจยังพึ่งพาตนเองไม่ได้อันนี้ยิ่งลำบาก ทุกเช้าผมจะหาพระราชดำรัสนำมาอ่านสั้นๆ ก็จะให้ซึมซับไปเรื่อยๆ
มาช่วงตอนที่ผมมาเป็นตำรวจตระเวนชายแดน ช่วงนั้นผมมีโอกาสถวายงานเรื่องโครงการพระราชดำริในโรงเรียน ตชด.ของสมเด็จพระเทพฯ เป็นช่วงที่ผมจดจำได้ไม่มีวันลืมเลยครับ
โรงเรียน ตชด.นั้นมีความสำคัญมากต้องใกล้ชิดกับชาวบ้าน ต้องหาวิธีบูรณาการให้ครบถ้วน ทั้งเรื่องของการศึกษา เรื่องของอาชีพและต้องเข้าถึงชาวบ้านจริงๆ ผมมีโอกาสได้ศึกษาแล้วก็นำสู่การปฏิบัติ เรื่องนักเรียนก็ต้องส่งเสริมจัดการให้นักเรียนมีความขยันหมั่นเพียร ต้องทานอาหารครบ 5 หมู่ ต้องปลูกพืชสวนครัวเอง เลี้ยงไก่เอง ปศุสัตว์เอง หาอาชีพโดยการประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานมาฝึกอาชีพให้ชาวบ้าน ต้องดูแลป่า มีป่าชุมชน มีสารไอโอดีน สถานพยาบาล มีสหกรณ์ เป็นระบบที่ต้องดูแลครบถ้วนในโรงเรียน ผมอยู่ ตชด.ประมาณ 7-8 ปี ถึงรองผู้บังคับการ ตชด.ภาค 1 เป็นพันเอกพิเศษ ก็ดูแลโครงการโรงเรียน ตชด. ผมว่าเป็นช่วงที่มีความสำคัญมากเพราะผมได้รับประสบการณ์ในทุกๆ ด้านของชีวิตเรียกว่าต้องดูแลประชาชนทุกเรื่องเลยก็ว่าได้

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการประยุกต์ใช้ในการบริหารงานระดับประเทศ
: จนมาวันนี้ ผมไม่คิดเลยนะว่าวันหนึ่งผมจะมาถึงตรงนี้ ตรงที่ต้องมาดูแลสวัสดิภาพ สวัสดิการแก่ประชาชนทั้งประเทศ ต้องช่วยให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม ตั้งแต่เกิดจนตายเลยก็ว่าได้ กับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผมพึงจะมีในขณะนี้คือหลักธรรมาภิบาลและการบริหารงานภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผมต้องให้ข้าราชการในกระทรวงนี้ทุกคน เข้าใจ เข้าถึงในการนำหลักปรัชญามาเป็นหลักคิดและนำมาพัฒนากับงานที่แต่ละหน่วยงานพึงปฏิบัติเพื่อประชาชนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยและทุกๆ ปัญหาของประชาชน ข้าราชการของกระทรวงพัฒนาสังคมทุกคนต้องรู้ว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั้นและต้องแก้ไขเยียวยา ตรงจุด ตรงปัญหาและทันท่วงที

ความพอเพียง ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทนและเรียบง่าย คือสิ่งที่ท่านพยายามปลูกฝังในตนเอง และนำสู่ข้าราชการทุกระดับชั้นเรียกว่าน้อยคนจะรู้จักท่านในมุมนี้
: เมื่อมากระทรวงนี้ใหม่ๆ สิ่งแรกเลยที่ผมมอบเป็นนโยบายคือ ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในหน่วยงาน คือต้องเรียบง่าย ประหยัดพึ่งพาตนเองได้คนทุกคนในหน่วยงานต้องช่วยกันไม่เอาเปรียบกันและในเนื้องานต้องช่วยประชาชนได้จริง อย่างที่ศูนย์ไร้ที่พึ่ง จังหวัดปทุมธานี เนื่องจากมีผู้อพยพมาจากจังหวัดอื่นมาเป็นคนเร่รอน ซึ่งเราต้องจัดระเบียบเพื่อให้คนเร่ร่อนเหล่านี้เขาอยู่ได้ มีชีวิตที่ดีขึ้น ได้รับการชี้นำและฟื้นฟูจนเขาพึ่งพาตนเองได้ เริ่มต้นจากนำพวกเขามาตรวจสุขภาพ ฝึกอาชีพ ซึ่งต้องใช้เงินของรัฐมากพอสมควรและเรื่องนี้นับวันทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย และการแก้ไขในเรื่องนี้ต้องแก้ไขแบบยั่งยืนต้องให้เขามีอาชีพหรือสามารถที่จะจัดการกับตนเองได้เช่น สามารถปลูกพืชผักสวนครัวเอง เลี้ยงไก่เลี้ยงหมูเอง แล้วก็มีการประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองได้รัฐก็สนับสนุนทุนหรือเสริมสิ่งที่เขาขาดในพื้นที่ของรัฐเอง ซึ่งเราเรียกว่าศูนย์คนไร้ที่พักพิง
เรามีศูนย์ที่พึ่งต่างๆ เช่นศูนย์เด็ก ศูนย์เยาวชน หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมก็ให้นโยบายว่าในการบริหารจัดการศูนย์ซึ่งถ้าเป็นส่วนภูมิภาคซึ่งมีที่ดิน ก็ต้องคิดทำให้พึ่งตัวเองซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาด้านเกษตรอาหารกลางวันเพื่อกิน เพื่ออยู่ เหลือก็แจกจ่ายกัน ดินที่เหลือก็มาจัดแปลงผักสวนครัว เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ ต้องเอาแนวนี้ไปใช้ เพราะตัวนี้เป็นวิถีที่ให้กับราชการชั้นผู้น้อยมารวมกันทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์มากครับ มาช่วยพรวนดิน มาช่วยปลูกผัก มาแบ่งทำอาหาร มันจะเป็นกิจกรรมสร้างความสามัคคี ตอนเที่ยงก็มีอาหารกลางวัน เป็นนโยบายที่ผมให้ไป ซึ่งบางศูนย์ก็ทำได้ดี ผมก็ติดตามต่อไป

ปัญหาต่างๆ แก้ได้ที่ “ครอบครัว”
: ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ก็เริ่มต้นมาจาก ครอบครัว และวิธีการแก้ปัญหาให้ได้แบบยั่งยืนจริงๆ แล้วก็ต้องไปแก้ที่ต้นเหตุคือ ครอบครัว ทุกอย่างต้องเริ่มที่ครอบครัว สังคมจะดีได้เริ่มต้นที่ครอบครัว เขาเรียกว่าทำให้ครอบครัวมีความเข้มแข็งเป็นการฉีดวัคซีนที่สำคัญของประเทศ ครอบครัวที่อบอุ่นเข้มแข็งผมว่าสามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง นโยบายผมเน้นการทำให้ครอบครัวมีความเข้มแข็ง ยกตัวอย่างคือจากกระบวนการทางสังคมที่ต้องทำให้ครอบครัวเข้าใจ เริ่มจากกระบวนการเลี้ยงดูต่อเด็กที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง ซึ่งปีที่แล้วเราเริ่มโครงการที่เรียกว่าเงินอุดหนุน 400 บาทต่อเดือนสำหรับครอบครัวที่มีเกณฑ์รายได้น้อยเพื่อเลี้ยงดูบุตร บุตรต้องได้รับการดูแลอย่างถูกต้องครบถ้วน ซึ่งจากกระบวนการการเลี้ยงดูทางการแพทย์บอกว่าเด็กแรกเกิดถึง 6 ขวบ เป็นช่วงที่มันสมองโตมากที่สุด 80% ต้องกินอาหารครบ 5 หมู่ ขบวนการกระตุ้นต้องรับการกระตุ้นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และความอบอุ่นเรื่องของนมแม่ เรื่องเกี่ยวกับการกอดสัมผัส อันนี้เป็นสิ่งที่ทางกระทรวงต้องมีการบรูณาการร่วมกันกับทั้งกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษา เพื่อให้ความรู้ด้านครอบครัว ด้านชุมชนและสังคมให้มากๆ แก่ประชาชน เพื่อจะได้สร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง แล้วครอบครัวที่ยึดถือหลักธรรมะหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ ผมว่าไม่ค่อยจนนะ เพราะทุกอย่างมันพอดี มีคำพุทธพจน์ “รู้จักพอเป็นสุขทุกสถาน” คือทุกคนอาจจะมีความต้องการเยอะมาก แต่มาอยู่ที่พอดีมันทำให้มีความสุขได้ แล้วก็จะมีผลต่อการใช้ทรัพยากรที่ไม่เกินเลย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ฉะนั้นกระบวนการเลี้ยงดูจากครอบครัวผมว่ามีความสำคัญมาก
ผมให้ทำคู่มือการเลี้ยงดู วิธีการเลี้ยงดู การเป็นพ่อเป็นแม่เป็นอย่างไรให้ได้ดี เพลโตพูดเป็นพันปีว่าทฤษฎีตัวแบบ ผมได้ศึกษาเรื่องนี้ว่าเราเป็นตัวแบบให้ลูก เราอาจจะมีดีและไม่ดี แต่เมื่อเราเป็นผู้นำครอบครัว เราเป็นผู้นำเราต้องดีนะครับ ต้องอารมณ์อย่างไร ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ต้องเป็นตัวอย่างของลูกนะครับ ถ้าเราเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับลูก ลูกก็ดียาก อันนี้คือพ่อแม่ต้องมีคู่มือซึ่งผมให้ทางกระทรวงฯ ทำคู่มือ มันเหมือนวัคซีนของครอบครัวที่จะให้พ่อแม่ได้รู้ว่าลูกเกิดมามีความสำคัญตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ขวบอย่างไร ต่อไปถึงจะเป็นวัยเด็กยังไง วัยรุ่นยังไง เป็นขบวนการที่ต้องทำความเข้าใจแล้วก็สอนเป็นตัวอย่าง แล้วก็นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางปฏิบัติอย่างไร ถ้าพ่อแม่ฟุ้งเฟื้อไม่ทำบัญชีครัวเรือนไม่รู้จักการบริหารเงิน การใช้ของฟุ่มเฟือย ลูกต้องฟุ่มเฟือยแน่นอน ถ้าพ่อแม่รู้จักวิธีคิดประหยัด แม้สังคมจะเป็นยังไงก็ตาม แต่เมื่อกลับไปบ้านแล้วเห็นพ่อแม่ขยันหมั่นเพียร มีความประหยัดรักกัน แน่นอนลูกโตขึ้นมาเป็นคนดีแน่นอนผมมีความเชื่อมั่น ครอบครัวของผม คุณแม่ผมท่านเป็น ครู พ่อเป็นพ่อค้าแม่เป็นครู ก็มาจากกระบวนการเลี้ยงดูที่อบอุ่น อาหารครบ 5 หมู่ ทำให้เราได้รับสติปัญญาที่ดีแน่นอน

“คนพิการคือพลังของสังคม ไม่ใช่ภาระ”
: และอีกเรื่องที่สำคัญคือ ผู้พิการขณะนี้ประเทศไทยเรามีคนพิการที่ลงทะเบียนไว้ประมาณ 1,700,000 คน แล้วในจำนวนนี้เป้าหมายของเราคือ “คนพิการคือพลังของสังคม ไม่ใช่ภาระอีกต่อไป” เขามีโอกาส มีศักยภาพที่จะออกมาเรียนหนังสือ ออกมาทำงานเหมือนคนอื่น เป็นนโยบายที่ผมได้ดำเนินการไปแล้ว รัฐบาลได้เพิ่มเบี้ยผู้พิการจาก 500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็น 800 บาท แล้วก็พยายามสร้างศักยภาพให้เกิดขึ้น ปีที่แล้วเราใช้งบประมาณกองทุนประมาณ 123 ล้านบาท ฝึกอบรมเพิ่มขีดความสามารถผู้พิการประมาณ 6,000 คน แล้วก็เกี่ยวกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีตู้ภาษามือทั้งหมด 150 ตู้ ในการสื่อสาร แล้วก็อีกโครงการหนึ่งคือโครงการที่รณรงค์และทำความเข้าใจกับหน่วยงานท้องถิ่น กรุงเทพมหานครฯ หน่วยงานทางด้านสาธารณสุข ด้านของไอซีทีต่างๆ เพื่อจะทำให้คนพิการสามารถดำเนินวิถีชีวิตได้ด้วยตนเอง ออกจากบ้านไปต้องไม่เผชิญปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ ปีนี้ทำที่ปากเกร็ดแล้วก็ที่อื่นอีก 80 แห่ง แล้วก็เรื่องของรถ NGV ที่จัดหาโดยคมนาคม 3 พันกว่าคันที่เป็นชานต่ำ ก็จะมาประมาณเดือนกรกฏาคม อันนี้เป็นผู้พิการที่เรามองว่าเป็นพลังสังคมมากกว่าภาระ ให้เขามีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันกับประชาชนทั่วไป เพราะผู้พิการถ้าเราดึงศักยภาพเขาขึ้นมาผมว่าเป็นคนเก่งของสังคมนะครับ

ชุมชนเข้มแข็ง วัยเกษียณทำงานได้
: และอีกเรื่องที่สำคัญต่ออนาคตคือ เรื่องของผู้สูงอายุซึ่งขณะนี้มีประมาณ 10 ล้านคน แล้วก็คาดการณ์ไว้อีก 13 ปีข้างหน้าจะมีเพิ่มเป็นประมาณ 16 ล้านคน เป็นสถานการณ์ที่จะต้องเผชิญต่อไป แล้วโครงสร้างก็ควรจะเปลี่ยน ตอนนี้เราเตรียมมาตรการที่จะรองรับ แต่ปัจจุบันนี้เราพยายามให้ชุมชนเข้มแข็งดูแลตัวเองให้ได้ เราเน้นที่ศูนย์สุขภาพระดับอำเภอ 7-8 เเห่ง เราเน้นที่ชมรมกิจกรรมเกี่ยวกับผู้สูงอายุทั่วประเทศ 27,000 ชมรม ให้มีความเข้มแข็ง เราเน้นที่การฝึกอบรมอาสาสมัคร 8 หมื่นคนเพื่อจะมาดูแลผู้สูงอายุ นี่คือนโยบายในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ในการขับเคลื่อนเรื่องผู้สูงอายุเราก็ดูเรื่องของการให้ผู้สูงอายุมาทำงานได้หลังอายุ 60 ปี เรากำลังพิจารณาว่าการรับราชการ การทำงานยังทำอยู่ถึง 65 หรือ 70 ปีไหม แต่หน่วยงานของรัฐ เช่น ตุลาการ ตอนนี้ก็มีผู้บริหารทำงานถึงอายุ 70 ก็มี ต้องพิจารณาต่อไป การมีเงินออมหลังเกษียณ การลาออกมาแล้วก็จะทำให้ผู้สูงอายุได้ทำงาน และมีเงินหลังเกษียณที่เพียงพอ

ที่อยู่อาศัยคนจน
: เรื่องที่อยู่อาศัยก็เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลครับ ให้ประชากรมีบ้านอยู่อย่างมั่งคง จากตัวเลขเราพบว่ามีคนที่มีครอบครัวทั้งประเทศมีประมาณ 25 ล้านครอบครัว มีบ้านอยู่แล้ว 19 ล้านครัวเรือน ยังขาดอยู่ 4.5 ล้านครัวเรือนที่มีปัญหา ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายเร่งรัดให้ กระทรวงพัฒนาสังคมเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ ซึ่งเราก็มาศึกษาว่าใน 4.5 ล้านครัวเรือนอยู่ตรงไหน ก็ให้ทำการศึกษาความต้องการ เราก็โฟกัสที่ 2.7 ล้านครัวเรือนก่อน เราตั้งตัวเลขนี้เพื่อทำภายใน 10 ปี คือคนที่มีรายได้น้อยมากประมาณ 7 แสนครัวเรือน แล้วก็คนที่มีขีดความสามารถในการผ่อนชำระได้ประมาณ 2 ล้านครัวเรือน เรากำลังทำแผนเสนอไปในเร็วๆ นี้ วันนี้ก็มีเปิดบ้านยั่งยืน 239 โครงการ ประมาณ 13,000 หน่วยทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลประมาณหมื่นกว่า อัตราประมาณ 3-5 แสน ตอนนี้คนไปจองประมาณหมื่นกว่าราย แล้วก็ยังมีที่ดินแดงที่ผมกำลังทำเพื่องานนี้อีกประมาณ 22,000 หน่วย ในโครงการ 8 ปีข้างหน้า
ที่ดินแดงมีโครงการทุบครับ แต่ว่าค่อยๆ ทุบ แล้วคนในดินแดงก็มีสิทธิ์ก่อน 6,000 ครอบครัว คือทุบแล้วก็สร้างใหม่ ย้ายเข้าอยู่ทีเดียว ประมาณ 36 ตึก ทั้งหมดนี้เป็นภารกิจที่สำคัญอยู่แล้ว ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ผมมองเห็นคนยากจนในชนบท ในเมือง ในสลัมอาชญากรรมต่างๆ การแข่งขันเราเห็นมาหมดครับ เราได้จับงานนี้เราก็เข้าใจว่าต้องทำไง ผมเป็นตำรวจตั้งแต่รากหญ้า เคยปฏิบัติหน้าที่ในถิ่นกันดารมาก่อน แล้วก็มาอยู่นครบาลถึงรองผู้บังคับการตำรวจนครบาล ด้านจราจร ด้านปราบปราม เคยไปอยู่ภาคใต้ 2 เที่ยว 3 ปีครึ่งครับประสบการณ์ก็พอมีอยู่บ้าง

เรื่องการค้ามนุษย์ เป็นวาระแห่งชาติ
: เรื่องการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ เป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ ต้องบรูณาการหลายหน่วย มีทั้งด้านการป้องกัน การปราบปราม การบังคับใช้กฎหมาย การฟื้นฟูบำบัด คือต้องบรูณาการหลายด้านมากครับ เรื่องของประมง เรือประมงต่างๆ กระทรวงผมรับผิดชอบเกี่ยวกับกฎหมายซึ่งมีท่านนายกเป็นประธาน แต่ในส่วนของการขับเคลื่อนนี้มีแยกส่วนเป็น 5 ส่วน ผมเป็นประธานด้านสตรีและเด็ก และการค้ามนุษย์ มีมาตรการสกัดกั้นตามแนวชายแดน รวมถึงการปราบปรามพื้นที่ในเมือง การคัดแยก เรื่องของล่าม ผมดูแลเรื่องนี้ครับ
และในช่วงสุดท้ายของการสนทนาในวันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ท่านได้ฝากข้อคิดแก่ผู้อ่านเรื่องหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงดังนี้
: ผมว่าถ้าเราเจาะที่บุคคล ถ้าทุกคนให้ความสำคัญ ศึกษาจริงๆ อะไรคือความพอดี พอเพียง ความสมฐานะ ความประหยัด ความเรียบง่าย แล้วก็มีการนำมาจัดการตัวเองผมว่าไม่มียากจนแน่นอน อยู่ไหนก็อยู่ได้หมดครับ ทฤษฎีนี้เป็นกระบวนการที่ใช้ได้ทั้งส่วนตัว ครอบครัว ในการทำงานผมก็ใช้ตรงนี้เพื่อดูแลลูกน้องให้มีหนึ่งวิธีคิดที่จะอยู่ได้ในสังคม ความประหยัด ความเรียบง่าย ความสมฐานะ ให้อยู่ได้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี ใช้งบประมาณอย่างประหยัด พอเพียง มีธรรมาภิบาลในการดำเนินการ ผมว่าเหล่านี้เป็นสิ่งที่ใช้ได้ทั้งตัวเองและครอบครัว สังคม ชุมชน ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ครับ
คนที่ได้ปฏิบัติตามปรัชญานี้ก็จะดีกับตัวเอง ได้พบสิ่งที่ดี เรื่องวิธีคิด เรื่องความเรียบง่าย คือไม่ลำบาก ปฏิบัติแล้วมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองกับตัวเอง แล้วก็หน่วยงาน เป็นหลักประกันที่มีความมั่นคงแน่นอน
และก่อนจบการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ท่านรัฐมนตรี พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ท่านได้ยกแขนเสื้อให้ดูนาฬิกาเรือนเก่าที่ท่านใส่ประจำ เป็นนาฬิกาที่ดูทนทานซึ่งราคาไม่สูง พร้อมกล่าวว่า “ดูนาฬิกาของผมสิ ถูกกว่าของคุณอีก แต่ดูเวลาได้เหมือนกัน” บิ๊กอู๋หัวเราะอย่างอารมณ์ดี.

 

แผนที่มูลนิธิครอบครัวพอเพียง

Map